หลายครั้ง เวลาพูดถึง “การให้อภัยตัวเอง” คนมักเข้าใจว่าเป็นการปล่อยผ่าน หรือยกโทษให้ตัวเองแบบไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่จริง ๆ แล้ว การให้อภัยตัวเอง (Self-Forgiveness) คือการค่อย ๆ กลับมายอมรับและเผชิญกับความผิดพลาดของตัวเอง พร้อมกับค่อย ๆ ปล่อยตัวเองออกจากการตำหนิหรือโทษตัวเองซ้ำ ๆ
การให้อภัยตัวเอง จึงไม่ได้แปลว่า “การปล่อยให้ตัวเองพ้นผิด” แต่คือการยอมรับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมรักษาความรู้สึกที่ดีและคุณค่าในตัวเองเอาไว้
ทำไมบางคนจึงให้อภัยตัวเองไม่ได้?
งานของ Woodyatt และคณะ ได้พูดถึงลักษณะร่วมของคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ และพบว่ามักมีปัจจัยสำคัญบางอย่างร่วมกัน
1. ยังรับรู้เหตุการณ์ในอดีตราวกับว่ายังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน (Past-as-present)
บางคนยังคงรู้สึกว่า ความผิดพลาดในอดีตยัง “สดใหม่” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น
ความทรงจำ อารมณ์ หรือผลกระทบของเหตุการณ์นั้น จนเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
ดังนั้นคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักคิดถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ และยังคงได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดนั้นอยู่เสมอ
ขณะที่คนที่ให้อภัยตัวเองได้ จะค่อย ๆ เปลี่ยนจุดสนใจไปยัง “อนาคต” และเริ่มปล่อยวางเรื่องราวในอดีตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้อภัยตัวเองไม่ได้หมายความว่า “จะไม่รู้สึกทางลบอีกเลย” แต่คือการไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นเข้ามาครอบงำชีวิตทั้งหมด
2. สับสนระหว่าง “ตัวเราผิด” กับ “ความผิดพลาดไม่ได้หมายถึงตัวตนทั้งหมดของเรา”
คนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักโทษตัวเองอย่างรุนแรง และเต็มไปด้วยประโยคว่า
“ถ้าวันนั้นทำได้ดีกว่านี้…”
“ถ้าเลือกอีกแบบ…”
หลายครั้งพวกเขาพยายามหลีกหนี “ความรู้สึกผิด” ด้วยการบอกตัวเองว่า “มันไม่ใช่ความผิดของฉันทั้งหมด” แต่ลึก ๆ ยังเชื่อว่าตัวเองควรทำได้ดีกว่านั้นอยู่เสมอ
ในทางกลับกัน คนที่ให้อภัยตัวเองได้ มักค่อย ๆ เข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีข้อบกพร่อง และการให้อภัยตัวเอง ไม่ได้แปลว่าไม่รับผิดชอบ แต่คือการยอมรับข้อบกพร่อง โดยไม่ตัดสินคุณค่าของตัวเองทั้งหมดจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว รวมทั้งเข้าใจว่าบางเหตุการณ์มีข้อจำกัดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมทำให้สามารถมองสถานการณ์ได้สมจริงขึ้น แทนที่จะโทษตัวเองทั้งหมด
3. ความกังวลต่อ “ตัวตนทางสังคม” และศีลธรรม
บางครั้ง ความผิดพลาดไม่ได้กระทบแค่เหตุการณ์ แต่กระทบถึง “ภาพของตัวเอง” ที่เราอยากเป็น
เช่น คนที่ให้คุณค่ากับ “ความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์” อาจรู้สึกสั่นคลอนอย่างมาก หากตัวเองเคยนอกใจ หรือทำผิดกับความสัมพันธ์
เมื่อ “สิ่งที่เกิดขึ้น” ไม่สอดคล้องกับ “ภาพที่เราเชื่อว่าเราเป็น” ตัวตนของเราจึงอาจถูกสั่นคลอน และเกิดทั้ง
ความโกรธตัวเอง ความเสียใจ ความรังเกียจตัวเอง
คนที่ให้อภัยตัวเองได้ มักเริ่มจากการยอมรับว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นจริง เปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้รู้สึกกับอารมณ์ทางลบเหล่านั้น และค่อย ๆ แยก “ตัวเองในอดีต” ออกจาก “ตัวเองในปัจจุบัน”
จนสามารถบอกตัวเองได้ว่า
“วันนี้ฉันไม่ใช่คนเดิมทั้งหมดกับวันที่เคยทำผิด ฉันยังเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองได้”
และค่อย ๆ กลับมายึดโยงกับคุณค่าที่สำคัญกับตัวเองอีกครั้ง เพราะ “คนที่เคยทำผิด” และ “คนที่ยังอยากใช้ชีวิตตามคุณค่าเดิม” สามารถอยู่ร่วมกันได้ในตัวเรา
4. วิธีรับมือกับความรู้สึกทางลบที่แตกต่างกัน
ความแตกต่างสำคัญของคนที่ให้อภัยตัวเองได้ กับคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักอยู่ที่ “วิธีเผชิญกับความรู้สึกทางลบ”
คนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักพยายามหลีกเลี่ยงความรู้สึกแย่ กดอารมณ์ ทำตัวให้ยุ่ง ตำหนิตัวเองซ้ำ ๆ และอยากลืมเหตุการณ์นั้นให้เร็วที่สุด ซึ่งแม้ในระยะสั้นจะดูเหมือนดีขึ้น แต่ความรู้สึกผิดมักย้อนกลับมาอีกครั้ง
ขณะที่คนที่ให้อภัยตัวเองได้ จะค่อย ๆ ทบทวนตัวเอง อยู่กับอารมณ์ พูดคุยกับตัวเองและคนอื่น รวมทั้งสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้ช่วงแรกอาจไม่สบายใจ แต่ในระยะยาว อารมณ์ทางลบจะไม่ครอบงำชีวิตทั้งหมด
“การยอมรับ โดยไม่หลีกหนี” อาจเป็นหัวใจสำคัญของการให้อภัยตัวเอง
หากมองภาพรวมทั้งหมด ความแตกต่างสำคัญของคนที่ให้อภัยตัวเองได้ กับคนที่ยังติดอยู่กับความผิดพลาด อาจไม่ใช่การ “ลืม” สิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือการค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะ “ยอมรับ โดยไม่หลีกหนี” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา กระบวนการเรียนรู้ และการทำความเข้าใจความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
ท้ายที่สุด ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะเล็กหรือใหญ่ การให้อภัยตัวเองอาจเริ่มต้นจากการยอมรับ เรียนรู้ เปลี่ยนแปลง และให้โอกาสตัวเองได้เติบโตจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น
อ้างอิง: Woodyatt, L., et al. (2025). Self-forgiveness and the process of working through personal wrongdoing.
🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱
🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W
🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/


