ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)…เคล็ดลับนักกีฬาโอลิมปิก ที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยน สร้างการเชื่อมต่อใหม่ และพัฒนาได้จากประสบการณ์ที่เราลงมือทำและวิธีคิดที่เราเลือกในแต่ละวัน ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต ช่วงนี้หลายๆ คนอาจได้ยินชื่อ ไอลีน กู่ (Eileen Gu) นักสกีฟรีสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน-จีนวัย 22 ปี ผู้คว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิกฤดูหนาวทั้งปี 2022 และ 2026 อีกทั้งยังเป็นนางแบบระดับโลกที่ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำและมีผลงานบนเวทีใหญ่ ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง ล่าสุดในการสัมภาษณ์หลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ผ่านมา ไอลีนได้พูดถึงกระบวนการคิดของตัวเองว่า ปกติเธอใช้เวลาอยู่กับ “การคิดทบทวนตนเอง เขียนบันทึก แยกแยะ วิเคราะห์กระบวนการคิดของตนเอง” และเชื่อว่า “เมื่อเราควบคุมวิธีคิดของตัวเองได้ เราก็จะควบคุมได้ว่าเราอยากจะเป็นใคร โดยเฉพาะเมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) จะอยู่ข้างเรา เธอเลยสามารถเป็นคนแบบที่อยากจะเป็นได้จริง ๆ” จริงๆ แล้ว Neuroplasticity หรือ “ความยืดหยุ่นของสมอง” ที่ไอลีนพูดถึง ไม่ได้เป็นเคล็ดลับพิเศษที่จำกัดอยู่แค่นักกีฬาโอลิมปิกแต่อย่างใด แต่หมายถึง ความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตามประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เซลล์ประสาท (Neurons) ที่มีอยู่นับล้านในสมองคนเราจะมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน หากเราทำพฤติกรรมใหม่ ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เซลล์ประสาทก็จะสร้างสะพานเชื่อมต่อเส้นใหม่ขึ้น และเมื่อเราทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ เส้นใยที่สร้างขึ้นก็จะถูกใช้และแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันพฤติกรรมไหนที่เลิกทำ เส้นใยนั้นจะไม่ได้ถูกใช้ ทำให้อ่อนแรงลงและถูกตัดทิ้งในที่สุด แปลว่า ถ้าเราทำสิ่งไหนซ้ำ ๆ สมองเราก็จะทำสิ่งนั้นเก่งขึ้นนั่นเอง เช่น การเรียนและฝึกพูดภาษาที่ 3 บ่อย ๆ ทำให้เราพูดภาษานั้นคล่องขึ้น การฝึกฝนวาดรูป ก็จะทำให้เราวาดได้ลายเส้นที่สวยขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงทักษะบางอย่าง แต่ยังรวมถึง “ความคิด” ของเราด้วย ถ้าเราคิดในด้านลบ เส้นใยที่เป็นสะพานเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเกี่ยวกับความคิดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นชุดรูปแบบ (pattern) ความคิดติดตัวเราได้ แม้ไอลีนจะบอกว่า เมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมองจะอยู่ข้างเรา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าอายุเท่าไหร่สมองก็จะยังยืดหยุ่นและสร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ ขึ้นได้เสมอ💡 โดยมีหลายสิ่งที่เราอาจทำได้ เช่น ✅เรียนภาษาใหม่ ✅ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ✅เรียนทักษะใหม่ๆ ✅ฝึกสมาธิ ฝึกสติ ✅เล่น puzzle ท้ายที่สุดแล้ว Neuroplasticity สอนให้เรารู้ว่า ความสามารถที่เรามีไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พัฒนาได้เสมอด้วยการฝึกฝนและเลือกคิดในทุก ๆ วันนั่นเอง

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต

ช่วงนี้หลายๆ คนอาจได้ยินชื่อ ไอลีน กู่ (Eileen Gu) นักสกีฟรีสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน-จีนวัย 22 ปี ผู้คว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิกฤดูหนาวทั้งปี 2022 และ 2026 อีกทั้งยังเป็นนางแบบระดับโลกที่ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำและมีผลงานบนเวทีใหญ่ ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง

ล่าสุดในการสัมภาษณ์หลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ผ่านมา ไอลีนได้พูดถึงกระบวนการคิดของตัวเองว่า ปกติเธอใช้เวลาอยู่กับ “การคิดทบทวนตนเอง เขียนบันทึก แยกแยะ วิเคราะห์กระบวนการคิดของตนเอง” และเชื่อว่า “เมื่อเราควบคุมวิธีคิดของตัวเองได้ เราก็จะควบคุมได้ว่าเราอยากจะเป็นใคร โดยเฉพาะเมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) จะอยู่ข้างเรา เธอเลยสามารถเป็นคนแบบที่อยากจะเป็นได้จริง ๆ”

