บทความ

workshop สุขภาพจิต นักจิตวิทยา องค์กร บทความ

บทความเกี่ยวกับสุขภาพจิต จิตวิทยา และ การกลับมาดูแลใจตัวเอง

workshop สุขภาพจิต นักจิตวิทยา องค์กร บทความ
workshop สุขภาพจิต
เราทุกคนต่างมีสิ่งที่กลัว ไม่ว่าจะเป็นแมงมุม ความสูง เครื่องบิน เข็มฉีดยา สุนัข หรือสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเมื่อเข้าใกล้ แต่เคยสงสัยไหมว่า ความกลัวแบบไหนที่ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติ และเมื่อไหร่ความกลัวจึงอาจเรียกว่า Phobia? จริง ๆ แล้ว “ความกลัว” เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์เอาตัวรอด แต่เมื่อความกลัวรุนแรงเกินกว่าความเสี่ยงจริง หลีกเลี่ยงสิ่งที่กลัวจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต เราอาจต้องลองกลับมาสังเกตว่า ความกลัวนั้นกำลังอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ ทำไมเราถึงรู้สึกกลัว? ความกลัวเป็นสัญชาตญาณที่สำคัญในการเอาตัวรอดของมนุษย์ เพราะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเตือนว่า “สิ่งที่เรากำลังเจออาจเป็นอันตราย” เมื่อสมองรับรู้ถึงภัยคุกคาม ร่างกายจึงเตรียมพร้อมเพื่อรับมือ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ การหนี หรือการหยุดนิ่ง หรือที่เรียกว่า Fight, Flight or Freeze ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้ว “ความกลัว” ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่เป็นระบบเตือนภัยที่มีประโยชน์ต่อเรา อย่างไรก็ตาม ปัญหาอาจเกิดขึ้นเมื่อความกลัวนั้น รุนแรงเกินความเป็นจริง หรือเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต เพราะในจุดนั้นความกลัวอาจไม่ได้ช่วยให้เราปลอดภัยอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่จำกัดชีวิตของเรา Specific Phobia คืออะไร? Specific Phobia หรือโรคกลัวเฉพาะชนิด เป็นความกลัวหรือความวิตกกังวลอย่างรุนแรงต่อวัตถุหรือสถานการณ์บางอย่างโดยเฉพาะ และความกลัวนั้นมีมากเกินกว่าความอันตรายที่เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น กลัวสัตว์บางชนิด กลัวความสูง กลัวเครื่องบิน กลัวเข็ม กลัวเลือด หรือกลัวสถานการณ์บางอย่าง สิ่งสำคัญคือ คนที่มี Specific Phobia อาจรู้ตัวว่าความกลัวของตัวเองดูมากเกินไป แต่ก็ยังรู้สึกว่าควบคุมความกลัวนั้นได้ยาก และมักพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งหรือสถานการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้น ลักษณะที่พบได้ เช่น มีความกลัวหรือวิตกกังวลอย่างรุนแรงและต่อเนื่องเมื่อเจอสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้น เมื่อพบหรือแม้แต่คิดถึงสิ่งที่กลัว ก็อาจเกิดความกลัวหรือความวิตกกังวลขึ้นอย่างรวดเร็ว พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งหรือสถานการณ์นั้น ระดับความกลัวไม่สัมพันธ์กับอันตรายจริง ความกลัวหรือการหลีกเลี่ยงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ในเกณฑ์การวินิจฉัย ความกลัวหรือการหลีกเลี่ยงต้องคงอยู่อย่างน้อย 6 เดือน ดังนั้น การที่เรากลัวบางสิ่งเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าเรามี Phobia เสมอไป แต่ต้องพิจารณาทั้งระดับความกลัว การหลีกเลี่ยง และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตร่วมกัน Specific Phobia มีแบบไหนบ้าง? Specific Phobia สามารถเกี่ยวข้องกับสิ่งกระตุ้นได้หลายรูปแบบ โดยแบ่งกลุ่มที่พบได้บ่อย เช่น กลัวสัตว์ เช่น กลัวสุนัข กลัวแมว กลัวงู กลัวแมงมุม กลัวแมลง กลัวหนู กลัวเลือด การฉีดยา หรือการบาดเจ็บ เช่น กลัวเลือด กลัวเข็ม กลัวการฉีดยา กลัวการทำหัตถการทางการแพทย์ กลัวสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น กลัวความสูง กลัวพายุ กลัวฟ้าร้อง กลัวการอยู่ใกล้น้ำ กลัวสถานการณ์บางอย่าง เช่น กลัวเครื่องบิน กลัวการขับรถ กลัวการขึ้นลิฟต์ กลัวการอยู่ในสถานที่ปิด กลัวสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ยังมีความกลัวเฉพาะอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ใน 4 กลุ่มแรก เช่น กลัวเสียงดัง หรือกลัวตัวตลก เป็นต้น แล้ว “ความกลัวปกติ” ต่างจาก Specific Phobia อย่างไร? สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่ที่ว่า “เรากลัวอะไร” แต่ต้องดูด้วยว่า “เรากลัวมากแค่ไหน และความกลัวนั้นส่งผลต่อชีวิตอย่างไร” ดังตาราง กลัวมาก ไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติเสมอไป หลายครั้ง คนที่มี Phobia หรือกลัวบางสิ่งอาจรู้สึกว่า “ทำไมเราถึงกลัวเรื่องนี้ขนาดนี้ ทั้งที่คนอื่นไม่ได้กลัว?” แต่ความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ หรือเป็นความผิดของเรา ความกลัวเป็นกลไกหนึ่งของมนุษย์ เพียงแต่ในบางกรณี ระบบเตือนภัยของสมองอาจตอบสนองรุนแรงมากเกินไปเมื่อเจอกับสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตำหนิตัวเองว่า “ทำไมถึงไม่เลิกกลัวสักที” แต่เป็นการทำความเข้าใจว่า ความกลัวนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และกำลังส่งผลต่อชีวิตของเราแค่ไหน ไม่ใช่ทุกความกลัวจะเรียกว่า Phobia การกลัวแมงมุม กลัวความสูง กลัวเข็ม หรือกลัวเครื่องบินเพียงอย่างเดียว ยังไม่ได้หมายความว่าเรามี Specific Phobia สิ่งที่ควรสังเกตคือ ความกลัวนั้นรุนแรงเกินไปหรือไม่ เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือแม้แต่เพียงคิดถึงสิ่งกระตุ้นก็รู้สึกกลัวหรือไม่ เราพยายามหลีกเลี่ยงมากแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดคือ ความกลัวนั้นกำลังส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราหรือเปล่า เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า “กลัวมากไปหรือเปล่า” อาจไม่ใช่เรื่องที่เราควรตำหนิตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะรับมือได้มากขึ้น

โรคกลัว (Phobia) คืออะไร? กลัวแค่ไหนถึงเรียกว่า Specific Phobia?

ความกลัวเป็นกลไกป้องกันตัวที่สำคัญ แต่เมื่อความกลัวรุนแรงเกินจริง หลีกเลี่ยงสิ่งที่กลัว และส่งผลต่อการใช้ชีวิต อาจเข้าข่าย Specific Phobia หรือโรคกลัวเฉพาะชนิด

Read More »
หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance) เป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพใจที่ดี แต่รู้หรือไม่ว่า การยอมรับตัวเองไม่ได้ส่งผลแค่กับตัวเราเท่านั้น หากยังช่วยให้ ความสัมพันธ์กับคนรักแข็งแรงและมั่นคงขึ้น ได้อีกด้วย ก่อนจะไปดูว่าการยอมรับตัวเองส่งผลต่อความรักอย่างไร เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า ปัจจัยสำคัญอย่าง Self-compassion ที่ช่วยให้เรายอมรับตัวเองได้มากขึ้นคืออะไร Self-Compassion คือจุดเริ่มต้นของการยอมรับตัวเอง Self-Compassion คือ การปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความเมตตา ความเข้าใจ และความปรารถนาดี ทั้งในความคิด ความรู้สึก และการกระทำ โดยตระหนักว่า ความผิดพลาดหรือความไม่สมบูรณ์แบบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต่างต้องพบเจอ เมื่อเรามีความเมตตาต่อตัวเองมากขึ้น เราจะ ลดการตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ลดการต่อต้านข้อเสียของตนเอง เปิดใจยอมรับข้อจำกัดของตัวเองได้มากขึ้น ส่งผลให้ Self-Acceptance หรือการยอมรับตัวเอง เพิ่มสูงขึ้น Self-Compassion ช่วยให้ยอมรับคนรักได้จริงหรือไม่ เพื่อศึกษาว่า Self-Compassion และ Self-Acceptance ส่งผลต่อ ความสัมพันธ์แบบคู่รัก (Romantic Relationship) จริงหรือไม่ Zhang และคณะ (2020) ได้ทำการศึกษาวิจัยแบ่งออกเป็น 3 งานวิจัยย่อย โดยทุกงานมีการประเมินระดับ Self-Compassion ของผู้เข้าร่วม งานวิจัยที่ 1: การยอมรับตัวเองเชื่อมโยงกับการยอมรับคนรัก ผู้เข้าร่วมถูกขอให้เขียน ข้อเสียของตัวเอง ข้อเสียของคนรัก จากนั้นประเมินว่าตนเองสามารถยอมรับข้อบกพร่องของทั้งสองฝ่ายได้มากน้อยเพียงใด ผลการศึกษา ผู้ที่มี Self-Compassion สูง ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองได้มากกว่า และเมื่อยอมรับตัวเองได้ ก็มีแนวโน้มยอมรับข้อบกพร่องของคนรักได้มากขึ้นเช่นกัน กล่าวคือ Self-Compassion ไม่ได้ทำให้เรายอมรับคนอื่นโดยตรง แต่ทำให้เกิด การยอมรับตัวเอง ซึ่งกลายเป็นตัวเชื่อมสำคัญที่นำไปสู่การยอมรับคนรัก งานวิจัยที่ 2: ผลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนรัก นักวิจัยต้องการตรวจสอบต่อว่า การยอมรับที่เกิดขึ้นนี้จำกัดอยู่แค่คนรักหรือไม่ ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ประเมินเหตุการณ์ที่ "คนรัก" ทำผิดพลาดต่อตนเอง กลุ่มที่สอง ประเมินเหตุการณ์ที่ "คนรู้จัก" ทำผิดพลาดต่อตนเอง ผลการศึกษา ผู้ที่มี Self-Compassion สูง มีแนวโน้มที่จะ ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองได้มากกว่า ยอมรับข้อบกพร่องของคนรักได้มากกว่า และยอมรับข้อบกพร่องของคนรู้จักได้มากกว่าเช่นกัน ผลการศึกษานี้สะท้อนว่า Self-Compassion ส่งผลต่อการยอมรับผู้อื่นในภาพรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะความสัมพันธ์แบบคู่รัก งานวิจัยที่ 3: เรารับรู้หรือไม่ว่าคนรักยอมรับเรา? หลังจากพบว่า Self-Compassion ส่งผลต่อการยอมรับทั้งตนเองและผู้อื่น นักวิจัยจึงศึกษาต่อว่า สิ่งนี้จะส่งผลต่อ การรับรู้ในความสัมพันธ์ หรือไม่ ผู้เข้าร่วมที่เป็นคู่รักถูกแยกเข้ากลุ่มทดลอง โดยให้ทั้งสองฝ่ายเขียนข้อบกพร่องของตัวเอง พร้อมประเมิน ระดับการยอมรับตัวเอง และรับรู้ว่าคนรักยอมรับข้อบกพร่องของตนเองมากน้อยเพียงใด ผลการศึกษา ผู้ที่มี Self-Compassion สูง จะมีแนวโน้ม Self-Compassion -> ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง -> ยอมรับข้อบกพร่องของคนรัก -> รับรู้ว่าคนรักยอมรับข้อบกพร่องของตนเองได้มากขึ้น กล่าวคือ เมื่อเรายอมรับตัวเองได้มากขึ้น เราก็มักรับรู้ว่าคนรักยอมรับตัวเราเช่นเดียวกัน เมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายยอมรับเรา ความสัมพันธ์ก็แข็งแรงขึ้น เมื่อเรารับรู้ว่าอีกฝ่าย ยอมรับตัวเราในแบบที่เราเป็น ความสัมพันธ์ก็มีแนวโน้มแน่นแฟ้นขึ้น และก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกหลายด้าน เช่น ไว้ใจคู่รักมากขึ้น ไม่กลัวการถูกปฏิเสธ ลดความหวาดระแวงว่าจะถูกทอดทิ้ง กล้าเปิดเผยตัวตนกับอีกฝ่ายมากขึ้น เลือกแสดงพฤติกรรมที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์ มากกว่าปกป้องตัวเอง การทำให้ความสัมพันธ์มั่นคง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพยายามทำให้อีกฝ่ายรักหรือยอมรับเรามากขึ้นเสมอไป แต่จุดเริ่มต้นอาจอยู่ที่ การยอมรับตัวเอง เมื่อเราเข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความเมตตา และค่อย ๆ ยอมรับข้อบกพร่องของตนเองได้มากขึ้น เราก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับผู้อื่นได้มากขึ้นด้วย ท้ายที่สุด สิ่งนี้จะนำไปสู่ การยอมรับซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง และช่วยให้ทั้งความรักที่มีต่อตัวเองและความรักในความสัมพันธ์มั่นคงยิ่งขึ้น อ้างอิง : Zhang, J. W., Chen, S., Tomova Shakur, T., Bilgin, B., Chou, C.-Y., & Risen, J. L. (2020). From Me to You: Self-Compassion Predicts Acceptance of Own and Others' Imperfections. Personality and Social Psychology Bulletin, 46(2), 228–242.

