7 กิจกรรม “ดูแลใจ”…ทำได้ทุกวัน

ดูแลใจ
ใครที่กำลังรู้สึกเหนื่อย เครียด จากการเรียน หรือการทำงาน หรือกำลังอยากหาวิธีดูแลใจที่เหมาะกับตนเอง วันนี้ on mind way เอา 7 กิจกรรม ที่จะช่วยให้คุณสามารถพักผ่อน หรือผ่อนคลายจิตใจที่สามารถทำได้ง่ายๆ และทำได้ทุกวันมาฝากกัน

1. นั่งสมาธิ : เป็นการฝึกสติง่ายๆ ที่ทำให้เราได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เกิดการตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-awareness) และช่วยในการจัดการกับความเครียด อาจจะลองเริ่มต้นจาก 5-10 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ ก็ได้นะ

2. เล่นโยคะ : การเล่นโยคะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีสติ ที่ช่วยเพิ่มได้ทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นการผ่อนคลาย ทำให้เกิดความสงบทางจิตใจ เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้กลับมาสังเกต และอยู่กับร่างกายของเรามากขึ้นด้วย

3. ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง : ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ บำรุงผิวหน้า หรือผิวกาย ลองใช้เวลาและให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากกว่าการเป็นกิจวัตรที่แค่ต้องทำให้เสร็จ เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้เราผ่อนคลายและกลับมาอยู่กับตัวเองได้มากขึ้นแล้ว

4. ทำงานศิลปะ : การวาดรูป ระบายสี หรือทำงานประดิษฐ์ สามารถช่วยในการจัดการอารมณ์ และเป็นการระบายความเครียดโดยไม่จำเป็นที่เราจะต้องพูดออกมา นอกจากนั้นเมื่อเราทำสำเร็จแล้วก็จะช่วยให้เราเกิดความภูมิใจ หรือรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นด้วย

5. ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง : สัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนที่น่ารักและจริงใจ การมีเวลาในแต่ละวันเพื่อเล่นหรือพูดคุยกับสัตว์เลี้ยง จะช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุขให้กับเราได้

6. จัดดอกไม้/ปลูกต้นไม้ : การได้อยู่กับธรรมชาติ ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และสงบได้มากขึ้น อีกทั้งการได้เห็นสิ่งที่เราปลูกเติบโต ก็เป็นการช่วยเสริมความภูมิใจของเราได้ด้วย

7. ไปเดินเล่น : ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หอศิลป์ หรือพิพิธภัณฑ์ ลองหาเวลาให้ตัวเองได้ไปเดินเล่นตามที่ต่างๆ ดูบ้าง เราอาจจะได้เจอสิ่งที่เราชอบ ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ได้พักสมองของเราจากเรื่องงาน หรือเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกเครียดไปได้ช่วงเวลาหนึ่งเหมือนกัน

สุดท้ายนี้ เราอยากให้ทุกคนได้กลับมาเห็นว่าการดูแลจิตใจของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ทุกวัน เหมือนเป็นการป้องกัน หรือเสริมภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจของเราในการเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบ ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองถึงจุดที่ไม่ไหวแล้ว แล้วจึงค่อยกลับมาให้ความสำคัญกับจิตใจของตัวเอง

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

พวกเราไม่ส่งจดหมายขยะ หรือ Spam และสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เพิ่มเติมได้ที่นี่

