How to รับมือ “ความกลัว” เมื่อเราต้องทำสิ่งใหม่

ความกลัว
เมื่อเราต้องเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ หรือเผชิญกับสิ่งที่ท้าทาย “ความกลัว” มักจะเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ หลายคนอาจเฝ้ารอให้ตัวเอง “หายกลัว” ก่อนจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง แต่ในความเป็นจริง ความรู้สึกกลัวนั้นไม่หายไปง่าย ๆ

สิ่งสำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้อง “หายกลัว” ก่อนถึงจะเริ่มได้ เพราะถ้าเราอยู่กับความรู้สึกกลัวได้ เราก็สามารถเริ่มทำสิ่งนั้นได้เหมือนกัน

ก้าวแรกน่ากลัวที่สุดเสมอ

การเริ่มต้นมักเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุด เราอาจกังวลว่าจะทำได้ไหม จะผิดพลาดหรือเปล่า หรือจะมีคนมองว่าไม่เก่งพอ แต่ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ ๆ หากเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแทนที่จะหนีจากมัน เราจะพบว่าตัวเองก้าวผ่านมันไปได้ทีละนิด

วิธีรับมือกับความรู้สึกกลัว

ขั้นแรก ให้ลอง “เขียนสิ่งที่กลัวของเราออกมา” เพราะการปล่อยให้ความคิดวนอยู่ในหัว อาจทำให้สิ่งนั้นดูใหญ่กว่าความเป็นจริง การเขียนจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าเรากลัวอะไร และจะจัดการกับมันอย่างไรได้บ้าง

ลองเขียนออกมาให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเรียบเรียงมากนัก แค่ระบายสิ่งที่กลัวลงไปบนกระดาษ เราอาจจะเริ่มเห็นรูปแบบของความคิด หรือสิ่งที่เรากังวลจริง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เราวางแผนรับมือได้ถูกจุดมากขึ้น

ขั้นตอนในการเขียนสิ่งที่กลัวออกมา

Part 1: เขียนสิ่งที่ทำได้เป็นขั้นตอนย่อย ๆ เช่น ถ้าเราต้องเขียนรายงานส่งวิชา

  • Step 1: เปิด Word แล้วพิมพ์อะไรสั้น ๆ ก็ได้ ไม่ต้องเกี่ยวกับงาน

  • Step 2: ลองค้นหาหัวข้อที่สนใจใน Google

  • Step 3: อ่านบทความ 2–3 ชิ้นที่เกี่ยวข้อง

  • Step 4: คิดหัวข้อที่จะเขียน จากนั้นคัดลอกไอเดียไว้

  • Step 5: แบ่งงานเขียนเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วค่อยเขียนไปทีละส่วน

การแบ่งงานใหญ่ออกเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ จะช่วยให้เรารู้สึกว่ามัน “เริ่มได้” ง่ายขึ้น

Part 2: เขียนความคิดที่ทำให้เรากลัว หรือสิ่งที่เรากลัวว่าจะเกิดขึ้น เช่น

  • “เราต้องพูดผิดแน่ ๆ แล้วทุกอย่างจะพังหมด”

  • “เพื่อนจะมองว่าเราไม่เก่ง และไม่อยากทำงานกับเราอีก”

  • “อาจารย์จะคิดว่าเราไม่ตั้งใจเรียนแน่ ๆ”

เพียงแค่ระบุความคิดเหล่านี้ออกมา เราจะเริ่มเห็นว่า บางความรู้สึกกลัวอาจไม่ได้มีหลักฐานรองรับชัดเจนเลย

Part 3: ลองถามตัวเองต่อว่าสิ่งที่คิดนั้น “จริงไหม” หรือ “จะเกิดขึ้นจริง 100% เลยหรือเปล่า?”

เช่น ถ้าเราคิดว่า “พูดผิดแค่ครั้งเดียว ทุกอย่างจะพังหมด”
ลองถามกลับว่า — การพูดผิดเพียงครั้งเดียว จะทำให้เราพังจริง ๆ เหรอ? หรือถ้าเพื่อนเห็นว่าเราไม่เก่งจริง ๆ นั่นแปลว่าเราจะไม่มีทางพัฒนาอีกเลยไหม?