Self-Compassion คืออะไร? ทำไมการยอมรับตัวเองจึงช่วยให้ความรักแข็งแรงขึ้น

การยอมรับตัวเองไม่ได้ช่วยแค่ให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพของความสัมพันธ์ด้วย งานวิจัยของ Zhang และคณะ (2020) พบว่า Self-Compassion ช่วยเพิ่มการยอมรับตัวเอง การยอมรับคนรัก และทำให้เรารับรู้ว่าคนรักยอมรับเราได้มากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่มั่นคงและมีสุขภาพดี

Read More »
เคยไหม...ทั้งที่เรื่องราวในซีรีส์ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่พอเห็นคู่ที่ชอบมีโมเมนต์น่ารัก ๆ ก็อดยิ้มตามไม่ได้ บางครั้งถึงกับรู้สึกเขินแทน หรือเผลอมีความสุขไปกับตัวละครราวกับเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น ทั้งที่เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเลย? บทความนี้จะชวนมาดูคำอธิบายจากมุมมองทางจิตวิทยา ว่าทำไมเราถึง "ฮ็อบ" ตัวละครหรือคู่ที่ชอบได้ขนาดนี้ อาการ "ฮ็อบ" คืออะไร? คำว่า "ฮ็อบ" มักใช้เรียกอาการที่เรากลั้นยิ้มหรือกลั้นเขินไม่อยู่ เมื่อเห็นคู่ศิลปิน ดารา หรือคู่ตัวละครที่เราชื่นชอบมีโมเมนต์น่ารักร่วมกัน หลายคนอาจเคยรู้สึกยิ้มตาม เขินแทน หรือมีความสุขไปกับเหตุการณ์นั้น ทั้งที่เรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเราเลย แล้วความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? Mirror Neuron System: สมองที่จำลองสิ่งที่เราเห็น Mirror Neuron System คือกลุ่มเซลล์ประสาทหรือวงจรสมอง ที่ทำงานทั้งเวลาที่ เราทำบางอย่างเอง และเวลาที่ เราเห็นคนอื่นทำสิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเห็นคนอื่นโดนของหล่นใส่เท้า เราอาจสะดุ้ง หรือรู้สึกเจ็บแทนเล็กน้อย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะสมองของเราจะจำลองสถานการณ์บางส่วนขึ้นมา ราวกับว่าเรากำลังทำหรือกำลังรู้สึกสิ่งนั้นด้วย เช่นเดียวกับเวลาที่เราเห็นโมเมนต์หวาน ๆ ของคู่ตัวละคร สมองก็อาจจำลองความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมา จนเราเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว Emotional Contagion: เมื่ออารมณ์แพร่กระจาย หลายคนอาจเคยสังเกตว่า เวลาดูซีรีส์ พอตัวละครยิ้ม เราก็เผลอยิ้มตาม นั่นเป็นเพราะเรามักเลียนแบบสีหน้า ท่าทาง หรือแม้แต่น้ำเสียงของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว เมื่อเราเลียนแบบสีหน้าของอีกฝ่าย สมองก็รับรู้ว่า "เรากำลังยิ้มอยู่" จึงตีความต่อว่า "ถ้าเรากำลังยิ้ม เราก็น่าจะกำลังมีความสุข" สุดท้ายเราจึงค่อย ๆ รู้สึกดีตามไปด้วย ทั้งนี้ Emotional Contagion สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างนี้เป็นเพียงหนึ่งในกลไกที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว Parasocial Relationship: ความผูกพันที่เกิดขึ้นแม้อีกฝ่ายจะไม่รู้จักเรา เป็นความสัมพันธ์แบบทางเดียว ที่คนหนึ่งรู้สึกผูกพันหรือใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมาก แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้รู้จักเราจริง ๆ เช่น ความรู้สึกที่มีต่อศิลปิน ความรู้สึกที่มีต่อตัวละครในซีรีส์ เมื่อเราติดตามใครคนหนึ่งเป็นเวลานาน เรามักเริ่มรู้สึกว่าเขาเป็น ส่วนหนึ่งของโลกทางสังคมของเรา และโดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อคนที่เรารู้สึกผูกพันมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น เราก็มักรู้สึกดีใจไปกับเขาด้วย ไม่ต่างจากเวลาที่เพื่อนสนิทมีข่าวดี แล้วเรารู้สึกตื่นเต้นและยินดีตามไปด้วย ทำไมเราถึงอินกับตัวละครมากกว่าคนแปลกหน้า? เมื่อเราติดตามตัวละครมาเป็นเวลานาน เราจะค่อย ๆ รับรู้ว่า "นี่คือคนที่ฉันแคร์" "เขากำลังมีความสุข" จึงเกิดความรู้สึกร่วมกับตัวละครได้โดยอัตโนมัติ ในทางกลับกัน หากเป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก แม้จะมีโมเมนต์แบบเดียวกัน เราอาจไม่ได้รู้สึกอินมากนัก เพราะคนเหล่านั้นยังไม่ได้เป็นคนที่เราผูกพัน งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราเห็นคนที่มีความหมายกับเราได้รับประสบการณ์บางอย่าง สมองของเราจะตอบสนองคล้ายกับเวลาที่เราประสบเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเองในหลายด้าน สรุปแล้ว "ฮ็อบ" เกิดขึ้นได้อย่างไร? หากเป็นประสบการณ์ตรง กุ๊กกิ๊กกับแฟน → รู้สึกมีความสุขเต็มที่ แต่หากเป็นประสบการณ์ทางอ้อม เห็นคู่ที่ชอบมีโมเมนต์น่ารัก ↓ Mirror Neuron System + Emotional Contagion + Parasocial Relationship ↓ ทำให้เรารู้สึกเขิน ยิ้มตาม และมีความสุขไปกับเหตุการณ์นั้น แม้ความรู้สึกจะไม่เข้มข้นเท่ากับการประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเอง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเผลอยิ้มตามได้โดยไม่รู้ตัว

ทำไมเห็นคู่ที่ชอบแล้วเขินตาม…The Psychology Behind อาการ “ฮ็อบ”

ทำไมเราเขิน ยิ้มตาม หรือมีความสุข เมื่อเห็นคู่ศิลปินหรือตัวละครที่ชอบมีโมเมนต์น่ารัก ทั้งที่เรื่องนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา? บทความนี้จะพาไปรู้จักอาการ “ฮ็อบ” ผ่านแนวคิดทางจิตวิทยา ได้แก่ Mirror Neuron System, Emotional Contagion และ Parasocial Relationship ที่ช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงรู้สึกอินกับเรื่องราวของคนอื่นได้มากขนาดนี้

Read More »
หลายครั้งที่เรามักรู้สึกว่า... "ทำไมแฟนเปลี่ยนไป?" "เขารักเราน้อยลงหรือเปล่า?" "ความสัมพันธ์ของเรากำลังเปลี่ยนไปใช่ไหม?" คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับหลายความสัมพันธ์ โดยเฉพาะเมื่อเราเริ่มสังเกตว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม จนทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคงและเริ่มตีความความสัมพันธ์ในแง่ลบ แต่ก่อนจะสรุปว่า "เขาเปลี่ยนไป" ลองมองย้อนกลับไปว่า ความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ช่วงแรกของความสัมพันธ์ เราต่างเปิดใจให้กัน ในช่วงแรกของการคบกัน เราอาจตกหลุมรักหลายด้านของอีกฝ่าย เรารู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดใจ เรียนรู้กัน และยืดหยุ่นต่อกัน เราอาจคิดว่า "คนนี้มีมุมมองที่น่าสนใจจัง" "เขาดูดีมากในสายตาเรา" "เขาเก่งมาก" "เขาเป็นคนที่ใส่ใจ" "เขาชอบอะไรคล้าย ๆ เรา" ในช่วงเวลานั้น ทั้งสองคนอยู่ในโหมดของการเปิดใจ พร้อมเรียนรู้ และให้พื้นที่กันและกัน ความผูกพันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น เมื่อต่างฝ่ายเปิดใจ รับฟัง และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กัน เราจะเริ่มรู้สึกว่า เขาให้ความสำคัญกับเรา เขาเห็นคุณค่าในตัวเรา เขามักอยู่ข้างเราเสมอ คนนี้คือคนที่ปลอดภัย ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ สร้าง ความผูกพันทางความรู้สึก (Emotional Bond) ให้แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อความผูกพันเพิ่มมากขึ้น อีกฝ่ายก็ยิ่งมีผลต่อความรู้สึกของเรามากขึ้นตามไปด้วย แต่ชีวิตจริงไม่ได้มีแต่ช่วงเวลาที่ราบรื่น เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจต้องเผชิญเหตุการณ์หลายอย่าง เช่น เรื่องงาน ครอบครัว ความเครียด ความเหนื่อยล้าจากภาระหน้าที่ต่าง ๆ รวมถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ เหตุการณ์เหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความเสียใจ ความเจ็บปวด ความไม่มั่นคง จนทำให้การตอบสนองต่อกันไม่เหมือนเดิม เมื่อเจอเรื่องยาก เรามักรับมือในแบบที่คุ้นเคย เมื่อรู้สึกกระทบใจ แต่ละคนมักใช้วิธีรับมือที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น บางคนต้องการพื้นที่ส่วนตัว บางคนอยากอยู่เงียบ ๆ เพื่อจัดการความรู้สึกของตัวเอง จากเดิมที่ชอบอยู่ด้วยกัน ก็เริ่มต้องการเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น แต่อีกฝ่ายอาจรับรู้ว่า "เขาเริ่มห่างเหิน" "เขารักเราน้อยลงแล้วหรือเปล่า" อีกตัวอย่างหนึ่ง บางคนเลือกเก็บความรู้สึกไว้ บางคนกลัวว่าการแสดงอารมณ์จะทำให้ทะเลาะกัน จึงเลือกเงียบ ไม่ตอบสนอง หรือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่สำหรับอีกฝ่าย ความเงียบนี้อาจถูกตีความว่า "เขาไม่แคร์เราแล้ว" ทั้งที่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงวิธีรับมือกับความรู้สึกของเขา ในขณะเดียวกัน ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตอบสนองต่างออกไป บางคนอยากให้อีกฝ่ายอยู่ใกล้มากขึ้น ในวันที่รู้สึกไม่มั่นคง เขาอาจอยากให้อีกฝ่ายอยู่ข้าง ๆ เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง จากเดิมที่เคยให้พื้นที่ กลับกลายเป็นต้องการความใกล้ชิดและเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น แต่อีกฝ่ายอาจรู้สึกอึดอัด และต้องการถอยออกมาเพื่อพักใจ หรือบางคนอาจเริ่มถาม หรือเรียกร้องความรักมากขึ้น เพราะต้องการยืนยันกับตัวเองว่า "ฉันยังสำคัญสำหรับเธอเหมือนเดิมใช่ไหม" แต่สำหรับอีกฝ่าย อาจกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นตัวของตัวเอง และเริ่มตั้งคำถามว่า "สิ่งที่ฉันทำมาตลอด ยังไม่เพียงพออีกหรือ?" เรามักตีความจากสิ่งที่มองเห็น เมื่อเห็นเพียงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เรามักสรุปว่า "เธอรักเราน้อยลง" "เธอไม่เหมือนเดิม" จากที่เคยรู้สึกปลอดภัย กลายเป็นรู้สึกโดดเดี่ยว จากที่เคยรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ กลายเป็นรู้สึกว่าไม่มีคุณค่า จากที่เคยรู้สึกว่าเป็นทีมเดียวกัน กลายเป็นเหมือนต้องรับมือทุกอย่างเพียงลำพัง ทั้งที่ความจริงแล้ว... อีกฝ่ายอาจกำลังพยายามรับมือกับความรู้สึกของตัวเองในแบบที่คุ้นเคย ความเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แปลว่าช่วงแรกของความสัมพันธ์ไม่จริง แม้ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไป ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเป็นเรื่องหลอกลวง แต่กลับเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า หากเรารู้สึกปลอดภัยต่อกันมากพอ เรายังสามารถกลับมาเชื่อมโยง (Connect) และรู้สึกดีต่อกันได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมากในความสัมพันธ์ เพราะเมื่อคนหนึ่งกำลังเผชิญเรื่องยาก อีกคนย่อมได้รับผลกระทบต่อความรู้สึกไปด้วยเช่นกัน แล้วจะรับมืออย่างไร เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนไป? จุดเริ่มต้นสำคัญ คือ การทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ชวนกันกลับมาทบทวนตัวเอง และค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้กันอีกครั้ง อาจเริ่มจากการถามตัวเองว่า อะไรที่ทำให้เราตอบสนองแบบนี้? ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นในใจของเรา? การเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองคนได้รับฟังกัน จะช่วยให้ต่างฝ่ายกลับมาเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของกันและกัน เหมือนกับช่วงแรกของความสัมพันธ์ ที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกปลอดภัย และเป็นทีมเดียวกัน เพราะยิ่งรัก ยิ่งผูกพัน เราก็ยิ่งเจ็บปวดได้มาก เมื่อความรู้สึกท่วมท้นจนยากที่จะกลับมาทำความเข้าใจ รับมือ หรือรับฟังกัน การปรึกษานักจิตวิทยา ทั้งแบบเดี่ยวและแบบคู่ ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพื่อช่วยให้ทั้งสองคนกลับมาสร้างพื้นที่ปลอดภัย เรียนรู้กันอีกครั้ง และค่อย ๆ กลับมาใกล้ชิดและผูกพันกันเหมือนเดิม

แฟนเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม…เกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์?

เมื่อคนรักเริ่มเปลี่ยนไป เรามักตีความว่าเขารักเราน้อยลง แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนอาจไม่ใช่ความรัก หากเป็นวิธีที่แต่ละคนรับมือกับความเครียด ความเจ็บปวด และเหตุการณ์ที่เข้ามาในชีวิต บทความนี้จะชวนทำความเข้าใจว่า “ความเปลี่ยนแปลง” ในความสัมพันธ์เกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะกลับมาสร้างความรู้สึกปลอดภัยต่อกันได้อย่างไร

Read More »
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Manipulation หรือ "การชักจูงทางจิตวิทยา" แต่หลายครั้งเราอาจยังไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมลักษณะนี้แตกต่างจากการโน้มน้าวหรือการมีอิทธิพลต่อกันอย่างไร การทำความเข้าใจลักษณะของ Manipulation จะช่วยให้เราสังเกตความสัมพันธ์ การสื่อสาร และการตัดสินใจของตนเองได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยป้องกันการตกเป็นเป้าหมายของการชักจูงทางจิตใจโดยไม่รู้ตัว Manipulation คืออะไร? Manipulation คือ กระบวนการที่ ผู้ชักจูง (Manipulator) ใช้อิทธิพลทางจิตวิทยา จนทำให้อีกฝ่ายเกิด "ความตั้งใจ" หรือ "ความต้องการ" บางอย่างที่ ไม่สอดคล้องกับความตั้งใจเดิมของตนเอง จากนิยามนี้ สามารถสรุปลักษณะสำคัญของ Manipulation ได้ 4 ประเด็น ได้แก่ เป็นการใช้อิทธิพลทางจิตวิทยา ผู้ชักจูงมีทักษะในการดำเนินการ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างแนบเนียน ผู้ถูกชักจูงเกิด "ความต้องการใหม่" ที่เดิมไม่เคยมี ดังนั้น Manipulation จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนการตัดสินใจของอีกฝ่าย แต่เป็นการเปลี่ยน "สิ่งที่บุคคลคิดว่าตนเองต้องการ" ซึ่งเป็นระดับของอิทธิพลที่ลึกกว่าการโน้มน้าวทั่วไป 7 ลักษณะของ Manipulation Manipulation เป็นการใช้อิทธิพลทางจิตวิทยา (Psychological Impact) Manipulation มุ่งใช้อิทธิพลต่อ "โลกภายใน" ของอีกฝ่าย เช่น ความคิด ความเชื่อ ความตั้งใจ การรับรู้ ผู้ชักจูงจึงอาจไม่ได้สั่งให้อีกฝ่ายทำสิ่งใดโดยตรง แต่พยายามเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการภายในของอีกฝ่าย จนอีกฝ่ายลงมือทำด้วยความคิดของตนเอง ผู้ถูกชักจูงถูกมองเป็น "เครื่องมือ" สำหรับบรรลุเป้าหมาย ผู้ชักจูงปฏิบัติต่ออีกฝ่ายในฐานะ "เครื่องมือ" เพื่อให้ตนเองบรรลุเป้าหมาย เป้าหมายที่แท้จริงของผู้ชักจูง คือ ตอบสนองความต้องการของตนเอง เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่ได้คำนึงถึง ความต้องการของอีกฝ่าย ความสมัครใจของอีกฝ่าย ความปรารถนาของอีกฝ่าย ผลประโยชน์ของอีกฝ่าย ดังนั้น ผู้ถูกชักจูงจึงไม่ได้รับการปฏิบัติในฐานะมนุษย์ที่มีคุณค่าในตัวเอง แต่เป็นเพียง "เครื่องมือ" สำหรับให้ผู้ชักจูงบรรลุเป้าหมาย ความต้องการที่จะได้รับผลประโยชน์ฝ่ายเดียว (The Desire for One-Sided Gain) หลายคนเข้าใจว่า Manipulation จะต้องเป็นสถานการณ์ที่ผู้ชักจูงได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่ในความเป็นจริง อาจมีบางกรณีที่ผู้ถูกชักจูงก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน แม้ผลลัพธ์นั้นจะไม่ตรงกับความต้องการเดิมของตน ตัวอย่างเช่น บุคคล A ใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อให้สามีเลิกดื่มสุรา สุดท้าย A ได้ชีวิตครอบครัวอย่างที่ต้องการ ขณะที่สามีเองก็ได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพในระยะยาว แม้ในช่วงแรกอาจไม่ได้เต็มใจ อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตามลักษณะของ Manipulation ผู้ชักจูงส่วนใหญ่มักมี "เจตนา" เพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ การกระทำและเจตนาที่ซ่อนเร้น (The Covert Nature of the Impact) Manipulation จะประสบความสำเร็จได้ เมื่อผู้ถูกชักจูงไม่รู้ตัวว่า กำลังถูกใช้อิทธิพล จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของผู้ชักจูงคืออะไร ดังนั้น Manipulation จึงซ่อนทั้ง "วิธีการ" และ "เจตนา" แม้ในระดับจิตใต้สำนึก ผู้ถูกชักจูงอาจรู้สึกว่า "มีบางอย่างผิดปกติ" แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น Self-esteem ต่ำ พึ่งพาอีกฝ่ายทั้งทางกายและทางใจมากเกินไป จึงทำให้ไม่เชื่อสัญชาตญาณของตนเอง ไม่ยอมรับสัญญาณเตือน และปล่อยให้ตนเองตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น การใช้อิทธิพลผ่าน "จุดอ่อน" ของอีกฝ่าย (Using Psychological Force Through Human Weaknesses) ผู้ชักจูงมักใช้อารมณ์หรือความเปราะบางของอีกฝ่าย เช่น ความกลัว ความรู้สึกผิด ความไม่มั่นคง ความต้องการได้รับการยอมรับ ความเหงา เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือบิดเบือนความต้องการเดิมของผู้ถูกชักจูง การสร้างแรงจูงใจใหม่ (Motivational Introduction) Manipulation ไม่ใช่เพียงการค้นหาว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่เป็นการสร้าง "แรงจูงใจใหม่" ขึ้นมาในตัวผู้ถูกชักจูง แรงจูงใจใหม่นี้ อาจเป็น เป้าหมายใหม่ ความต้องการใหม่ เหตุผลใหม่ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จุดนี้เองที่แตกต่างจากการโน้มน้าวทั่วไป เพราะการโน้มน้าวมักอาศัยความเชื่อหรือแรงจูงใจเดิมของบุคคล แต่ Manipulation กลับสร้างแรงจูงใจใหม่ขึ้นมา เพื่อให้อีกฝ่ายเดินไปในทิศทางที่ผู้ชักจูงต้องการ ความชำนาญในการดำเนินการ (Mastery of Performance) Manipulation จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น หากผู้ชักจูงมีทักษะหรือความเชี่ยวชาญสูง เช่น บางคนอาจสังเกตอารมณ์ สีหน้า หรือจุดอ่อนทางจิตใจของผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ จนสามารถเลือกใช้คำพูดหรือวิธีการที่ทำให้อีกฝ่าย รู้สึกผิด รู้สึกกลัว ค่อย ๆ คล้อยตามความคิดของตน ดังนั้น ทักษะหรือความเชี่ยวชาญ (Skill หรือ Mastery) จึงเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้ชักจูง เพราะยิ่งมีความชำนาญมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสส่งผลกระทบต่อผู้ถูกชักจูงได้มากขึ้น Manipulation ไม่ใช่เพียงการชักจูงให้ใครเปลี่ยนการตัดสินใจ แต่เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิด ความเชื่อ ความต้องการ และแรงจูงใจของอีกฝ่าย ผ่านอิทธิพลทางจิตวิทยาอย่างแนบเนียน การเข้าใจลักษณะทั้ง 7 ประการนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้เราหวาดระแวงผู้คนรอบตัว แต่เพื่อช่วยให้เราตระหนักรู้ รับฟังสัญชาตญาณของตนเอง และมองเห็นความสัมพันธ์หรือการสื่อสารที่อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการตัดสินใจของเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

7 ลักษณะของ Manipulation คืออะไร? วิธีสังเกตการชักจูงทางจิตวิทยา

Manipulation คืออะไร? บทความนี้ชวนทำความเข้าใจ 7 ลักษณะสำคัญของการชักจูงทางจิตวิทยา ตั้งแต่การใช้อิทธิพลต่อความคิด การสร้างแรงจูงใจใหม่ ไปจนถึงการใช้จุดอ่อนของอีกฝ่าย เพื่อช่วยให้สังเกตพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อเสรีภาพในการตัดสินใจ และป้องกันการถูกชักจูงทางใจได้ดียิ่งขึ้น