จริงๆ แล้ว Neuroplasticity หรือ “ความยืดหยุ่นของสมอง” ที่ไอลีนพูดถึง ไม่ได้เป็นเคล็ดลับพิเศษที่จำกัดอยู่แค่นักกีฬาโอลิมปิกแต่อย่างใด แต่หมายถึง ความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตามประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต

เซลล์ประสาท (Neurons) ที่มีอยู่นับล้านในสมองคนเราจะมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน หากเราทำพฤติกรรมใหม่ ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เซลล์ประสาทก็จะสร้างสะพานเชื่อมต่อเส้นใหม่ขึ้น และเมื่อเราทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ เส้นใยที่สร้างขึ้นก็จะถูกใช้และแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันพฤติกรรมไหนที่เลิกทำ เส้นใยนั้นจะไม่ได้ถูกใช้ ทำให้อ่อนแรงลงและถูกตัดทิ้งในที่สุด

แปลว่า ถ้าเราทำสิ่งไหนซ้ำ ๆ สมองเราก็จะทำสิ่งนั้นเก่งขึ้นนั่นเอง เช่น การเรียนและฝึกพูดภาษาที่ 3 บ่อย ๆ ทำให้เราพูดภาษานั้นคล่องขึ้น การฝึกฝนวาดรูป ก็จะทำให้เราวาดได้ลายเส้นที่สวยขึ้น

ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงทักษะบางอย่าง แต่ยังรวมถึง “ความคิด” ของเราด้วย

ถ้าเราคิดในด้านลบ เส้นใยที่เป็นสะพานเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเกี่ยวกับความคิดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นชุดรูปแบบ (pattern) ความคิดติดตัวเราได้

แม้ไอลีนจะบอกว่า เมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมองจะอยู่ข้างเรา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าอายุเท่าไหร่สมองก็จะยังยืดหยุ่นและสร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ ขึ้นได้เสมอ💡

โดยมีหลายสิ่งที่เราอาจทำได้ เช่น

✅เรียนภาษาใหม่

✅ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด

✅เรียนทักษะใหม่ๆ

✅ฝึกสมาธิ ฝึกสติ

✅เล่น puzzle

ท้ายที่สุดแล้ว Neuroplasticity สอนให้เรารู้ว่า ความสามารถที่เรามีไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พัฒนาได้เสมอด้วยการฝึกฝนและเลือกคิดในทุก ๆ วันนั่นเอง