การตั้งคำถามแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นความรู้สึก และความคิดในมุมที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

Part 4: หาวิธีรับมือ ถ้าผลกระทบที่เรากลัวเกิดขึ้นจริง

เช่น ถ้าเราพูดผิด เราอาจฝึกซ้อมใหม่ ถ่ายวิดีโอลองซ้อมพรีเซนต์ด้วยตัวเอง เพื่อหาจุดที่พัฒนาได้ หรือถ้าเราถูกตัดคะแนนบ้าง เราอาจตั้งเป้าอ่านหนังสือเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มคะแนนในส่วนอื่น และถ้าเรากังวลว่าเพื่อนจะมองไม่ดี เราอาจแสดงให้เห็นผ่านการร่วมมือในงานอื่น ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจใหม่อีกครั้ง

ค่อย ๆ รับมือกับความรู้สึกกลัว

การลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยให้เรามี “สติ” มากขึ้น ค่อย ๆ จัดการกับความท้าทายทีละนิด และมองสิ่งต่าง ๆ ด้วยมุมมองที่ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น ในที่สุด ความรู้สึกกลัวก้อนใหญ่ที่เคยดูน่ากลัวในตอนแรก ก็อาจค่อย ๆ แตกเป็นก้อนเล็ก ๆ ที่เราสามารถรับมือได้ทีละก้าว เพราะ “ความกลัว” อาจไม่เคยหายไปจริง ๆ แต่เราสามารถ “อยู่กับมัน” และ “ก้าวต่อไป” ได้เสมอ

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

Picture of บุรณี ชิโนทัยกุล

บุรณี ชิโนทัยกุล

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Gaslighting ซึ่งหมายถึงการที่ผู้กระทำค่อย ๆ บิดเบือนความจริง ทำให้ผู้ถูกกระทำเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ การรับรู้ หรือแม้แต่สติสัมปชัญญะของตัวเอง แต่ในบางครั้ง เมื่อเราเจอกับสถานการณ์แบบนี้บ่อย ๆ เราอาจเริ่ม “Gaslight ตัวเอง” โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Self-Gaslighting Self-Gaslighting คืออะไร? Self-Gaslighting คือการที่เราตั้งคำถามหรือปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่ความรู้สึกนั้น “เกิดขึ้นจริง” เรารู้สึก…แต่เสียงในหัวกลับบอกว่า “เราคิดมากไปเอง” “เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก เราอ่อนไหวเอง” “เรื่องแค่นี้เอง” “คนอื่นยังลำบากกว่าเราอีก” คำพูดเหล่านี้ทำให้เราค่อย ๆ ลดทอนความรู้สึกของตัวเอง มองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนสูญเสียความมั่นใจ และไม่ได้ตัดสินใจตามความเป็นจริงของตัวเอง ท้ายที่สุด เราอาจพลาดโอกาสในการเข้าใจและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แล้วจะทำยังไง ไม่ให้เรา Self-Gaslight ตัวเอง? 1. สังเกตคำพูดที่เราใช้กับตัวเอง เมื่อเกิดความรู้สึกด้านลบ เช่น โกรธ กลัว เสียใจ ลองถามตัวเองว่า เรายอมรับความรู้สึกนั้นตรง ๆ หรือกำลังใช้คำพูดลดทอนมันอยู่ 2. เรียกชื่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น ลองหยุดและถามตัวเองว่า “ตอนนี้เรารู้สึกอะไรอยู่กันแน่?” อาจเป็นความอึดอัด เศร้า น้อยใจ โมโห หรือท้อแท้ โดยยังไม่ต้องตัดสินว่าความรู้สึกนั้น “ถูกหรือผิด” เพียงแค่รับรู้และยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง 3. ทำความเข้าใจที่มาของความรู้สึก ลองสำรวจว่า...ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเกิดจากอะไร เช่น รู้สึกน้อยใจแฟน เพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยมีเวลาให้ ทั้งที่เราคิดถึง และอยากใช้เวลาร่วมกันในวันหยุด 4. ปรับคำพูดที่เราบอกตัวเอง เมื่อเข้าใจความรู้สึกแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเองให้ “รับฟัง” มากขึ้น จาก “เรื่องเล็กแค่นี้เอง คิดมากไปหรือเปล่า” เป็น “เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกจริง ๆ นะ” หรือจาก “ไม่น่าน้อยใจเลย” เป็น “เรามีสิทธิ์รู้สึกน้อยใจนะ แต่อาจต้องมาดูต่อว่ามันเกิดจากอะไร” การไม่ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่การอ่อนแอ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

Self-Gaslighting: รู้สึกนะ แต่เสียงในหัวเรากลับบอกว่า “เราคงแค่คิดไปเอง”