Read More »
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ เรามักเห็นคำว่า Green Flag และ Red Flag อยู่บ่อยครั้ง เพื่อชวนให้กลับมาทบทวนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์นั้นเป็นสัญญาณที่ดีหรือเป็นสัญญาณเตือน หลายครั้ง สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราไม่เผลออยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ Healthy โดยไม่รู้ตัว และทำให้เรากลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าแฟนมี Red Flag เราควรไปต่อ หรือพอแค่นี้? ถ้ายังเลือกอยู่ต่อ แปลว่า ความสัมพันธ์เป็น Toxic หรือเราไม่รักตัวเองหรือเปล่า? คำตอบอาจไม่ได้เป็นเพียงการเลือกแบบขาวหรือดำเสมอไป เพราะคนที่ทำให้เราเจ็บ อาจเป็นคนเดียวกับคนที่เรารักและผูกพันมาก จนการตัดสินใจเดินออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย Red Flag ไม่ได้แปลว่า "ไม่รัก" เสมอไป ก่อนจะรีบตัดสินใจว่าเราควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ลองชวนมองพฤติกรรมที่เราเรียกว่า Red Flag ในอีกมุมหนึ่ง หลายครั้ง พฤติกรรมเหล่านี้อาจ ไม่ใช่สัญญาณว่าอีกฝ่ายไม่รัก แต่อาจเป็น วิธีที่เขาใช้รับมือกับความรู้สึกไม่มั่นคงเล็ก ๆ ภายในใจ เพราะเมื่อเรารักและให้ความสำคัญกับใครมาก ๆ ความกลัว การไม่มั่นใจ หรือความไม่รู้ว่าจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองอย่างไร ก็อาจเกิดขึ้นได้ สุดท้ายหลายคนจึงเลือกใช้วิธีที่เคยเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต เพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย แม้ว่าวิธีนั้นจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจก็ตาม ตัวอย่าง Red Flag ที่อาจซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ ขี้หึงมาก คอยเช็กทุกอย่าง จนเราไม่มีพื้นที่ส่วนตัว ภายใต้พฤติกรรมนี้ อาจมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เช่น กลัวว่าจะไม่ได้รับความรัก ไม่เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง ยากที่จะเชื่อว่ามีคนรักและเห็นคุณค่าในตัวเขาจริง ๆ รู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ จึงพยายามหาความชัดเจน เพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายยังอยู่กับตนจริง ๆ เวลาทะเลาะกัน มักเงียบ หายไป หรือปล่อยให้เราเผชิญปัญหาคนเดียว ภายใต้พฤติกรรมนี้ อาจมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เช่น การอยู่กับอารมณ์ด้านลบเป็นเรื่องน่ากลัว เมื่ออีกฝ่ายไม่พอใจ จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ หรือกำลังถูกตัดสิน การถอยออกมา หลบ หรือเงียบ จึงกลายเป็นวิธีที่ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น บางคนอาจรอให้อารมณ์ของทั้งสองฝ่ายสงบก่อน แล้วค่อยกลับมาพูดคุย โดยไม่อยากหยิบเรื่องเดิมมาทำร้ายกันซ้ำ โกรธง่าย ประชดประชัน หรือพูดตำหนิอีกฝ่าย เช่น "เธอเป็นแฟนที่แย่มาก" ภายใต้คำพูดหรือพฤติกรรมเหล่านี้ อาจมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เช่น กลัว รู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกเข้าใจ รู้สึกว่าไม่มีความสำคัญ บางครั้ง ความโกรธเป็นอารมณ์ที่ทำให้เรารู้สึกมีพลัง จึงถูกใช้เพื่อให้อีกฝ่ายหันมารับรู้ความเจ็บปวดของเรา จนแสดงออกเป็นการประชด การตำหนิ หรือการพูดรุนแรง เพราะหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลง หรือหยุดทำสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บ แต่อย่าลืมมองผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวเรา แม้เราจะเข้าใจที่มาของพฤติกรรมเหล่านั้นได้มากขึ้น แต่อีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของเรา เช่น ทุกครั้งที่อีกฝ่ายขี้หึง เราอาจรู้สึกอึดอัด ไม่มีอิสระ หรือรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อใจเรา ทุกครั้งที่อีกฝ่ายเงียบหาย เราอาจรู้สึกโดดเดี่ยว และเริ่มคิดว่า "เขาไม่แคร์เรา" ทุกครั้งที่อีกฝ่ายใช้คำพูดรุนแรง เราอาจเริ่มเจ็บปวด สงสัยในคุณค่าของตัวเอง และตีความว่าอีกฝ่ายไม่รักหรือไม่เห็นความสำคัญของเรา เมื่อเราตีความเช่นนี้ ความรู้สึกไม่มั่นคงในใจของเราก็อาจเพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อทั้งคู่ต่างรับมือกับความไม่มั่นคงในแบบของตัวเอง เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกไม่มั่นคง แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเผชิญอะไรอยู่ภายในใจ ต่างคนจึงเลือกใช้วิธีที่ตัวเองคุ้นเคย บางคนพยายามเข้าหา ต่อว่า เรียกร้อง หรือแสดงความไม่พอใจ ขณะที่อีกคนเลือกถอย เงียบ หายไป หรือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แม้พฤติกรรมจะต่างกัน แต่ลึก ๆ ข้างใน ทั้งสองฝ่ายอาจกำลังรู้สึกคล้ายกัน เช่น ฉันดีไม่พอ ฉันไม่มีคุณค่า ฉันไม่สำคัญ ฉันถูกตัดสิน จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างกระตุ้นความไม่มั่นคงของกันและกัน จนเกิดเป็นวงจรที่ทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหินขึ้นเรื่อย ๆ การเข้าใจ ไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับทุกอย่าง หากเราค่อย ๆ สังเกตและทำความเข้าใจว่า ภายใต้พฤติกรรมที่เราเรียกว่า Red Flag อาจมีความกลัวหรือความรู้สึกไม่มั่นคงซ่อนอยู่ เราอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยมากขึ้นให้อีกฝ่าย กล้าที่จะเผชิญหน้ากับอารมณ์ของตัวเอง และเรียนรู้วิธีรับมือแบบใหม่ที่ไม่ทำร้ายความสัมพันธ์เหมือนเดิม เมื่อความสัมพันธ์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายก็อาจลดการป้องกันตัวเองลง และเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงต่อกันได้มากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการของการเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน แต่การเป็นพื้นที่ปลอดภัย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยที่เราไม่หวั่นไหวกับพฤติกรรมบางอย่างของอีกฝ่าย ไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกัน การที่เรารู้สึกไม่มั่นคงจากพฤติกรรมของอีกฝ่าย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ หรือดีไม่พอ เพราะเมื่อเรารักและแคร์ใครมาก ๆ เราก็ย่อมเปราะบางทางความรู้สึกได้เป็นธรรมดา หากทั้งสองฝ่ายยังอยากเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อ Couple Therapy อาจเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่ช่วยให้ทั้งคู่เข้าใจทั้งตัวเองและอีกฝ่ายมากขึ้น ผ่านการทำความเข้าใจที่มาของพฤติกรรมต่าง ๆ เรียนรู้การสื่อสารความต้องการที่แท้จริงโดยไม่ทำร้ายกัน และค่อย ๆ สร้างความปลอดภัยในความสัมพันธ์ร่วมกัน สุดท้ายแล้ว Red Flag ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสัมพันธ์ Red Flag ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าเราควรไปต่อหรือพอแค่นี้ แต่มันอาจเป็นคำถามที่ชวนให้เรากลับมาถามทั้งตัวเองและคนรักว่า "เราทั้งคู่ยังอยากเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันไหม?" เพราะคงไม่มีใครตั้งใจอยากเป็น Red Flag ของคนที่ตัวเองรัก และความสัมพันธ์ก็เป็นงานของคนสองคน ที่ต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กัน แต่หากวันหนึ่ง เราหรืออีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่พร้อมจะเผชิญและเติบโตไปด้วยกัน การเลือกถอยออกมาจากความสัมพันธ์ ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่เรามีสิทธิ์เลือกได้เสมอ

Red Flag ในความสัมพันธ์ ควรไปต่อหรือพอแค่นี้?

แฟนมี Red Flag แปลว่าควรเลิกทันทีหรือไม่? บทความนี้ชวนมองพฤติกรรม Red Flag ในอีกมุมหนึ่ง ทำความเข้าใจที่มาของความรู้สึกไม่มั่นคง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย และสำรวจว่าความสัมพันธ์ยังมีพื้นที่ให้เรียนรู้ เติบโต และสร้างความปลอดภัยร่วมกันได้หรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้