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

Picture of สุทธจิต บูรณกานนท์

สุทธจิต บูรณกานนท์

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

หลายคนเข้าใจว่า Self-esteem คือความมั่นใจสูง ๆ หรือการมองตัวเองในแง่ดีตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว Self-esteem คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างสมดุล ทั้งในวันที่เราทำได้ดี และในวันที่เราผิดพลาด บทความนี้จะชวนคุณสำรวจ 4 มุมมองสำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้าง Self-esteem ให้เติบโตอย่างมั่นคงและอ่อนโยนจากภายใน ก่อนที่เราจะพูดถึงมุมมองต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่ม Self-esteem ให้กับตัวเอง ลองมาทำความเข้าใจคำว่า Self-esteem กันก่อน Self-esteem ประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. การตระหนักถึงความจริง (Realistic) คือการยอมรับและรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน สิ่งที่ชอบและไม่ชอบของตนเอง บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่างตรงไปตรงมา 2. การชื่นชมและยินดีกับส่วนที่ดีในตัวเอง (Appreciative) คือความรู้สึกที่ดีต่อภาพรวมของตนเอง หากนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงเพื่อนสนิทที่ชื่นชมเรา เขาเลือกมองเห็นด้านที่ดีในตัวเรามากกว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ มุมมองแบบนี้เองที่เราสามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ ดังนั้น Self-esteem คือ การรับรู้ว่าตนเองมีจุดเด่นและจุดด้อยอะไร โดยไม่เอาข้อเสียมากลบ “ข้อดี” ของตนเอง และสามารถสังเกต เห็นคุณค่า และชื่นชมด้านบวกของตัวเองได้ Self-esteem คือการหลงตัวเองหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” เพราะ Self-esteem ที่ดี จะทำให้เรา… ยินดีอย่างสม่ำเสมอต่อความเป็นตัวเอง แต่ไม่หวือหวา: ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมี “คุณค่า” ในตัวเอง และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน มีพื้นที่ให้กับ “การพัฒนาตัวเอง”: เมื่อเรามองเห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เราจะรู้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีก เมื่อเข้าใจความหมายของ Self-esteem แล้ว ลองมาดูว่า “มุมมอง” แบบใดที่จะช่วยพัฒนา Self-esteem ในตัวเราได้บ้าง 1. การยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance) คือการสังเกตตัวเองอย่างชัดเจนด้วย “สติ” มองเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบ เห็นข้อจำกัดของตัวเอง และยอมรับว่าความทุกข์และความสุขเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เข้าใจถึงข้อจำกัดของตนเอง ไม่พยายามหลีกเลี่ยง เร่งรีบเปลี่ยนแปลง หรือกำจัดความทุกข์ตรงหน้าในทันที มีอิสระในการตัดสินใจ และให้พื้นที่กับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะของชีวิต Carl Rogers กล่าวว่า “เมื่อเรายอมรับตนเองในแบบที่เป็น เราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้” ดังนั้น การยอมรับตัวเองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ในจังหวะของเรา และเพิ่ม Self-esteem ได้อย่างมั่นคง 2. ความอดทน (Patience) เมื่อเรามองเห็นข้อจำกัดของตัวเองแล้ว บางครั้งเราอาจใจร้อน อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที แต่การเติบโตต้องอาศัย “ความอดทน” การไว้วางใจในกระบวนการ ไม่คาดหวังเกินจริง และไม่ยอมแพ้ต่อความผิดหวัง จำไว้เสมอว่า “ทุกคนมีเวลาในการเติบโตของตัวเองเสมอ” 3. เมตตาและกรุณา (Loving-kindness & Compassion) เราควรมีความเมตตาและกรุณาต่อตัวเอง ด้วยการแสดงความห่วงใยและหวังดี แม้ในวันที่รู้สึกไม่ดีหรือไม่พอใจกับตัวเอง หากยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลอง… ปรับคำพูดกับตัวเอง จากการตำหนิรุนแรง ให้พูดตามความเป็นจริง เช่น จาก “แกมันโง่จริง ๆ” เป็น “เราทำคะแนนสอบไม่ได้ดังที่หวัง” ปรับน้ำเสียงที่ใช้กับตัวเอง จากน้ำเสียงหงุดหงิดหรือโกรธ เป็นน้ำเสียงปกติที่เข้าใจสถานการณ์ ให้โอกาสตัวเอง แม้จะผิดหวัง ผิดพลาด หรือไม่ได้ดั่งใจ 4. การไม่ตัดสิน (Non-judgement) ประโยคแบบนี้คุ้นไหม… “ฉันไม่ดีเท่าเพื่อน” “ทำไมฉันไม่ดีกว่านี้?” “ฉันแย่มาก” “ฉันควรพัฒนาได้เร็วกว่านี้” “วันนี้ฉันทำได้ไม่ดีเท่าเมื่อวาน” “ฉันไม่ชอบตัวเองแบบนี้” “ฉันคงไม่มีวันดีขึ้น” “ฉันมันโง่” ถ้าเรามีประโยคเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ นั่นอาจหมายถึงว่าเรากำลังตัดสินและตีตราตัวเองอยู่ ลองถามตัวเองว่า…คำพูดเหล่านี้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่? ถ้าช่วยได้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความรู้สึก “มั่นคง” หรือ “กลัว” กันแน่? และมันทำให้ Self-esteem ของเราเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่? หากคำตอบคือคำพูดเหล่านี้สร้างบาดแผลทางใจมากกว่า ลองกลับมา “ยอมรับ” “อดทน” และ “ใจดี” กับตัวเองให้มากขึ้น คุณค่าในตัวเราไม่ได้ลดลงเพียงเพราะความผิดพลาด ข้อบกพร่อง หรือความผิดหวัง ค่อย ๆ มองทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยสายตาที่เข้าใจ อ่อนโยน และซื่อสัตย์ แล้ว Self-esteem จะค่อย ๆ เติบโตและงอกงามขึ้นเอง

Self-esteem: 4 มุมมองที่ช่วยเสริมสร้างการเห็นคุณค่าตัวเอง

Self-esteem ไม่ใช่การหลงตัวเอง แต่คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างเป็นจริง บทความนี้ชวนมอง 4 มุมสำคัญที่ช่วยให้เรายอมรับ เติบโต และใจดีกับตัวเองมากขึ้น