Self-Gaslighting คือการที่เราปฏิเสธหรือบอกตัวเองว่า “คิดไปเอง” ทั้งที่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นจริง บทความนี้ชวนสำรวจสัญญาณของการลดทอนความรู้สึกตัวเอง และวิธีกลับมาเข้าใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

Read More »
Grounding Technique คือเทคนิคที่ช่วยให้เรากลับมาโฟกัส และมีสติกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ช่วยให้จมอยู่กับความคิดหรือความกังวลน้อยลง เป็นการเปลี่ยนความสนใจจาก “ความคิด” กลับมาสู่ “ร่างกาย” วันนี้อยากชวนลองเทคนิคง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา นั่นคือ “5 Senses” ซึ่งเป็นการพาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา อยู่กับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ลองมองไปรอบ ๆ ตัวในตอนนี้ และโฟกัสกับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ระหว่างมอง ลองสังเกตรายละเอียดของสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด เช่น สีเป็นอย่างไร โทนเข้มหรืออ่อน พื้นผิวดูนุ่ม แข็ง หรือหยาบ มีลวดลายอะไรบ้าง รูปร่างเป็นแบบไหน กว้างหรือยาว ทึบหรือโปร่งแสงมากแค่ไหน อยู่กับ 4 สิ่งที่เราสัมผัสได้ ลองหยิบของใกล้ตัว หรือรับรู้สิ่งที่ร่างกายกำลังสัมผัสอยู่ จากนั้นค่อย ๆ โฟกัสรายละเอียดของสิ่งนั้น เช่น ผิวสัมผัสเป็นแบบไหน ลื่น ขรุขระ แข็ง หรือ นุ่ม รูปร่างเป็นอย่างไร มีส่วนโค้งหรือเหลี่ยมตรงไหน อุณหภูมิเป็นอย่างไร ร้อนหรือเย็น อยู่กับ 3 สิ่งที่เราได้ยิน เสียงไม่จำเป็นต้องดังหรือเด่น อาจเป็นเพียงเสียงพื้นหลังรอบตัว เช่น เสียงแอร์ เสียงคนคุยกัน หรือเสียงรอบข้างอื่น ๆ ลองสังเกตว่า เสียงดังหรือเบา มาจากทิศทางไหน เป็นเสียงสูงหรือต่ำ มีจังหวะต่อเนื่อง หรือขาดเป็นช่วง ๆ อยู่กับ 2 สิ่งที่เราได้กลิ่น ลองโฟกัสกลิ่นรอบตัว หรือหยิบสิ่งที่มีกลิ่นอ่อน ๆ มาดมเช่น ยาดม เทียนหอม หรือกลิ่นธรรมชาติ สังเกตว่า เป็นกลิ่นอะไร กลิ่นแรงหรืออ่อน ให้ความรู้สึกแบบไหน เช่น สดชื่น หรือหวาน อยู่กับ 1 สิ่งที่เราลิ้มรสได้ อาจเป็นช่วงที่กำลังกินหรือดื่มอะไรอยู่ หรือสังเกตรสที่ยังหลงเหลืออยู่ในปาก เช่น มีรสอะไรอยู่บ้าง เปรี้ยว หวาน ขม รสยังคงอยู่มากน้อยแค่ไหน สุดท้าย ลองหยุดและสังเกต “ความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้ การค่อย ๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นและค่อย ๆ คลายจากความคิดหรือความกังวลที่วนอยู่ในใจ

พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ด้วย 5 Senses Grounding Technique

5 Senses Grounding Technique คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยดึงใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อลดความเครียด ความคิดฟุ้งซ่าน และความกังวลในชีวิตประจำวัน