Read More »
หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคว่า “ถ้าคนที่ใช่ ทุกอย่างจะง่าย” จนกลายเป็นภาพจำของความสัมพันธ์ที่ดี ว่าควรเข้าใจกันได้เสมอ คิดเหมือนกัน มีเป้าหมายตรงกัน และไม่ค่อยมีปัญหาหรือความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ก่อนจะเชื่อเช่นนั้น ลองชวนตัวเองตั้งคำถามสักนิดว่า... คำว่า “ง่าย” ที่เราคาดหวังนั้น หมายถึงอะไร? อาจเป็นการเข้ากันได้ดีในเรื่องไลฟ์สไตล์ ความคิด หรือความชอบ อาจเป็นการมีเป้าหมายในชีวิตที่สอดคล้องกัน หรืออาจหมายถึงการไม่รู้สึกแย่ในความสัมพันธ์เลย หากคำว่า “ง่าย” หมายถึง “ไม่มีปัญหาอะไรเลย” เราอาจกำลังมองเพียงด้านเดียวของความสัมพันธ์อยู่ก็ได้ เมื่อความสัมพันธ์เดินทางต่อไป ความไม่เหมือนกันย่อมปรากฏ เมื่อเวลาผ่านไป หลายคู่ต้องเผชิญกับความขัดแย้ง หรือพบว่ามุมมองและภาพอนาคตของตนเริ่มไม่ตรงกัน เช่น คนหนึ่งอยากมีลูก แต่อีกคนไม่อยากมี คนหนึ่งพร้อมแต่งงาน แต่อีกคนยังไม่พร้อม คนหนึ่งอยากทำตามความฝัน แต่อีกคนคาดหวังให้รับผิดชอบครอบครัวมากขึ้น นอกจากเรื่องเป้าหมายชีวิตแล้ว การเติบโตในแบบที่แตกต่างกันก็อาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน สิ่งที่เคยชอบร่วมกันอาจชอบน้อยลง ความฝันที่เคยมีร่วมกันอาจมีรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามา เวลาที่เคยมีให้กันมาก อาจลดน้อยลงตามภาระชีวิตที่เพิ่มขึ้น ประสบการณ์และบทบาทในชีวิตที่เปลี่ยนไป อาจทำให้แต่ละคนเริ่มมองโลกต่างจากเดิม เมื่อความไม่เข้าใจกระทบความรู้สึกข้างใน โจทย์เหล่านี้อาจไม่ได้สร้างเพียงความเห็นต่าง แต่ยังอาจกระตุ้นความรู้สึกไม่มั่นคงบางอย่างในใจของแต่ละคนขึ้นมา เมื่อเริ่มมองต่างมุม หรือให้ความสำคัญกับคนละเรื่อง บางคนอาจเริ่มมีความคิดว่า เขาไม่แคร์เราแล้ว เสียงของเราไม่มีความหมาย ความรู้สึกของเราไม่สำคัญ เราต้องฝืนตัวเองอยู่เรื่อย ๆ เราดีไม่พอที่จะได้รับคุณค่าและความสำคัญจากอีกฝ่าย เมื่อความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้น ความรู้สึกปลอดภัยและความไว้วางใจในความสัมพันธ์อาจเริ่มสั่นคลอน และถูกแทนที่ด้วยความไม่มั่นคงในใจ เรารับมือกับความไม่มั่นคงต่างกัน เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย เรามักหยิบวิธีรับมือที่คุ้นเคยขึ้นมาใช้โดยอัตโนมัติ บางคนพยายามเข้าหาอีกฝ่ายมากขึ้น ต้องการการยืนยันว่าตนยังสำคัญและยังได้รับความรักอยู่ แต่ยิ่งพยายามสื่อสารหรือเรียกร้องมากเท่าไร อีกฝ่ายอาจยิ่งรู้สึกกดดัน จนเกิดความไม่เข้าใจกันมากขึ้น ในขณะที่บางคนเลือกเก็บความรู้สึกเอาไว้ เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่มีเหตุผล หรือกลัวว่าการเปิดเผยความรู้สึกจะทำให้สถานการณ์แย่ลง แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังคงอยู่ จนอาจกลายเป็นความเหนื่อยล้า การถอยห่าง หรือการสร้างกำแพงเพื่อป้องกันตัวเอง เมื่อแต่ละฝ่ายต่างพยายามรับมือในแบบของตนเอง แต่กลับรู้สึกเข้าใจกันน้อยลงเรื่อย ๆ หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า “ถ้าคนที่ใช่ มันจะง่ายกว่านี้ไหม?” ความยากอาจไม่ได้เกิดจากการไม่รักกัน ความยากที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์หลายครั้ง ไม่ได้เกิดจากการไม่แคร์กัน หรือรักกันไม่มากพอ แต่อาจเกิดจากการที่เราถูกกระตุ้นให้รู้สึกไม่มั่นคง และต่างฝ่ายต่างพยายามรับมือกับความรู้สึกนั้นด้วยวิธีที่ตัวเองคุ้นเคย จนลืมหยุดมองว่า ความแตกต่างของมุมมองและความต้องการนั้นมีที่มาอย่างไร สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายไม่เห็นคุณค่าเรา หรือเราไม่สำคัญ แต่อาจมีรากมาจากประสบการณ์ในอดีต วิธีการเติบโต หรือความเชื่อที่แต่ละคนมีต่อชีวิต ความรัก และความสัมพันธ์ สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ยากขึ้นจึงอาจไม่ใช่ “ความไม่เข้าใจกัน” แต่เป็นการที่เราต่างคนต่างเผชิญกับความไม่เข้าใจนั้นเพียงลำพัง และปล่อยให้อีกฝ่ายจมอยู่กับการตีความของตัวเอง ความง่ายของความสัมพันธ์อาจไม่ใช่การไม่มีความขัดแย้ง ในอีกมุมหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่ “ง่าย” อาจไม่ได้หมายถึงการที่เราคิดเหมือนกันทุกเรื่อง หรือไม่เคยมีปัญหากันเลย แต่อาจหมายถึง แม้เราจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เรายังคงเลือกหันกลับมาหากัน ยังรับรู้ว่ามีกันและกันอยู่ และมองความขัดแย้งนั้นเป็น “โจทย์ของเรา” มากกว่าจะเป็น “ความผิดของใครคนหนึ่ง” เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีพื้นที่กลับมาทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของตัวเองและของอีกฝ่าย แล้วค่อย ๆ หาทางออกไปด้วยกัน เพราะการมีใครสักคนอยู่เคียงข้างในวันที่ต้องเผชิญเรื่องยาก อาจทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง และทำให้โจทย์นั้น “ง่ายขึ้น” ได้ สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะไม่เผลอใช้อารมณ์ หากเราเผชิญกับความรู้สึกไม่มั่นคง กลไกป้องกันตัวเองย่อมทำงานเป็นเรื่องธรรมชาติ และบางครั้งเราอาจเผลอตอบสนองกันด้วยอารมณ์ แต่สิ่งสำคัญคือ หลังจากนั้น เราจะกลับมาทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของกันและกันอย่างไร การหันมาสังเกตความรู้สึกของตัวเอง และพูดคุยกันด้วยจุดประสงค์ที่อยากเข้าใจกัน จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นรูปแบบการตอบสนองของตัวเองและของอีกฝ่ายได้ชัดเจนขึ้น และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกลับมาเป็น “ทีมเดียวกัน” อีกครั้ง บางครั้งที่มาของความรู้สึกไม่มั่นคงอาจไม่ได้เกิดจากความสัมพันธ์ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่อาจเชื่อมโยงกับประสบการณ์บางอย่างในอดีตที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา การทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการดูแลทั้งตัวเองและความสัมพันธ์

คนที่ใช่ อะไรๆ ก็ง่าย จริงหรือ? เมื่อความสัมพันธ์ไม่ได้ง่ายเพราะไม่มีปัญหา

“ถ้าคนที่ใช่ ทุกอย่างจะง่าย” อาจไม่ใช่เพราะเราไม่เคยมีปัญหาหรือความขัดแย้ง แต่เป็นเพราะเรายังเลือกหันกลับมาทำความเข้าใจและเผชิญปัญหาไปด้วยกัน ชวนสำรวจความไม่มั่นคงในใจ ความแตกต่างของมุมมอง และสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์รู้สึกยากขึ้นกว่าที่คิด।

Read More »
ในวันที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าทางใจ หมดพลัง หรือรู้สึกว่าชีวิตขาดความสดใส หลายคนอาจพยายามมองหาวิธีเติมพลังให้ตัวเองอีกครั้ง หนึ่งในแนวคิดทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ คือ “Flow” หรือ สภาวะลื่นไหลและเพลิดเพลินกับสิ่งที่กำลังทำ ซึ่งอาจช่วยให้เรากลับมารู้สึกเชื่อมโยงกับชีวิตและตัวเองได้อีกครั้ง Flow State คืออะไร Flow คือภาวะที่เรา “จดจ่อ” และ “ให้ความสนใจ” กับกิจกรรมบางอย่างอย่างเต็มที่ จนบางครั้งเราอาจลืมเช็กโทรศัพท์ ลืมดูเวลา หรือไม่ทันสังเกตว่าหลายชั่วโมงผ่านไปแล้ว หลายคนอาจเคยสัมผัส Flow โดยไม่รู้ตัว เช่น วาดรูป เขียนงาน เล่นดนตรี ทำอาหาร ทำสวน อ่านหนังสือ หรือทำงานที่รู้สึกอินมาก ๆ จนไม่อยากลุกไปไหน สิ่งสำคัญคือ Flow ไม่ได้เกิดจากการ “หนี” ชีวิต แต่เกิดจากการที่ “เราได้เข้ามามีส่วนร่วมกับชีวิตอย่างเต็มที่” 3 เงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้เกิดภาวะ Flow 1. Mastery: ทำสิ่งที่ท้าทายพอดีกับตัวเอง ตามแนวคิด Flow Theory ของ Mihaly Csikszentmihalyi (1975) เรามักเข้าสู่ภาวะ Flow ได้ดีที่สุด เมื่อ ความท้าทายของงาน (Task Difficulty) สอดคล้องกับความสามารถของเรา (User Capability) หากงานยากเกินกว่าความสามารถที่มีอยู่ เราอาจรู้สึกกังวล เครียด กดดัน ตัวอย่างเช่น เพิ่งเริ่มเล่นกีตาร์ แต่ต้องขึ้นเวทีคอนเสิร์ต อ่านงานวิจัยที่ซับซ้อนมาก ทั้งที่ยังไม่มีพื้นฐาน ในทางกลับกัน หากงานง่ายเกินไป เราอาจเกิดความรู้สึก เบื่อ ขาดแรงจูงใจ ตัวอย่างเช่น เล่นเกมเดิมซ้ำ ๆ ทำงานเดิมทุกวันจนชำนาญมากแล้ว ภาวะ Flow จึงมักเกิดขึ้นในพื้นที่ตรงกลาง ระหว่าง “ความท้าทาย” และ “ความสามารถ” 2. Meditation: ให้ความสนใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีสมาธิจดจ่อเป็นหัวใจสำคัญของการเกิด Flow ดังนั้น ลองสร้างช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่มีอะไรมาดึงความสนใจของเรา เช่น ปิดการแจ้งเตือน วางโทรศัพท์ให้ไกลตัว อยู่กับสิ่งที่กำลังทำสัก 25–30 นาที การให้ความสนใจกับสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มที่ อาจช่วยให้เราเข้าถึงประสบการณ์ของ Flow ได้ง่ายขึ้น 3. Mattering: ทำสิ่งที่มีความหมาย Flow อาจเริ่มต้นจากความสนุก ความชอบ หรือความสนใจ แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากกลับไปทำซ้ำ มักเป็น “ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นมีความหมาย” เช่น สะท้อนคุณค่าที่เราเชื่อ ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยให้เติบโตไปในทิศทางที่สำคัญกับชีวิต เมื่อกิจกรรมนั้นเชื่อมโยงกับคุณค่าภายในของเรา เรามักมีแรงจูงใจที่จะกลับไปทำมันอีกครั้ง Flow อาจเป็นหนึ่งในทางออกของความอิดโรยทางใจ การออกจากความเหนื่อยล้าหรือความอิดโรยทางใจ อาจไม่ได้หมายถึงการพยายามทำให้ตัวเองมีความสุขตลอดเวลา แต่เป็นการค่อย ๆ กลับมามีส่วนร่วมกับชีวิต ผ่าน การทำสิ่งที่สอดคล้องกับความสามารถของตัวเอง การจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า การทำสิ่งที่รู้สึกว่ามีความหมาย และเราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอไป บางครั้ง การกลับไปทำสิ่งที่เคยชอบ สิ่งที่เคยทำแล้วลืมเวลา หรือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า “นี่คือตัวเรา” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เรากลับมารู้สึกมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

Flow State คืออะไร? วิธีกลับมาฟื้นพลังใจในวันที่หมดแรง

Flow State คือสภาวะที่เราจดจ่อและมีส่วนร่วมกับสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่ ช่วยให้รู้สึกมีพลัง มีความหมาย และเชื่อมโยงกับชีวิตอีกครั้ง เรียนรู้ 3 เงื่อนไขสำคัญของ Flow เพื่อค่อย ๆ ฟื้นพลังใจจากความเหนื่อยล้าและความอิดโรยทางใจ

Read More »
เคยไหม... ช่วงที่ชีวิตไม่ได้มีปัญหาใหญ่ ไม่ได้เศร้าจนทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุข มีพลัง หรือรู้สึกตื่นเต้นกับการใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมา สภาวะนี้ในทางจิตวิทยาถูกเรียกว่า “Languishing” หรือ สภาวะอิดโรยทางใจ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกเฉย ๆ ว่างเปล่า และขาดความเชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเอง สภาวะอิดโรยทางใจ (Languishing) คืออะไร? Languishing คือสภาวะที่บุคคลรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจ รู้สึกว่าชีวิตขาดความสดใสหรือความหมาย แม้จะไม่ได้ทุกข์ใจรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตอย่างมากก็ตาม ลักษณะที่อาจพบได้ เช่น รู้สึกเหนื่อยหน่ายหรืออิดโรยทางใจ ไม่ได้ทุกข์จนกระวนกระวายใจหรือรบกวนการนอนหลับ ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขหรือมีชีวิตที่ดี รับรู้เป้าหมายหรือความฝันในชีวิตได้ไม่ชัดเจน หากมองเป็นภาพรวมของสุขภาวะทางใจ อาจเปรียบเทียบได้ดังนี้ Depression (ภาวะซึมเศร้า) รู้สึกสิ้นหวัง รู้สึกไร้คุณค่า หมดแรงใจ Languishing (สภาวะอิดโรยทางใจ) ไม่ได้ทุกข์อย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุข Flourishing (ภาวะเบ่งบานทางใจ) มีพลังในการใช้ชีวิต รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย เชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเอง สาเหตุที่อาจทำให้เกิดสภาวะอิดโรยทางใจ 1. ความเครียดสะสม (Chronic Stress & Burnout) เมื่อเราเผชิญกับความเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน สมองอาจพยายามปกป้องตัวเองด้วยการลดความไวต่ออารมณ์ ผลลัพธ์คือ เราอาจไม่ได้รู้สึกทุกข์อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกตื่นเต้น มีพลัง หรือมีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ เหมือนเดิม 2. ขาดความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ (Lack of Meaningful Connection) การมีคนอยู่รอบตัวหรือมีเพื่อนจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกเชื่อมโยงกับคนเหล่านั้นอย่างแท้จริงเสมอไป แม้ปัจจุบันเราจะสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา แต่หลายคนกลับมีพื้นที่สำหรับบทสนทนาที่ลึกซึ้งน้อยลง หรือมีโอกาสพูดคุยในแบบที่ทำให้รู้สึกว่า “มีคนเข้าใจเรา” น้อยลงเช่นกัน 3. การต้องสนใจหลายอย่างพร้อมกัน (Fragmented Attention) สมองของเราทำงานได้ดีที่สุดเมื่อสามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง แต่ในชีวิตประจำวัน เรามักต้องสลับความสนใจไปมาระหว่างงาน ข้อความ การแจ้งเตือน และข้อมูลจำนวนมากตลอดทั้งวัน เมื่อความสนใจถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็ก ๆ อยู่เสมอ เราจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะได้ดื่มด่ำกับสิ่งที่กำลังทำ หรือได้อยู่กับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 4. ชีวิตประจำวันที่ซ้ำเดิมและไม่ท้าทาย (Monotonous Routine) เมื่อชีวิตดำเนินไปในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ไม่มีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้ ไม่มีเป้าหมายใหม่ ไม่มีโอกาสได้ลองประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป ความรู้สึกตื่นตัว ความกระตือรือร้น และพลังในการใช้ชีวิตจึงอาจค่อย ๆ ลดลง การอยู่ในภาวะ Languishing ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ Languishing ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว และไม่ได้หมายความว่าเรากำลังป่วยทางจิตเสมอไป บางครั้ง มันอาจเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่เรารู้สึกว่างเปล่า ขาดความกระตือรือร้น หรือไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพราะมนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีความสุขตลอดเวลา และก็ไม่ได้จำเป็นต้องทุกข์ตลอดเวลาเช่นกัน สิ่งสำคัญคือการหันกลับมาสังเกตตัวเอง รับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไร และลองทำความเข้าใจว่าความรู้สึกเหล่านั้นกำลังสื่อสารอะไรกับเรา