Read More »
ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน การเทรดไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะชนะได้ตลอดเวลา การผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และเพราะเหตุนี้เอง การกลับมาใจดีกับตัวเองในวันที่พลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรายังเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยไม่ทำร้ายสุขภาพใจของตัวเองจนเกินไป ความเจ็บปวดในวันที่ขาดทุน ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน หลายครั้งเราตำหนิตัวเองหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง เราได้ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่มีในขณะนั้นแล้ว “เราตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วด้วยข้อมูลที่เรามี ครั้งนี้เราพลาดไป ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเราวิเคราะห์ใหม่ เอาใหม่นะ” ประโยคแบบนี้อาจดูเรียบง่าย แต่คือการย้ำเตือนตัวเองว่า **ความผิดพลาดไม่ได้เท่ากับความไร้ค่า** และการพลาดหนึ่งครั้ง ไม่ได้กำหนดคุณค่าของเราในฐานะคนหรือในฐานะนักเทรด ให้เวลากับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง ในบางวัน ความรู้สึกอย่างความเฟล ความเศร้า หรือความกังวล อาจทำให้เราตัดสินใจแบบเร่งรีบหรือหุนหันพลันแล่น การหยุดพักเพื่อกลับมามองอารมณ์ของตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น “วันนี้เราเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกแบบไหนทำให้เราเทรดอย่างหุนหันพลันแล่น ครั้งหน้าเมื่อรู้สึกแบบนี้อีก เราจะคิดให้เย็น วางแผนก่อน และให้เวลาตัวเองสักนิด” การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่กลับช่วยให้การตัดสินใจในครั้งต่อไปมีสติและมั่นคงมากขึ้น ความผิดพลาด คือบทเรียนที่พาเราเติบโต การกลับมาทบทวนอย่างใจเย็นว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้คืออะไร เป็นส่วนสำคัญของการเติบโต “กลับมาคิดสักนิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนี้มีอะไรบ้าง ความผิดพลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราเติบโตได้เหมือนกัน” ทุกครั้งที่เราล้ม ไม่ได้หมายความว่าเราถอยหลังเสมอไป บางครั้งมันคือการเรียนรู้ในรูปแบบที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่มีคุณค่าในระยะยาว คุณค่าของเรา ไม่ได้ผูกอยู่กับกำไรหรือขาดทุน ตัวเลขในพอร์ตไม่สามารถนิยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเราได้ “คุณค่าของเราไม่ได้ผูกอยู่กับเงิน หรือกำไรที่ได้ เรามีคุณค่าแค่มากกว่ายอดเงินของเรา ถึงจะทำอะไรพลาดไป เรายังเป็นคนที่มีคุณค่าเสมอ” การย้ำเตือนตัวเองในวันที่แย่ ไม่ได้ทำให้เราอ่อนข้อให้กับความผิดพลาด แต่เป็นการรักษาหัวใจของตัวเองให้ยังพร้อมเรียนรู้และลุกขึ้นใหม่ได้ ล้มได้ ไม่เป็นไร เราลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ การล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง “ล้มไปก็ไม่เป็นไร เราสามารถที่จะลุกขึ้นใหม่ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นได้เสมอ” ทุกครั้งที่ขาดทุน และเรายังอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่าเราผ่านมันมาได้แล้วครั้งหนึ่ง และเรามีศักยภาพที่จะผ่านมันไปได้อีก ดูแลใจตัวเอง คือส่วนหนึ่งของการเทรด การเทรดเป็นสิ่งที่ท้าทาย และอาจกระทบสุขภาพจิตได้จริง บางครั้งการปิดจอ พักผ่อน หรือถอยออกมาดูแลใจตัวเอง คือสิ่งที่ดีที่สุดพอ ๆ กับการดูแลเงิน หากพักแล้วความกังวลยังไม่ดีขึ้น การพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อทำความเข้าใจตัวเอง และหาวิธีรับมือกับความกังวลที่เกิดขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ เพราะการอยู่รอดในเส้นทางนี้ ไม่ได้วัดกันแค่กำไร แต่รวมถึงการที่เรายังดูแลใจของตัวเองได้ดีพอที่จะเดินต่อไปอย่างมีสติ

กลับมาใจดีกับตัวเองสักนิด…ในวันที่เทรดพลาด แล้วขาดทุน

ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกใจดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save