ตำหนิตัวเองจนเหนื่อยแล้ว…มาลองรักตัวเองดูบ้างไหม?

รักตัวเอง
เชื่อว่าทุกๆ คน คงไม่อยากที่จะ “ตำหนิตัวเอง (self-criticism)” และอยากจะ “ใจดีกับตัวเอง” หรือ “รักตัวเอง” ให้มากขึ้น แต่กับบางคนมันก็อาจจะยากเหลือเกิน

เหตุผลที่สำคัญคือ คนเรามักจะอยากให้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นกับตัวเรา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย ซึ่ง”การตำหนิตัวเอง (self-criticism)” นั้น ก็ให้ความรู้สึกปลอดภัยแม้จะเพียงชั่วคราวก็ตาม

แล้วการตำหนิตัวเองมันให้ความรู้สึกปลอดภัยจากอะไรหละ?

คำตอบสั้นๆ คือมันให้ความรู้สึกปลอดภัยจากการจะต้องเผชิญกับความรู้สึกไม่ชอบตัวเองในด้านที่หนักกว่าด้านที่เราตำหนิตัวเอง เช่น หากเรานิยามว่าตัวเอง ว่าเป็นคนโง่ เป็นคนไม่เก่ง มันก็ยังให้ความรู้สึกดีกว่าการที่เราจะต้องผิดหวัง หากเราไม่ได้เกรด 4.00 ในวิชาที่อยากได้

นอกจากนี้บ่อยครั้งที่คนเราใช้ “การตำหนิตัวเอง (self-criticism)” เพื่อเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเอง เช่น แกมันห่วยจริงๆ งานเลยออกมาแย่แบบนี้ ไปตั้งใจทำให้มากขึ้นเลยนะ อย่ามาขี้เกียจ อ้วนจะตายอยู่แล้ว ยังไม่ยอมออกกำลังกายอีกนะ!

ซึ่งบ่อยครั้งคนเรามักตำหนิตนเองผ่าน “การประเมินในทางที่แย่เกินกว่าความเป็นจริง และผ่านน้ำเสียงที่วิจารณ์ตนเองอย่างรุนแรง” นำมาซึ่งอารมณ์เชิงลบต่อตนเอง หรืออาจนำไปสู่ความเจ็บปวดทางจิตใจ (Psychological Distress)

ฉะนั้นวันนี้ on mind way จึงอยากแนะนำเทคนิคดีๆในการรับมือกับ “การตำหนิตัวเอง” ด้วยความเข้าใจในตัวเองแล้วค่อยๆ มอบความรักต่อตัวเองผ่าน “ถ้อยคำที่นุ่มนวลต่อตัวเอง”

“ถ้อยคำที่นุ่มนวลต่อตัวเอง” สร้างง่ายๆ ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้

1.ลองกลับมาหาว่า เวลาเราต้องการกระตุ้นตัวเอง ให้ทำอะไรหรืออยากเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเอง เช่น อยากมีความรับผิดชอบมากขึ้น หรือ ให้ตั้งใจทำอะไรมากขึ้น เราใช้การตำหนิตัวเองเป็นแรงผลักดันหรือเปล่า?

หยุดวงจรความคิดตำหนิตัวเองที่เรามักใช้พูดกับตัวเอง

2.ถ้าใช่ ลองกลับมาสังเกตดูลักษณะของการตำหนิตัวเอง เช่น ถ้อยคำที่ใช้มันรุนแรงกับเราไปไหม น้ำเสียงที่ใช้รุนแรงไปไหม

กลับมาเห็นว่าถ้อยคำที่เราใช้กับตัวเองเป็นอย่างไร มันจำเป็นจริงๆ หรือที่เราต้องได้รับถ้อยคำเหล่านี้

3.ลองตั้งคำถามดูว่า ที่เรายังคงตำหนิตัวเอง ทำเพราะอะไร มันให้อะไรกับเรา ถึงใช้ถ้อยคำเหล่านี้กับตัวเองเรื่อยมา

กลับมาเห็นว่าเราได้อะไรจากการตำหนิตัวเอง เช่น ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยจากอารมณ์ทางลบอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เรายังคงตำหนิตัวเองอยู่