สภาวะอิดโรยทางใจ (Languishing) คืออะไร? เมื่อเราไม่ได้ทุกข์ แต่ก็ไม่ได้มีความสุข

Languishing หรือ “สภาวะอิดโรยทางใจ” คือช่วงเวลาที่เราไม่ได้ทุกข์รุนแรง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุข มีพลัง หรือมีความหมายในการใช้ชีวิต บทความนี้ชวนทำความเข้าใจสภาวะดังกล่าว พร้อมสำรวจสาเหตุที่อาจทำให้เรารู้สึกเฉยชา ว่างเปล่า และขาดความเชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเอง

Read More »
หลายครั้ง เวลาพูดถึง “การให้อภัยตัวเอง” คนมักเข้าใจว่าเป็นการปล่อยผ่าน หรือยกโทษให้ตัวเองแบบไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่จริง ๆ แล้ว การให้อภัยตัวเอง (Self-Forgiveness) คือการค่อย ๆ กลับมายอมรับและเผชิญกับความผิดพลาดของตัวเอง พร้อมกับค่อย ๆ ปล่อยตัวเองออกจากการตำหนิหรือโทษตัวเองซ้ำ ๆ การให้อภัยตัวเอง จึงไม่ได้แปลว่า “การปล่อยให้ตัวเองพ้นผิด” แต่คือการยอมรับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมรักษาความรู้สึกที่ดีและคุณค่าในตัวเองเอาไว้ ทำไมบางคนจึงให้อภัยตัวเองไม่ได้? งานของ Woodyatt และคณะ ได้พูดถึงลักษณะร่วมของคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ และพบว่ามักมีปัจจัยสำคัญบางอย่างร่วมกัน 1. ยังรับรู้เหตุการณ์ในอดีตราวกับว่ายังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน (Past-as-present) บางคนยังคงรู้สึกว่า ความผิดพลาดในอดีตยัง “สดใหม่” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ความทรงจำ อารมณ์ หรือผลกระทบของเหตุการณ์นั้น จนเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ดังนั้นคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักคิดถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ และยังคงได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดนั้นอยู่เสมอ ขณะที่คนที่ให้อภัยตัวเองได้ จะค่อย ๆ เปลี่ยนจุดสนใจไปยัง “อนาคต” และเริ่มปล่อยวางเรื่องราวในอดีตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้อภัยตัวเองไม่ได้หมายความว่า “จะไม่รู้สึกทางลบอีกเลย” แต่คือการไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นเข้ามาครอบงำชีวิตทั้งหมด 2. สับสนระหว่าง “ตัวเราผิด” กับ “ความผิดพลาดไม่ได้หมายถึงตัวตนทั้งหมดของเรา” คนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักโทษตัวเองอย่างรุนแรง และเต็มไปด้วยประโยคว่า “ถ้าวันนั้นทำได้ดีกว่านี้…” “ถ้าเลือกอีกแบบ…” หลายครั้งพวกเขาพยายามหลีกหนี “ความรู้สึกผิด” ด้วยการบอกตัวเองว่า “มันไม่ใช่ความผิดของฉันทั้งหมด” แต่ลึก ๆ ยังเชื่อว่าตัวเองควรทำได้ดีกว่านั้นอยู่เสมอ ในทางกลับกัน คนที่ให้อภัยตัวเองได้ มักค่อย ๆ เข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีข้อบกพร่อง และการให้อภัยตัวเอง ไม่ได้แปลว่าไม่รับผิดชอบ แต่คือการยอมรับข้อบกพร่อง โดยไม่ตัดสินคุณค่าของตัวเองทั้งหมดจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว รวมทั้งเข้าใจว่าบางเหตุการณ์มีข้อจำกัดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมทำให้สามารถมองสถานการณ์ได้สมจริงขึ้น แทนที่จะโทษตัวเองทั้งหมด 3. ความกังวลต่อ “ตัวตนทางสังคม” และศีลธรรม บางครั้ง ความผิดพลาดไม่ได้กระทบแค่เหตุการณ์ แต่กระทบถึง “ภาพของตัวเอง” ที่เราอยากเป็น เช่น คนที่ให้คุณค่ากับ “ความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์” อาจรู้สึกสั่นคลอนอย่างมาก หากตัวเองเคยนอกใจ หรือทำผิดกับความสัมพันธ์ เมื่อ “สิ่งที่เกิดขึ้น” ไม่สอดคล้องกับ “ภาพที่เราเชื่อว่าเราเป็น” ตัวตนของเราจึงอาจถูกสั่นคลอน และเกิดทั้ง ความโกรธตัวเอง ความเสียใจ ความรังเกียจตัวเอง คนที่ให้อภัยตัวเองได้ มักเริ่มจากการยอมรับว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นจริง เปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้รู้สึกกับอารมณ์ทางลบเหล่านั้น และค่อย ๆ แยก “ตัวเองในอดีต” ออกจาก “ตัวเองในปัจจุบัน” จนสามารถบอกตัวเองได้ว่า “วันนี้ฉันไม่ใช่คนเดิมทั้งหมดกับวันที่เคยทำผิด ฉันยังเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองได้” และค่อย ๆ กลับมายึดโยงกับคุณค่าที่สำคัญกับตัวเองอีกครั้ง เพราะ “คนที่เคยทำผิด” และ “คนที่ยังอยากใช้ชีวิตตามคุณค่าเดิม” สามารถอยู่ร่วมกันได้ในตัวเรา 4. วิธีรับมือกับความรู้สึกทางลบที่แตกต่างกัน ความแตกต่างสำคัญของคนที่ให้อภัยตัวเองได้ กับคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักอยู่ที่ “วิธีเผชิญกับความรู้สึกทางลบ” คนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักพยายามหลีกเลี่ยงความรู้สึกแย่ กดอารมณ์ ทำตัวให้ยุ่ง ตำหนิตัวเองซ้ำ ๆ และอยากลืมเหตุการณ์นั้นให้เร็วที่สุด ซึ่งแม้ในระยะสั้นจะดูเหมือนดีขึ้น แต่ความรู้สึกผิดมักย้อนกลับมาอีกครั้ง ขณะที่คนที่ให้อภัยตัวเองได้ จะค่อย ๆ ทบทวนตัวเอง อยู่กับอารมณ์ พูดคุยกับตัวเองและคนอื่น รวมทั้งสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้ช่วงแรกอาจไม่สบายใจ แต่ในระยะยาว อารมณ์ทางลบจะไม่ครอบงำชีวิตทั้งหมด “การยอมรับ โดยไม่หลีกหนี” อาจเป็นหัวใจสำคัญของการให้อภัยตัวเอง หากมองภาพรวมทั้งหมด ความแตกต่างสำคัญของคนที่ให้อภัยตัวเองได้ กับคนที่ยังติดอยู่กับความผิดพลาด อาจไม่ใช่การ “ลืม” สิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือการค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะ “ยอมรับ โดยไม่หลีกหนี” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา กระบวนการเรียนรู้ และการทำความเข้าใจความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ท้ายที่สุด ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะเล็กหรือใหญ่ การให้อภัยตัวเองอาจเริ่มต้นจากการยอมรับ เรียนรู้ เปลี่ยนแปลง และให้โอกาสตัวเองได้เติบโตจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น อ้างอิง: Woodyatt, L., et al. (2025). Self-forgiveness and the process of working through personal wrongdoing.

ทำไม “การให้อภัยตัวเอง” (Self-Forgiveness) จึงเป็น “เรื่องยาก” สำหรับบางคน

ทำความเข้าใจว่า ทำไมการให้อภัยตัวเองจึงยาก ผ่านแนวคิด Self-Forgiveness ในทางจิตวิทยา พร้อมสำรวจความรู้สึกผิด การโทษตัวเอง และวิธีค่อย ๆ กลับมาอยู่กับตัวเองอย่างอ่อนโยน