Picture of ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ

ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

“ความคาดหวัง” เป็นคำที่หลายคนมักใช้แทนคำว่า “ความหวัง” เพราะทั้งสองคำดูคล้ายกันในแง่ของความรู้สึกและการรอคอยบางอย่าง แต่ในความเป็นจริง “Expectation” และ “Hope” มีความแตกต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องเผชิญกับ “ความผิดหวัง” บทความนี้จึงอยากชวนทำความเข้าใจ “ความคาดหวัง” ให้ชัดขึ้น เพื่อเข้าใจว่า บางครั้งสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดอาจไม่ใช่เพียง “ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามใจ” แต่เป็น “ความเชื่อ” บางอย่างที่เรามีต่อผลลัพธ์นั้น ความคาดหวัง คืออะไร? “ความคาดหวัง” จะเกี่ยวข้องกับ “การคาดการณ์” (Forecast) หมายถึง การมองว่า “เหตุการณ์หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด” มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากโอกาสนั้นยังอยู่เพียงระดับ 50/50 สิ่งนั้นอาจเป็นเพียง “ความเป็นไปได้” (Possibility) ซึ่งยังไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “ความคาดหวัง” เมื่อเรารู้สึกว่า “มันน่าจะเกิดขึ้นแน่ ๆ” เราจึงเริ่มรอให้มันเกิดขึ้น และอาจรู้สึกประหลาดใจหรือสะเทือนใจ หากสุดท้ายมันไม่เกิดขึ้น ความคาดหวัง เกิดจากอะไร? ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความรุนแรงของ “ความคาดหวัง” มีอยู่ 2 ส่วนหลัก คือ ระดับความมั่นใจว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง ความปรารถนา หรือความสำคัญของสิ่งนั้นต่อเรา จึงอาจสรุปเป็นสมการง่าย ๆ ได้ว่า “ความคาดหวัง” = “การคาดการณ์” + “ความปรารถนา” ยิ่งเราเชื่อว่าสิ่งนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นสูง และยิ่งเราอยากให้มันเกิดขึ้นมากเท่าไร “ความคาดหวัง” ก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้ง มันค่อย ๆ กลายเป็นความรู้สึกว่า “สิ่งนี้ควรจะต้องเกิดขึ้น” ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีอะไรสามารถ “การันตี” ได้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อความคาดหวังไม่เกิดขึ้น จึงเกิดเป็น “ความผิดหวัง” เมื่อเราเชื่อว่า “สิ่งนี้ควรจะเกิดขึ้น” แต่สุดท้ายมันกลับไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ “ความผิดหวัง” และหลายครั้งความผิดหวังนั้นรุนแรง ไม่ใช่เพียงเพราะผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่เพราะเรารู้สึกว่า บางอย่างในความเชื่อของเราถูก “ทำลาย” หรือ “ละเมิด” เราจึงรู้สึกว่า “มันไม่แฟร์” “มันไม่ควรเป็นแบบนี้” “ทำไมถึงไม่เป็นอย่างที่คิด” ตัวอย่างของความคาดหวังในความสัมพันธ์ สมมติว่า…แฟนส่งข้อความมาหาเรา และเราตอบกลับทันที จากนั้นเราเริ่มคิดว่า “เขาก็ควรตอบเราทันทีเหมือนกัน” ในมุมของความคาดหวัง เราคาดการณ์ว่าเขาน่าจะตอบทันที เพราะเราเองก็ตอบเขาทันที และเราก็อยากให้เขาตอบทันทีด้วย สุดท้ายจึงเกิดเป็นความเชื่อว่า “เขาควรตอบเราทันที” ดังนั้น เมื่อเขาไม่ตอบ ความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้น จึงอาจไม่ได้มาจาก “การไม่ตอบข้อความ” เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากความรู้สึกว่า “เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรา เหมือนที่เราให้เขา” ความคาดหวังไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือการไม่ยึดติดว่า “มันต้องเกิดขึ้น” ทุกคนต่างมี “ความคาดหวัง” ในเรื่องต่าง ๆ และนั่นเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่สิ่งที่อาจทำให้เราทุกข์มากขึ้น คือการเริ่มเชื่อว่า “สิ่งนั้นควรจะต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ” เพราะเมื่อความผิดหวังเกิดขึ้น มันจึงไม่กระทบแค่ผลลัพธ์ แต่กระทบไปถึง “ชุดความเชื่อ” ที่เรามีต่อโลก ต่อคนอื่น หรือแม้แต่ต่อตัวเอง แล้ว “ความหวัง” ต่างจาก “ความคาดหวัง” อย่างไร? ความหวัง (Hope) อาจช่วยให้เรายังคงเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และไม่ผูกมัดตัวเองกับผลลัพธ์เพียงแบบเดียว เรายังสามารถหวังได้ โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อว่า สิ่งนั้น “ต้องเกิดขึ้น” และนั่นอาจช่วยให้เรารับมือกับความผิดหวังได้อย่างอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น

Expectation (ความคาดหวัง) : ดาบ 2 คม ของความต้องการ

ความคาดหวังคืออะไร และทำไมมันถึงทำให้เราผิดหวังได้มากกว่าที่คิด บทความนี้ชวนเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “Expectation” และ “Hope” ผ่านมุมมองจิตวิทยาและตัวอย่างในความสัมพันธ์ใกล้ตัว