4.ในทางกลับกันลองดูว่าเราได้ผลกระทบอะไรจากการตำหนิตนเองบ้าง

จุดประสงค์: กลับมาเห็นว่าเราได้รับความเจ็บปวด และ สร้างปัญหาในชีวิตของเราอย่างไร จากการตำหนิตัวเอง

5.ลองถามตัวเองว่าเราเป็นคนแบบที่เราตำหนิตัวเองจริงหรือเปล่า มีเหตุอะไรที่ทำให้เราเป็นแบบนั้นไหม

ถ้าเรารู้สึกเป็นคนตามที่เราตำหนิจริงๆ ลองค่อยๆ แยกตัวตนออกมาจากพฤติกรรม เช่น

“ฉันทำงานได้แย่มากๆ -> งานชิ้นนี้ฉันทำมันออกมาได้ไม่ดี” ,

“ฉันเป็นคนโง่เป็นคนไม่เก่ง -> ฉันทำคะแนนสอบในวิชานี้ได้ไม่ดี”

6.ลองเพิ่มพื้นที่ของถ้อยคำที่อ่อนโยนต่อตัวเอง เตือนตัวเองว่าเราไม่ได้พยายามฝืนที่จะใช้ถ้อยคำดีๆ ต่อตัวเอง แต่เรากำลังพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

ลองหลับตา วางมือบนหัวใจของคุณ ค่อยๆ แสดงความ เห็นอกเห็นใจต่อตัวเอง โดยอาจเริ่มจากคำง่ายๆ เช่น

– อย่าทำร้ายตัวเองต่อไปเลยนะ

– เธอสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้นะ

– แม้วันนี้จะยังเป็นคนที่ตัวเองชอบไม่ได้ แต่เรายังมีเวลาในการพัฒนาตัวเองต่อไปนะ

รักตัวเอง อธิบาย

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากปรึกษานักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