Read More »
เวลาที่เราเจอกับความรู้สึกไม่สบายใจ เครียด ผิดหวัง หรือกังวล เรามักรับมือกับมันอย่างไร? บางคนรีบทักหาใครสักคนทันที บางคนไถโซเชียลเพื่อให้ลืมความรู้สึกนั้น หรือบางคนทำงานหนักขึ้น กินเยอะขึ้น เพื่อกลบอารมณ์ที่เกิดขึ้น ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้อาจเรียกว่า “Emotional Outsourcing” หรือการที่เราพึ่งพาคนอื่น สิ่งแวดล้อม หรือการตอบสนองจากภายนอก เพื่อช่วยจัดการอารมณ์ของตัวเอง อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาคนอื่นในความสัมพันธ์ที่ดีและปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมนุษย์สามารถช่วยกันประคับประคองอารมณ์กันได้ สิ่งนี้เรียกว่า Co-regulation ซึ่งเป็นการได้รับความสงบหรือความมั่นคงทางใจผ่านความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย แต่ Emotional Outsourcing แตกต่างออกไป เพราะเป็นการเลือกที่จะ พึ่งพาเฉพาะปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้กลับมาอยู่กับความรู้สึกของตัวเองเลย จนเมื่อเจอสถานการณ์ยากลำบาก เราอาจดูแลอารมณ์ของตัวเองได้ยากขึ้น สัญญาณที่อาจบอกว่า เรากำลังให้คนอื่น “จัดการ รับมือ หรือรับผิดชอบ” ความรู้สึกของเรา 1. ความรู้สึกของเรา ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของคนอื่นเสมอ ถ้าเขาตอบเร็ว → เราสบายใจ ถ้าเขาเงียบ → เรากังวล ถ้ามีคนชื่นชม → เรารู้สึกมีคุณค่า ถ้าไม่มีใครเห็นด้วย → เราไม่มั่นใจในตัวเอง การตอบสนองของคนอื่นย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของเราได้ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ เมื่อความรู้สึกของเราถูกควบคุมโดยปฏิกิริยาของคนอื่นเป็นหลัก 2. เมื่อรู้สึกไม่โอเค สิ่งแรกที่ทำคือรีบติดต่อหาใครสักคนทันที การอยากระบายให้คนที่ไว้ใจฟัง ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าเรา ไม่สามารถอยู่กับความรู้สึกของตัวเองได้แม้เพียงช่วงสั้น ๆ และต้องรีบหาคนมาช่วย “ดับอารมณ์” ทันที อาจเป็นสัญญาณของ Emotional Outsourcing เพราะเมื่ออีกฝ่ายตอบกลับเร็ว เราอาจใจเย็นลง แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ว่าง ความรู้สึกอาจยิ่งท่วมท้น สับสน หรือควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น 3. ต้องการการยืนยันจากคนอื่นอยู่เสมอ หลายครั้งเรารู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อมีใครบอกว่า “แบบนี้โอเคแล้ว” “เธอทำถูกแล้ว” “ไม่ได้เย็นชา” แต่บางครั้ง สิ่งที่เรากำลังมองหาอาจไม่ใช่เพียงความคิดเห็น หากเป็น การยืนยันคุณค่าและความมั่นใจในตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น จนทำให้เราไม่สามารถเชื่อความรู้สึก หรือการตัดสินใจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ 4. เมื่อความสัมพันธ์มีปัญหา ชีวิตด้านอื่นได้รับผลกระทบไปทั้งหมด ทะเลาะกับแฟน → ทำงานไม่ได้ เพื่อนเงียบใส่ → นอนไม่หลับ มีปัญหากับครอบครัว → ไม่มีสมาธิเรียนหรือทำงาน จนบางครั้ง เราอาจเผลอมองว่าคนที่อยู่ในความสัมพันธ์นั้น ไม่ได้เป็นเพียง “คนคอยสนับสนุน” หรือ “คนให้กำลังใจ” แต่กลายเป็น แหล่งความมั่นคงทางใจทั้งหมดของเรา เราจะเริ่มกลับมา “จัดการ รับมือ หรือรับผิดชอบ” ความรู้สึกของตัวเองได้อย่างไร? 1. หยุดอยู่กับตัวเองสั้น ๆ ก่อนหันไปหาคนอื่น ครั้งต่อไปที่รู้สึกไม่ดี ลองหยุดสัก 5 นาที แล้วถามตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่กันแน่? เราอยากให้ใครช่วยจริง ๆ หรือกำลังพยายามหนีความรู้สึกนี้? 2. ฝึกตั้งชื่ออารมณ์ของตัวเอง แทนที่จะบอกเพียงว่า “ไม่โอเค” ลองลงรายละเอียดให้มากขึ้น เช่น กังวล ผิดหวัง เหงา เคว้ง กลัว เศร้า การเรียกชื่ออารมณ์อย่างชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับอารมณ์ได้ดีขึ้น เพราะเรารู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นในใจของเรา 3. สร้าง “คู่มือการรับมืออารมณ์” ของตัวเอง ลองหากิจกรรม 2–3 อย่าง ที่ช่วยให้ตัวเองรู้สึกสงบขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งใครทันที เช่น เขียน Journal, หายใจช้า ๆ, วิ่ง, ฟังเพลง, อาบน้ำ หรือดูแลตัวเอง รวมทั้งทำงานอดิเรกที่ชอบ ที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับอารมณ์ได้ในแบบของเราเอง 4. สังเกตตัวเองโดยไม่ตัดสิน เมื่อรู้สึกอยากรีบหาใครสักคน ให้ลองถามตัวเองเบา ๆ ว่า “ตอนนี้เรากำลังอยากแชร์ความรู้สึก” หรือ “เรากำลังต้องการให้ใครช่วยทำให้อารมณ์ของเราสงบลง” คำถามเหล่านี้อาจช่วยให้เราเห็นว่า ตอนนี้เรากำลังอยากพึ่งพาคนอื่น หรือกำลังฝากให้อารมณ์ด้านลบของตัวเองได้รับการจัดการจากคนอื่นอยู่หรือไม่ การที่เราได้กลับมาเห็น pattern ของตัวเองมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถตระหนัก และกลับมาจัดการอารมณ์ของตัวเองอย่างเหมาะสมได้ง่ายขึ้น สุดท้ายนี้ การเรียนรู้ดูแลอารมณ์ตัวเอง ไม่ได้แปลว่าต้องเข้มแข็งตลอดเวลา การต้องการให้ใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เราอ่อนแอ เป็นเรื่องปกติ เพราะความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรับมือทุกอย่างเพียงลำพัง แต่ในขณะเดียวกัน นอกจากพื้นที่ปลอดภัยจากคนอื่นแล้ว เราอาจค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ให้กับใจของตัวเองด้วย เพราะการดูแลอารมณ์ตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการห้ามอ่อนแอ หรือการเลิกพึ่งพาใคร แต่เป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า แม้ในวันที่ใจไม่ไหว เรายังสามารถอยู่ข้างตัวเองได้เช่นกัน

Emotional Outsourcing: เมื่อเรากำลังให้ “คนอื่น” จัดการอารมณ์ของเรา

เคยไหม… เมื่อรู้สึกไม่โอเค สิ่งแรกที่ทำคือรีบทักหาใครสักคน หรือรู้สึกดี–แย่ตามการตอบสนองของคนอื่น? บทความนี้ชวนทำความเข้าใจ Emotional Outsourcing หรือการฝากให้ปัจจัยภายนอกช่วยจัดการอารมณ์ พร้อมสำรวจสัญญาณที่อาจเกิดขึ้น และค่อย ๆ เรียนรู้วิธีกลับมาอยู่กับความรู้สึกของตัวเองอย่างอ่อนโยน

Read More »
“ความคาดหวัง” เป็นคำที่หลายคนมักใช้แทนคำว่า “ความหวัง” เพราะทั้งสองคำดูคล้ายกันในแง่ของความรู้สึกและการรอคอยบางอย่าง แต่ในความเป็นจริง “Expectation” และ “Hope” มีความแตกต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องเผชิญกับ “ความผิดหวัง” บทความนี้จึงอยากชวนทำความเข้าใจ “ความคาดหวัง” ให้ชัดขึ้น เพื่อเข้าใจว่า บางครั้งสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดอาจไม่ใช่เพียง “ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามใจ” แต่เป็น “ความเชื่อ” บางอย่างที่เรามีต่อผลลัพธ์นั้น ความคาดหวัง คืออะไร? “ความคาดหวัง” จะเกี่ยวข้องกับ “การคาดการณ์” (Forecast) หมายถึง การมองว่า “เหตุการณ์หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด” มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากโอกาสนั้นยังอยู่เพียงระดับ 50/50 สิ่งนั้นอาจเป็นเพียง “ความเป็นไปได้” (Possibility) ซึ่งยังไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “ความคาดหวัง” เมื่อเรารู้สึกว่า “มันน่าจะเกิดขึ้นแน่ ๆ” เราจึงเริ่มรอให้มันเกิดขึ้น และอาจรู้สึกประหลาดใจหรือสะเทือนใจ หากสุดท้ายมันไม่เกิดขึ้น ความคาดหวัง เกิดจากอะไร? ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความรุนแรงของ “ความคาดหวัง” มีอยู่ 2 ส่วนหลัก คือ ระดับความมั่นใจว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง ความปรารถนา หรือความสำคัญของสิ่งนั้นต่อเรา จึงอาจสรุปเป็นสมการง่าย ๆ ได้ว่า “ความคาดหวัง” = “การคาดการณ์” + “ความปรารถนา” ยิ่งเราเชื่อว่าสิ่งนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นสูง และยิ่งเราอยากให้มันเกิดขึ้นมากเท่าไร “ความคาดหวัง” ก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้ง มันค่อย ๆ กลายเป็นความรู้สึกว่า “สิ่งนี้ควรจะต้องเกิดขึ้น” ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีอะไรสามารถ “การันตี” ได้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อความคาดหวังไม่เกิดขึ้น จึงเกิดเป็น “ความผิดหวัง” เมื่อเราเชื่อว่า “สิ่งนี้ควรจะเกิดขึ้น” แต่สุดท้ายมันกลับไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ “ความผิดหวัง” และหลายครั้งความผิดหวังนั้นรุนแรง ไม่ใช่เพียงเพราะผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่เพราะเรารู้สึกว่า บางอย่างในความเชื่อของเราถูก “ทำลาย” หรือ “ละเมิด” เราจึงรู้สึกว่า “มันไม่แฟร์” “มันไม่ควรเป็นแบบนี้” “ทำไมถึงไม่เป็นอย่างที่คิด” ตัวอย่างของความคาดหวังในความสัมพันธ์ สมมติว่า…แฟนส่งข้อความมาหาเรา และเราตอบกลับทันที จากนั้นเราเริ่มคิดว่า “เขาก็ควรตอบเราทันทีเหมือนกัน” ในมุมของความคาดหวัง เราคาดการณ์ว่าเขาน่าจะตอบทันที เพราะเราเองก็ตอบเขาทันที และเราก็อยากให้เขาตอบทันทีด้วย สุดท้ายจึงเกิดเป็นความเชื่อว่า “เขาควรตอบเราทันที” ดังนั้น เมื่อเขาไม่ตอบ ความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้น จึงอาจไม่ได้มาจาก “การไม่ตอบข้อความ” เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากความรู้สึกว่า “เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรา เหมือนที่เราให้เขา” ความคาดหวังไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือการไม่ยึดติดว่า “มันต้องเกิดขึ้น” ทุกคนต่างมี “ความคาดหวัง” ในเรื่องต่าง ๆ และนั่นเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่สิ่งที่อาจทำให้เราทุกข์มากขึ้น คือการเริ่มเชื่อว่า “สิ่งนั้นควรจะต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ” เพราะเมื่อความผิดหวังเกิดขึ้น มันจึงไม่กระทบแค่ผลลัพธ์ แต่กระทบไปถึง “ชุดความเชื่อ” ที่เรามีต่อโลก ต่อคนอื่น หรือแม้แต่ต่อตัวเอง แล้ว “ความหวัง” ต่างจาก “ความคาดหวัง” อย่างไร? ความหวัง (Hope) อาจช่วยให้เรายังคงเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และไม่ผูกมัดตัวเองกับผลลัพธ์เพียงแบบเดียว เรายังสามารถหวังได้ โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อว่า สิ่งนั้น “ต้องเกิดขึ้น” และนั่นอาจช่วยให้เรารับมือกับความผิดหวังได้อย่างอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น

Expectation (ความคาดหวัง) : ดาบ 2 คม ของความต้องการ

ความคาดหวังคืออะไร และทำไมมันถึงทำให้เราผิดหวังได้มากกว่าที่คิด บทความนี้ชวนเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “Expectation” และ “Hope” ผ่านมุมมองจิตวิทยาและตัวอย่างในความสัมพันธ์ใกล้ตัว