Read More »
หลายครั้ง “เสียงในหัว” คือเสียงที่เราได้ยินบ่อยที่สุด และชัดเจนที่สุดในชีวิต แต่บางที…เสียงเหล่านั้นกลับค่อย ๆ กลายเป็น “เสียงที่ทำร้ายตัวเราเอง” โดยที่เราไม่รู้ตัว 1. “เราต้องทำให้ดีกว่านี้” คำว่า “ต้อง” อาจฟังดูเหมือนเป็นแรงผลักดัน แต่ลึก ๆ แล้ว มันอาจกำลังบอกเราว่า “ตัวเราไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด” และเราก็ไม่สามารถพอใจกับตัวเองได้ เมื่อเราใช้คำว่า “ต้อง” กับตัวเองบ่อย ๆ มันเหมือนกับการตั้งมาตรฐานให้ตัวเองสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้เราทำได้ดีแค่ไหน ก็ยังรู้สึกว่า “ยังไม่พอ” เพราะเรามองเห็น “สิ่งที่เราขาด” มากกว่า “สิ่งที่เรามี” ลองเปลี่ยนเสียงในหัวเป็น… “เรากำลังพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในแบบของเรา” “มีอะไรบ้างที่เราทำได้ดี และมีอะไรที่เราอยากพัฒนา” 2. “เรื่องแค่นี้ เรายังทำไม่ได้เลย” เสียงนี้ไม่ได้แค่พูดถึงสิ่งที่เราทำไม่ได้ แต่มันกำลังตีความไปถึงตัวตนของเรา “เราไม่เก่ง” “เราแย่” “เราดีไม่พอ” เมื่อเราทำพลาดเพียงเล็กน้อย เรามักตัดสินตัวเองอย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดลง เราจึงเริ่ม “กลัวการลองสิ่งใหม่” เพราะกลัวว่าถ้าพลาด เราจะยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้น ลองเปลี่ยนเสียงในหัวเป็น… “วันนี้อาจจะยังยากสำหรับเรา แต่เราก็กำลังเรียนรู้มัน” “เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เรายังไม่ถนัด เราให้เวลาตัวเองได้” 3. “คนอื่นยังทำได้เลย” เสียงนี้คือการเอา “ชีวิตของคนอื่น” มาเป็นมาตรฐานของตัวเอง แต่สิ่งที่เราเห็น อาจเป็นเพียง “ผลลัพธ์สุดท้าย” ของเขาเท่านั้น เราไม่เห็นกระบวนการที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อเราเปรียบเทียบตัวเองกับ “ผลลัพธ์ของคนอื่น” มันอาจทำให้เราสูญเสียความมั่นใจ ท้อแท้ หรือหมดหวังกับตัวเอง ลองเปลี่ยนเสียงในหัวเป็น… “ตอนนี้เรากำลังเดินไปตามเป้าหมายของเรา” “แต่ละคนมีจังหวะและเวลาในการเติบโตที่ต่างกัน” 4. “เราควรจะเป็นมากกว่านี้ ถ้าอยากประสบความสำเร็จ” คำว่า “ควร” ที่เราพูดกับตัวเอง อาจมาจากความคาดหวังของสังคม เสียงจากคนรอบตัว หรือประสบการณ์ที่เราเคยเรียนรู้มา และมันทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า “ตัวเราที่เป็นอยู่” ไม่ตรงกับ “ตัวเราที่ควรจะเป็น” ความรู้สึกนี้ อาจนำไปสู่ความกังวล ความกดดัน หรือแม้แต่ความรู้สึกผิด ทั้งที่เราอาจไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ลองเปลี่ยนเสียงในหัวเป็น… “เราทำเต็มที่ที่สุดแล้วในสถานการณ์นี้” “เราก็มีเรื่องที่เราทำสำเร็จไปตั้งหลายอย่างแล้ว” เสียงในหัว…กำลังพาเราไปทางไหน “เสียงในหัว” คือสิ่งที่เราอยู่ด้วยตลอดเวลา และมีอิทธิพลต่อการมองตัวเองอย่างมาก ถ้าเสียงนั้นเต็มไปด้วยการตำหนิ และบั่นทอนกำลังใจ สุดท้าย เราก็อาจเริ่มมองตัวเองในแง่ลบมากขึ้นเรื่อย ๆ ลองปรับเสียงนั้น…ให้เป็นมิตรกับตัวเองมากขึ้น การปรับ “เสียงในหัว” ให้มีความอ่อนโยน และเข้าใจตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่คือการกลับมามองตัวเองตามความเป็นจริง และช่วยให้เรามีแรงใจในการพัฒนา เติบโตได้อย่างมั่นคง และรู้สึกปลอดภัยกับตัวเองมากขึ้น

4 เสียงในหัว ที่มักกลายเป็น “เสียงที่ทำร้ายใจตัวเอง”

เสียงในหัวที่เราคุ้นเคย อาจกำลังทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว บทความนี้ชวนสำรวจ 4 รูปแบบของ Self-Talk เชิงลบ และวิธีเปลี่ยนมุมมองให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น