Read More »
“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เป็นประโยคที่เรามักได้ยินบ่อยในช่วงเวลาที่ใครสักคนกำลังเผชิญความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงาน ความผิดหวังในความสัมพันธ์ หรือการสูญเสียบางอย่างในชีวิต เพราะเมื่อเราเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์ เรามักอยากช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเร็วที่สุด และอยากให้สถานการณ์ที่เขาเผชิญเบาลง จึงเกิดคำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” “อย่าคิดมาก” “ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” แน่นอนว่า คำพูดเหล่านี้มีเจตนาเพื่อ “ปลอบใจ” แต่ในมุมจิตวิทยา คำพูดนี้สามารถทำหน้าที่ได้สองแบบ อาจเป็นกำลังใจ ที่ช่วยให้ใครบางคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ หรืออาจกลายเป็นการลดทอนความรู้สึกของอีกฝ่าย โดยที่เราไม่ตั้งใจ เพราะเราเองก็อาจไม่รู้ว่าจะอยู่กับความรู้สึกยาก ๆ นั้นอย่างไร ซึ่งความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ “จังหวะ” และ “วิธีที่เราใช้มัน” “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เป็น กำลังใจ คำพูดนี้สามารถสร้างความหวังได้จริง ผ่านหลักการทางจิตวิทยา 1. อารมณ์ไม่ใช่สิ่งถาวร (Emotional Impermanence) ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ทางบวก เช่น ความดีใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางลบ เช่น ความเศร้า ความเครียด ความกลัว ล้วนมีลักษณะเป็นคลื่น ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และลดลงตามเวลา การตระหนักว่า “ความรู้สึกนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป” ช่วยลดความรู้สึกสิ้นหวัง และทำให้เรามีพลังที่จะผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ 2. การปรับมุมมอง (Cognitive Reappraisal) เมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก การตีความหรือปรับมุมมอง เช่น “ช่วงนี้มันยาก แต่ไม่ได้ยากตลอดไป” “ปัญหานี้เป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต” จะช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ทางลบ และเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) รวมถึงช่วยให้เราควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อคำนี้กลายเป็นการ “กดความรู้สึก” หากประโยคนี้ถูกพูดเร็วเกินไป ในขณะที่ความรู้สึกของอีกฝ่ายยังไม่ได้รับการเข้าใจ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า ความทุกข์ของเขาไม่สำคัญ เรื่องที่เขาเจอถูกทำให้เล็กลง เขาควร “รับมือให้ได้” โดยเร็ว แทนที่จะได้มีพื้นที่อยู่กับความรู้สึกของตัวเอง สิ่งนี้เรียกว่า Emotional Invalidation คือการที่ความรู้สึกของบุคคลถูกลดความสำคัญ หรือไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ คน ๆ นั้นอาจรู้สึกว่า ไม่มีใครเข้าใจเขาไม่ควรพูดความรู้สึกของตัวเอง ต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ดังนั้นแม้เราไม่ได้ตั้งใจ แต่ผลลัพธ์อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกทุกข์มากขึ้น แล้วจะใช้คำว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อย่างไร ให้เป็นกำลังใจจริง ๆ การปลอบใจที่ช่วยเยียวยาได้มากที่สุด มักเริ่มจากการ “รับรู้ ยอมรับ และสะท้อนความรู้สึก” ของอีกฝ่ายก่อน เพราะในช่วงเวลาที่คนกำลังทุกข์ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนแรก ไม่ใช่คำแนะนำหรือทางออกทันที แต่คือการรู้สึกว่า “มีคนเห็น และเข้าใจ” ดังนั้น ก่อนจะพูดว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เราอาจเริ่มจาก “มันคงหนักมากจริง ๆ สำหรับเธอ” “เราเข้าใจว่ามันยากมากในตอนนี้” “ไม่แปลกเลยที่เธอจะรู้สึกแบบนี้” คำพูดลักษณะนี้ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า ความรู้สึกของเขาถูกมองเห็น และเมื่อเขารู้สึกว่าไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง คำว่า “เราจะค่อย ๆ ผ่านมันไปได้” ก็จะไม่ใช่การเร่งให้เข้มแข็ง แต่กลายเป็นกำลังใจที่อ่อนโยนและมีความหมาย บทความนี้ไม่ได้อยากให้การให้กำลังใจเป็นเรื่องยาก หรือทำให้รู้สึกว่าต้องพูดให้ “ถูกต้อง” เสมอ เพราะในเวลาที่เราเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์ ความตั้งใจที่จะปลอบใจและช่วยให้เขาดีขึ้นก็มีคุณค่าและสำคัญมากอยู่แล้ว สิ่งที่อยากชวนให้เห็น ไม่ใช่การเปลี่ยน “ความหวังดี” แต่เป็นการเพิ่ม “ความเข้าใจ” เพื่อให้คำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ทำให้ใครสักคนรู้สึกว่าเขาสามารถรู้สึก พูด และค่อย ๆ ผ่านช่วงเวลายากลำบากนั้นไปได้โดยไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

“เดี๋ยวก็ผ่านไป” กำลังใจ หรือการกดความรู้สึก?

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” คือกำลังใจ หรือการกดความรู้สึก? บทความนี้ชวนเข้าใจวิธีปลอบใจโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกลดทอนความรู้สึก

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save