Picture of ตะวัน ศิริคุรุรัตน์

ตะวัน ศิริคุรุรัตน์

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เลือกเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยและมีประสิทธิภาพที่สุด การทำตามนิสัยเดิมจึงเป็นทางเลือกที่สมองคุ้นเคยและปลอดภัยต่อการอยู่รอด นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การเปลี่ยนนิสัย” จึงรู้สึกยาก เพราะมันคือการปรับเปลี่ยนกลไกทางชีววิทยาที่ช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตมาได้ยาวนาน ดังนั้น หากช่วงเวลาที่ผ่านมาเรายังทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่สำเร็จ นั่นไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอหรือพยายามไม่มากพอ แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจวิธีทำงานของสมองอย่างแท้จริง เข้าใจวงจรของการสร้างนิสัย (The Habit Loop) การสร้างนิสัยสามารถอธิบายได้ผ่านวงจรที่เรียกว่า *The Habit Loop* ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. Cue – ตัวกระตุ้น สิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่ทำให้สมองเริ่มต้นพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ความรู้สึกเบื่อ เหนื่อย หรือเห็นสิ่งของบางอย่าง 2. Action – พฤติกรรม การกระทำที่ตามมาหลังจากตัวกระตุ้น เช่น การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย 3. Reward – รางวัล ความรู้สึกพึงพอใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางบวกที่สมองได้รับ ทำให้สมองจดจำว่าวงจรนี้ “คุ้มค่า” และควรทำซ้ำอีก เมื่อสมองเชื่อมโยงตัวกระตุ้นกับรางวัลได้สำเร็จ มันจะคาดหวังความรู้สึกดีนั้นล่วงหน้า และผลักดันให้เราทำพฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกเบื่อจากการทำงาน (Cue) เราหยิบมือถือขึ้นมาเล่น TikTok (Action) แล้วรู้สึกเพลิดเพลิน (Reward) สมองจึงเรียนรู้ว่า “ถ้าเบื่อ ให้เล่นมือถือ” และทำพฤติกรรมนี้ซ้ำในครั้งต่อไป ถ้าอยากเปลี่ยนนิสัย ควรโฟกัสที่อะไรดี ? สิ่งที่สำคัญในการเปลี่ยนนิสัย ไม่ใช่การเพิ่มแรงจูงใจหรือบังคับความรู้สึกของตัวเอง แต่คือการ "ปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม" ให้เอื้อต่อการสร้างวงจรใหม่ 1. เปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังคง “รางวัล” เดิม แทนที่จะพยายามตัดพฤติกรรมเดิมออกทั้งหมด ลองเปลี่ยนวิธีการกระทำ โดยยังให้สมองได้รับความรู้สึกเชิงบวกใกล้เคียงเดิม เช่น แทนที่จะดู YouTube เพื่อแก้เบื่อ อาจเปลี่ยนเป็นการลุกขึ้นเต้นหรือออกกำลังกายเบา ๆ ตามเพลงสั้น ๆ ซึ่งยังให้ความรู้สึกสนุก แต่เพิ่มความรู้สึกประสบความสำเร็จเข้ามาด้วย 2. ปรับสภาพแวดล้อม ให้พฤติกรรมใหม่เกิดขึ้นง่ายขึ้น สภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญมากต่อพฤติกรรม หากเราอยากออกกำลังกายให้มากขึ้น อาจเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ให้อยู่ใกล้ตัว เช่น วางเสื่อโยคะหรือชุดออกกำลังกายไว้ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เมื่อเห็นตัวกระตุ้น สมองจะเชื่อมโยงไปสู่พฤติกรรมใหม่ได้ง่ายขึ้น การทำให้พฤติกรรมใหม่ “เริ่มต้นง่าย” มักสำคัญกว่าการตั้งเป้าหมายที่ยากหรือใหญ่เกินไป 3. เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ และค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที การเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ช่วยให้สมองมีเวลาปรับตัว และเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใหม่นี้ก็สามารถให้ความรู้สึกดีได้เช่นกัน เช่น แทนที่จะตั้งเป้าออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง อาจเริ่มจากการออกกำลังกายเบา ๆ วันละ 20 นาที ซึ่งมีโอกาสทำได้สำเร็จสูงกว่า เมื่อสมองรับรู้ถึงความสำเร็จและความพึงพอใจ พฤติกรรมใหม่นี้จะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัยในระยะยาว ตัวอย่างการเปลี่ยนนิสัยด้วย The Habit Loop หากตัวกระตุ้นคือ “ความรู้สึกเบื่อ” เดิมทีเราอาจหยิบมือถือขึ้นมาเล่นโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าปรับพฤติกรรมเป็น “การอ่านหนังสือ” แม้ความสนุกอาจไม่เทียบเท่าการเลื่อนดู TikTok แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน น่าสนใจ และได้ประโยชน์ การปรับสภาพแวดล้อม เช่น การโหลด e-book ไว้ในมือถือ หรือวางแอปอ่านหนังสือไว้หน้าแรกของหน้าจอ จะช่วยให้การเลือกพฤติกรรมใหม่ทำได้ง่ายขึ้นกว่าการต้องค้นหาแอปอื่นทุกครั้ง สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และเราสามารถปรับวิธีการให้เหมาะกับตัวเองได้เสมอ แค่เริ่มลงมือทำ แม้เพียงก้าวเล็ก ๆ ก็ถือว่าเราเดินมาไกลกว่าการไม่เริ่มเลยแล้ว อย่าลืมขอบคุณความตั้งใจของตัวเองในทุก ๆ วัน เพราะการที่ยังพยายามอยู่ นั่นคือความก้าวหน้าที่สำคัญมากแล้ว

เมื่อสมองดื้อการ “สร้างนิสัย”…ทำไมการสร้าง Habit ที่ดีถึงยาก และเราจะเริ่มใหม่ได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง

Read More »
ในมุมมองของผม (ตะวัน) ในฐานะนักจิตวิทยา “เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ายิ่ง “เวลา” ผ่านไปมากขึ้น แล้วจะทำให้ดีขึ้นได้เร็ว หรือก้าวผ่านจากความทุกข์ได้ง่ายขึ้น เพราะ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านความทุกข์ ในมุมมองของนักจิตวิทยา สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “เวลา” แต่คือ “ใจ” ของแต่ละคน เขาพร้อมจะ ยอมรับความจริงและความเจ็บปวด นั้นแปล้วหรือยัง เขาพร้อมที่จะ ก้าวผ่านความทุกข์ แล้วหรือยัง เขาเห็นว่า ความทุกข์นั้นส่งผลกับเขามากพอ จนอยากลุกขึ้นมาจากการจมอยู่กับมันแล้วหรือยัง ผิดไหม ถ้าใจยังไม่พร้อม คำตอบคือ ไม่ผิดเลย เพราะความพร้อมทางใจ รวมถึงเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ดังนั้น “เวลา” จึงเปรียบเหมือน พื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เติบโต และค่อย ๆ ยอมรับความเจ็บปวดในจังหวะของตัวเอง เมื่อเผชิญความเจ็บปวดหรือความทุกข์ ควรโฟกัสอะไร สิ่งที่อยากชวนให้ทุกคนให้ความสำคัญ คือ เมื่อเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ อย่าจมไปกับความคิดว่า “เมื่อไหร่เราถึงจะหาย” หรือมัวแต่หวังว่า “เดี๋ยวเวลาก็ช่วยเราเอง” เพียงอย่างเดียว แต่ลองกลับมา ตระหนักถึงตัวเอง ในช่วงเวลานั้นอย่างอ่อนโยน เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับ “เรื่องราวที่ทุกข์ใจ” มากเกินไป แล้วการตระหนักในตัวเอง เริ่มจากอะไรได้บ้าง การตระหนักรู้ในตัวเอง อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ตอนนี้ เราเป็นอย่างไรบ้าง” โดยเน้นไปที่ ความรู้สึก ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น กังวล เศร้า เสียใจ ผิดหวัง หรือความรู้สึกอื่น ๆ เมื่อรับรู้ความรู้สึกแล้ว พยายามอย่ารีบโฟกัสไปที่ความคิดที่ไม่มีคำตอบ หรือแก้ไขไม่ได้ เช่น เราทำอะไรผิด เขาถึงทิ้งเราไป ถ้าตอนนั้นเราทำแบบนี้คงดีกว่านี้ หรือ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ไหม ลองใช้ เวลา ในการมองหา หนทางที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ หรือช่วยให้เราไม่ติดอยู่กับความทุกข์ในแบบที่เหมาะกับตัวเรา อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ เช่นดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ฝึก mindfulness คุยกับเพื่อน แล้วโฟกัสไปที่ประสบการณ์ตรงเหล่านั้น แล้วเมื่อใจพร้อม ค่อย ๆ กลับมาตกตะกอนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้ และทำความเข้าใจมัน สิ่งสำคัญคือ แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน อย่าเร่งรีบ และอย่าใจร้อนกับตัวเองมากเกินไป

เวลาช่วยให้เราดีขึ้น จากความทุกข์ได้จริงไหม?

“เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม

Read More »
ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กตอนต้น คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่าเราจะรับมือกับความไม่มั่นคงทางใจอย่างไร และค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles เราทุกคนเติบโตจากประสบการณ์ในอดีตเมื่อตอนเราเป็นเด็ก เราเรียนรู้โลกผ่านความสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือผู้ดูแล โดยไม่ใช่แค่การได้รับการเลี้ยงดูทางกาย แต่รวมถึงการได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ด้วย ดังนั้นเด็กที่ได้รับการเข้าใจ ถูกปลอบโยน และได้รับความรักอย่างสม่ำเสมอ จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกนี้ปลอดภัย และรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า แต่ในทางกลับกัน หากความรัก ความใส่ใจ หรือการตอบสนองทางอารมณ์เป็นรูปแบบที่ไม่สม่ำเสมอ หรือคาดเดาไม่ได้ เด็กก็จะเรียนรู้วิธี “เอาตัวรอดทางใจ” ในแบบของตนเอง และรูปแบบเหล่านี้มักยังคงปรากฏอยู่เมื่อเราโตขึ้น โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายมีความสำคัญต่อหัวใจของเรา ดังนั้นเมื่อความสัมพันธ์กระตุ้นความไม่มั่นคงในใจ ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด เราอาจเผลอถามตัวเองอยู่ลึก ๆ ว่า “ฉันสำคัญกับเธอไหม” “แค่นี้พอหรือเปล่า” “เธอจะอยู่ข้างฉันไหม” “เธอจะยอมรับในตัวฉันแค่ไหน” คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นสัญญาณของความไม่มั่นคงที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา และวิธีที่เราตอบสนองต่อความรู้สึกเหล่านี้ ก็มักสะท้อนประสบการณ์ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวิธีที่เด็กคนนั้นเคยพยายามรับมือกับความไม่มั่นคงในอดีต รูปแบบความผูกพัน (Attachment Styles) Secure Attachment "ความผูกพันแบบมั่นคง" เกิดจากวัยเด็กที่มีพ่อแม่หรือผู้ดูแล แสดงความรักและความใส่อย่างสม่ำเสมอ และคาดเดาได้ เด็กได้รับการเข้าใจ และมีคนตอบสนองต่ออารมณ์ที่แสดงออกมา เด็กจึงเรียนรู้ว่า เราสามารถวางใจผู้อื่นได้ เราสามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองได้ เมื่อโตขึ้น คนที่มี Secure Attachment มัก กล้าสื่อสารความรู้สึกของตนเอง รับรู้คุณค่าของตัวเอง มีความไว้วางใจในอีกฝ่าย เพราะในวัยเด็ก เขามีใครบางคนคอยอยู่ข้าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดความมั่นคงภายในใจขึ้นมา Anxious Attachment "ความผูกพันแบบกังวล" เกิดจากวัยเด็กที่ความรักและความใส่ใจมาเป็นบางช่วง ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะได้รับความรัก เด็กเรียนรู้ว่า ความรักเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ต้องพยายามทำบางอย่างเพื่อให้ได้ความรักกลับมา เมื่อโตขึ้น มัก รู้สึกกังวลเมื่อคนรักเงียบหรือมีระยะห่าง รู้สึกว่าต้องพยายาม หรือพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้ยังคงได้รับความรัก เพราะในใจยังมีความกลัวว่าความรักอาจหายไปได้ทุกเมื่อ Avoidant Attachment "ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง" เกิดจากวัยเด็กที่ได้รับความใกล้ชิดทางกาย แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้แสดงออกทางอารมณ์ เช่น ถูกห้ามร้องไห้ หรือถูกมองข้ามความรู้สึกเด็กจึงเรียนรู้ว่า อารมณ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ การแสดงความรู้สึกไม่ได้ช่วยให้ได้รับความรัก เมื่อโตขึ้น มัก นิ่ง เงียบ และไม่ค่อยแสดงความรู้สึก เมื่ออีกฝ่ายอยากใกล้ชิด จะอยากถอยห่าง เพราะกลัวการ “ต้องรู้สึก” ไม่ใช่เพราะไม่แคร์ แต่เพราะความใกล้ชิดเคยเป็นสิ่งที่เจ็บปวด จนไม่กล้าเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นอีก Disorganized Attachment "ความผูกพันแบบสับสน" เกิดจากวัยเด็กที่ผู้ดูแล อาจตอบสนองด้วยความรุนแรง หรือสร้างความหวาดกลัว แต่บางครั้งก็ให้ความรักและการดูแล เด็กจึงเรียนรู้ว่า ความใกล้ชิดคืออันตราย แต่ขณะเดียวกันก็โหยหาความรักจนเกิดเป็นความสับสนในใจ เมื่อโตขึ้น มัก อยากเข้าใกล้เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ถอยห่างทันทีเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้จริง ๆ เพราะคนที่ต้องการมากที่สุดกลับเป็นคนที่อาจทำให้เจ็บปวดได้มากที่สุดเช่นกัน สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือการเข้าใจอดีต เพื่อดูแลใจในปัจจุบัน การเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กจะช่วยให้เราเห็นที่มาของการตอบสนอง เมื่อความไม่มั่นคงถูกกระตุ้นในความสัมพันธ์เราอาจย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน เราสามารถเรียนรู้ วิธีตอบสนองต่อความรู้สึกไม่มั่นคงในรูปแบบใหม่ได้ เพราะความปลอดภัยทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ผ่านการสังเกตตัวเอง การทำความเข้าใจใจของตนเอง และการเติบโตไปพร้อมกันในความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ในวันนี้…คือกระจกสะท้อนวัยเด็กของกันและกัน

ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save