Read More »
คงไม่มีความสัมพันธ์ไหน…ที่ไม่เคยเจอปัญหาหรืออุปสรรคเลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำของเราสองคน หรือปัจจัยภายนอกที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน จนกลายเป็นความไม่พอใจ การทะเลาะ และอาจขยายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นได้ แต่คำถามคือ…ปัญหาความสัมพันธ์ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี จะทำให้เรารักกันมากขึ้นได้จริงหรือ? เมื่อเกิดปัญหา เรามักรับมือแบบนี้… เมื่อความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหา เรามักรู้สึกไม่มั่นคง และเกิดอารมณ์ด้านลบ เช่น เสียใจ น้อยใจ กังวล โกรธ หรือไม่พอใจ หลายครั้ง เราอาจพยายามรับมือด้วยการ “หาคนถูกหรือผิด” หรือ “ระบายอารมณ์เพื่อเอาชนะ” เช่น “เพราะเธอไม่ใส่ใจไง เลยจำไม่ได้” “ถ้าเธอไม่ผิดสัญญาก่อน ก็คงไม่เป็นแบบนี้” “ทำไมเธอเป็นคนแบบนี้!” “เธอควรคิดถึงความรู้สึกฉันมากกว่านี้นะ” เราพยายามกล่าวโทษ หรือคาดหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยน เพื่อให้เขาไม่ทำในสิ่งที่กระทบความรู้สึกเราอีก แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิธีแบบนี้อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า “ตัวเองผิด” หรือ “ดีไม่พอ” และยิ่งรู้สึกว่าเราไม่ได้เข้าใจเขาจริง ๆ อีกแบบหนึ่ง…คือการไม่พูดอะไรเลย บางคนอาจเลือก “หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” ไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากสื่อสาร เพราะกลัวสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงจึงเลือกเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว แต่การไม่ทะเลาะ ก็ไม่ได้แปลว่า ความรู้สึกนั้นจะหายไป ความสัมพันธ์อาจดูเหมือน “ปกติ” แต่ภายใน เรากลับต้องแบกรับความรู้สึกเหล่านั้นไว้เพียงลำพัง โดยที่อีกฝ่ายอาจไม่เคยรับรู้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ...ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีไหน มันมักเป็นการ “รับมือจากมุมของเราเพียงฝ่ายเดียว” เราไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เข้าใจอีกฝ่าย หรือรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขา และนั่นอาจทำให้ เราทำร้ายความรู้สึกกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งคงไม่มีใคร “ตกหลุมรักกันมากขึ้น” ในช่วงเวลาที่ต่างคนต่างรู้สึกไม่มั่นคง และห่างเหินกันแบบนั้น ปัญหา ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความรักโดยตรง “ปัญหา” ไม่ได้บอกว่าเราจะรักกันมากขึ้นหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญคือ “วิธีที่เรารับมือกับปัญหา” ต่างหาก ที่ส่งผลต่อความรู้สึกในความสัมพันธ์ ถ้าเราเปลี่ยนวิธีรับมือ… ลองเปลี่ยนจากการหาคนถูกผิด มาเป็นการ “ทำความเข้าใจ” ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อเข้าใจว่า “เกิดอะไรขึ้นในใจของแต่ละฝ่าย ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีต่อกัน” เพราะหลายครั้ง สิ่งที่อยู่ใต้ปัญหา คือความรู้สึกบางอย่างที่เปราะบาง เช่น กลัวว่าจะไม่สำคัญ กลัวว่าจะไม่มีคุณค่าในสายตาอีกฝ่าย กลัวว่าตัวเองจะดีไม่พอ หรือไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ อาจเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในอดีต หรือแม้แต่ช่วงวัยเด็ก และความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก มักเป็นพื้นที่ที่ทำให้ความรู้สึกเหล่านี้ “ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง” เมื่อเราเริ่มเข้าใจ…เมื่อเราลองช้าลงกับตัวเอง และค่อย ๆ แบ่งปันให้อีกฝ่ายรับรู้ ความรู้สึกเหล่านั้น จะไม่ใช่ “ปัญหาของฉัน” หรือ “ปัญหาของเธอ” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น“ปัญหาของเรา” ไม่ใช่ “ฉัน vs เธอ” แต่เป็น “เรา vs ปัญหา” และนั่นคือจุดที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป เมื่อเรายังรับรู้ว่า เรายังอยู่ทีมเดียวกัน และจับมือกันเผชิญกับความไม่มั่นคงไปด้วยกัน เราจะเริ่มรู้สึก “ปลอดภัย” และเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะอยู่ข้าง ๆ แม้ในวันที่มีความท้าทาย ทั้งในความสัมพันธ์และชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้เอง คือสิ่งที่ค่อย ๆ ทำให้ความรัก “มั่นคงมากขึ้น”

ปัญหาความสัมพันธ์ ทำให้รักกันมากขึ้น…จริงหรือ?

ปัญหาความสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้รักกันมากขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ “วิธีรับมือ” ต่างหากที่กำหนดทิศทางของความรัก บทความนี้ชวนมองความขัดแย้งใหม่ จาก “ฉัน vs เธอ” เป็น “เรา vs ปัญหา”

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save