Read More »
หลายครั้ง “เสียงในหัว” คือเสียงที่เราได้ยินบ่อยที่สุด และชัดเจนที่สุดในชีวิต แต่บางที…เสียงเหล่านั้นกลับค่อย ๆ กลายเป็น “เสียงที่ทำร้ายตัวเราเอง” โดยที่เราไม่รู้ตัว 1. “เราต้องทำให้ดีกว่านี้” คำว่า “ต้อง” อาจฟังดูเหมือนเป็นแรงผลักดัน แต่ลึก ๆ แล้ว มันอาจกำลังบอกเราว่า “ตัวเราไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด” และเราก็ไม่สามารถพอใจกับตัวเองได้ เมื่อเราใช้คำว่า “ต้อง” กับตัวเองบ่อย ๆ มันเหมือนกับการตั้งมาตรฐานให้ตัวเองสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้เราทำได้ดีแค่ไหน ก็ยังรู้สึกว่า “ยังไม่พอ” เพราะเรามองเห็น “สิ่งที่เราขาด” มากกว่า “สิ่งที่เรามี” ลองเปลี่ยนเสียงในหัวเป็น… “เรากำลังพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในแบบของเรา” “มีอะไรบ้างที่เราทำได้ดี และมีอะไรที่เราอยากพัฒนา” 2. “เรื่องแค่นี้ เรายังทำไม่ได้เลย” เสียงนี้ไม่ได้แค่พูดถึงสิ่งที่เราทำไม่ได้ แต่มันกำลังตีความไปถึงตัวตนของเรา “เราไม่เก่ง” “เราแย่” “เราดีไม่พอ” เมื่อเราทำพลาดเพียงเล็กน้อย เรามักตัดสินตัวเองอย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดลง เราจึงเริ่ม “กลัวการลองสิ่งใหม่” เพราะกลัวว่าถ้าพลาด เราจะยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้น ลองเปลี่ยนเสียงในหัวเป็น… “วันนี้อาจจะยังยากสำหรับเรา แต่เราก็กำลังเรียนรู้มัน” “เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เรายังไม่ถนัด เราให้เวลาตัวเองได้” 3. “คนอื่นยังทำได้เลย” เสียงนี้คือการเอา “ชีวิตของคนอื่น” มาเป็นมาตรฐานของตัวเอง แต่สิ่งที่เราเห็น อาจเป็นเพียง “ผลลัพธ์สุดท้าย” ของเขาเท่านั้น เราไม่เห็นกระบวนการที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อเราเปรียบเทียบตัวเองกับ “ผลลัพธ์ของคนอื่น” มันอาจทำให้เราสูญเสียความมั่นใจ ท้อแท้ หรือหมดหวังกับตัวเอง ลองเปลี่ยนเสียงในหัวเป็น… “ตอนนี้เรากำลังเดินไปตามเป้าหมายของเรา” “แต่ละคนมีจังหวะและเวลาในการเติบโตที่ต่างกัน” 4. “เราควรจะเป็นมากกว่านี้ ถ้าอยากประสบความสำเร็จ” คำว่า “ควร” ที่เราพูดกับตัวเอง อาจมาจากความคาดหวังของสังคม เสียงจากคนรอบตัว หรือประสบการณ์ที่เราเคยเรียนรู้มา และมันทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า “ตัวเราที่เป็นอยู่” ไม่ตรงกับ “ตัวเราที่ควรจะเป็น” ความรู้สึกนี้ อาจนำไปสู่ความกังวล ความกดดัน หรือแม้แต่ความรู้สึกผิด ทั้งที่เราอาจไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ลองเปลี่ยนเสียงในหัวเป็น… “เราทำเต็มที่ที่สุดแล้วในสถานการณ์นี้” “เราก็มีเรื่องที่เราทำสำเร็จไปตั้งหลายอย่างแล้ว” เสียงในหัว…กำลังพาเราไปทางไหน “เสียงในหัว” คือสิ่งที่เราอยู่ด้วยตลอดเวลา และมีอิทธิพลต่อการมองตัวเองอย่างมาก ถ้าเสียงนั้นเต็มไปด้วยการตำหนิ และบั่นทอนกำลังใจ สุดท้าย เราก็อาจเริ่มมองตัวเองในแง่ลบมากขึ้นเรื่อย ๆ ลองปรับเสียงนั้น…ให้เป็นมิตรกับตัวเองมากขึ้น การปรับ “เสียงในหัว” ให้มีความอ่อนโยน และเข้าใจตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่คือการกลับมามองตัวเองตามความเป็นจริง และช่วยให้เรามีแรงใจในการพัฒนา เติบโตได้อย่างมั่นคง และรู้สึกปลอดภัยกับตัวเองมากขึ้น

4 เสียงในหัว ที่มักกลายเป็น “เสียงที่ทำร้ายใจตัวเอง”

เสียงในหัวที่เราคุ้นเคย อาจกำลังทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว บทความนี้ชวนสำรวจ 4 รูปแบบของ Self-Talk เชิงลบ และวิธีเปลี่ยนมุมมองให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น

Read More »
คงไม่มีความสัมพันธ์ไหน…ที่ไม่เคยเจอปัญหาหรืออุปสรรคเลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำของเราสองคน หรือปัจจัยภายนอกที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน จนกลายเป็นความไม่พอใจ การทะเลาะ และอาจขยายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นได้ แต่คำถามคือ…ปัญหาความสัมพันธ์ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี จะทำให้เรารักกันมากขึ้นได้จริงหรือ? เมื่อเกิดปัญหา เรามักรับมือแบบนี้… เมื่อความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหา เรามักรู้สึกไม่มั่นคง และเกิดอารมณ์ด้านลบ เช่น เสียใจ น้อยใจ กังวล โกรธ หรือไม่พอใจ หลายครั้ง เราอาจพยายามรับมือด้วยการ “หาคนถูกหรือผิด” หรือ “ระบายอารมณ์เพื่อเอาชนะ” เช่น “เพราะเธอไม่ใส่ใจไง เลยจำไม่ได้” “ถ้าเธอไม่ผิดสัญญาก่อน ก็คงไม่เป็นแบบนี้” “ทำไมเธอเป็นคนแบบนี้!” “เธอควรคิดถึงความรู้สึกฉันมากกว่านี้นะ” เราพยายามกล่าวโทษ หรือคาดหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยน เพื่อให้เขาไม่ทำในสิ่งที่กระทบความรู้สึกเราอีก แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิธีแบบนี้อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า “ตัวเองผิด” หรือ “ดีไม่พอ” และยิ่งรู้สึกว่าเราไม่ได้เข้าใจเขาจริง ๆ อีกแบบหนึ่ง…คือการไม่พูดอะไรเลย บางคนอาจเลือก “หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” ไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากสื่อสาร เพราะกลัวสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงจึงเลือกเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว แต่การไม่ทะเลาะ ก็ไม่ได้แปลว่า ความรู้สึกนั้นจะหายไป ความสัมพันธ์อาจดูเหมือน “ปกติ” แต่ภายใน เรากลับต้องแบกรับความรู้สึกเหล่านั้นไว้เพียงลำพัง โดยที่อีกฝ่ายอาจไม่เคยรับรู้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ...ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีไหน มันมักเป็นการ “รับมือจากมุมของเราเพียงฝ่ายเดียว” เราไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เข้าใจอีกฝ่าย หรือรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขา และนั่นอาจทำให้ เราทำร้ายความรู้สึกกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งคงไม่มีใคร “ตกหลุมรักกันมากขึ้น” ในช่วงเวลาที่ต่างคนต่างรู้สึกไม่มั่นคง และห่างเหินกันแบบนั้น ปัญหา ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความรักโดยตรง “ปัญหา” ไม่ได้บอกว่าเราจะรักกันมากขึ้นหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญคือ “วิธีที่เรารับมือกับปัญหา” ต่างหาก ที่ส่งผลต่อความรู้สึกในความสัมพันธ์ ถ้าเราเปลี่ยนวิธีรับมือ… ลองเปลี่ยนจากการหาคนถูกผิด มาเป็นการ “ทำความเข้าใจ” ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อเข้าใจว่า “เกิดอะไรขึ้นในใจของแต่ละฝ่าย ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีต่อกัน” เพราะหลายครั้ง สิ่งที่อยู่ใต้ปัญหา คือความรู้สึกบางอย่างที่เปราะบาง เช่น กลัวว่าจะไม่สำคัญ กลัวว่าจะไม่มีคุณค่าในสายตาอีกฝ่าย กลัวว่าตัวเองจะดีไม่พอ หรือไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ อาจเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในอดีต หรือแม้แต่ช่วงวัยเด็ก และความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก มักเป็นพื้นที่ที่ทำให้ความรู้สึกเหล่านี้ “ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง” เมื่อเราเริ่มเข้าใจ…เมื่อเราลองช้าลงกับตัวเอง และค่อย ๆ แบ่งปันให้อีกฝ่ายรับรู้ ความรู้สึกเหล่านั้น จะไม่ใช่ “ปัญหาของฉัน” หรือ “ปัญหาของเธอ” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น“ปัญหาของเรา” ไม่ใช่ “ฉัน vs เธอ” แต่เป็น “เรา vs ปัญหา” และนั่นคือจุดที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป เมื่อเรายังรับรู้ว่า เรายังอยู่ทีมเดียวกัน และจับมือกันเผชิญกับความไม่มั่นคงไปด้วยกัน เราจะเริ่มรู้สึก “ปลอดภัย” และเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะอยู่ข้าง ๆ แม้ในวันที่มีความท้าทาย ทั้งในความสัมพันธ์และชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้เอง คือสิ่งที่ค่อย ๆ ทำให้ความรัก “มั่นคงมากขึ้น”

ปัญหาความสัมพันธ์ ทำให้รักกันมากขึ้น…จริงหรือ?

ปัญหาความสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้รักกันมากขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ “วิธีรับมือ” ต่างหากที่กำหนดทิศทางของความรัก บทความนี้ชวนมองความขัดแย้งใหม่ จาก “ฉัน vs เธอ” เป็น “เรา vs ปัญหา”

Read More »
หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Gaslighting ซึ่งหมายถึงการที่ผู้กระทำค่อย ๆ บิดเบือนความจริง ทำให้ผู้ถูกกระทำเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ การรับรู้ หรือแม้แต่สติสัมปชัญญะของตัวเอง แต่ในบางครั้ง เมื่อเราเจอกับสถานการณ์แบบนี้บ่อย ๆ เราอาจเริ่ม “Gaslight ตัวเอง” โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Self-Gaslighting Self-Gaslighting คืออะไร? Self-Gaslighting คือการที่เราตั้งคำถามหรือปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่ความรู้สึกนั้น “เกิดขึ้นจริง” เรารู้สึก…แต่เสียงในหัวกลับบอกว่า “เราคิดมากไปเอง” “เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก เราอ่อนไหวเอง” “เรื่องแค่นี้เอง” “คนอื่นยังลำบากกว่าเราอีก” คำพูดเหล่านี้ทำให้เราค่อย ๆ ลดทอนความรู้สึกของตัวเอง มองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนสูญเสียความมั่นใจ และไม่ได้ตัดสินใจตามความเป็นจริงของตัวเอง ท้ายที่สุด เราอาจพลาดโอกาสในการเข้าใจและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แล้วจะทำยังไง ไม่ให้เรา Self-Gaslight ตัวเอง? 1. สังเกตคำพูดที่เราใช้กับตัวเอง เมื่อเกิดความรู้สึกด้านลบ เช่น โกรธ กลัว เสียใจ ลองถามตัวเองว่า เรายอมรับความรู้สึกนั้นตรง ๆ หรือกำลังใช้คำพูดลดทอนมันอยู่ 2. เรียกชื่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น ลองหยุดและถามตัวเองว่า “ตอนนี้เรารู้สึกอะไรอยู่กันแน่?” อาจเป็นความอึดอัด เศร้า น้อยใจ โมโห หรือท้อแท้ โดยยังไม่ต้องตัดสินว่าความรู้สึกนั้น “ถูกหรือผิด” เพียงแค่รับรู้และยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง 3. ทำความเข้าใจที่มาของความรู้สึก ลองสำรวจว่า...ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเกิดจากอะไร เช่น รู้สึกน้อยใจแฟน เพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยมีเวลาให้ ทั้งที่เราคิดถึง และอยากใช้เวลาร่วมกันในวันหยุด 4. ปรับคำพูดที่เราบอกตัวเอง เมื่อเข้าใจความรู้สึกแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเองให้ “รับฟัง” มากขึ้น จาก “เรื่องเล็กแค่นี้เอง คิดมากไปหรือเปล่า” เป็น “เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกจริง ๆ นะ” หรือจาก “ไม่น่าน้อยใจเลย” เป็น “เรามีสิทธิ์รู้สึกน้อยใจนะ แต่อาจต้องมาดูต่อว่ามันเกิดจากอะไร” การไม่ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่การอ่อนแอ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

Self-Gaslighting: รู้สึกนะ แต่เสียงในหัวเรากลับบอกว่า “เราคงแค่คิดไปเอง”

Self-Gaslighting คือการที่เราปฏิเสธหรือบอกตัวเองว่า “คิดไปเอง” ทั้งที่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นจริง บทความนี้ชวนสำรวจสัญญาณของการลดทอนความรู้สึกตัวเอง และวิธีกลับมาเข้าใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

Read More »
Grounding Technique คือเทคนิคที่ช่วยให้เรากลับมาโฟกัส และมีสติกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ช่วยให้จมอยู่กับความคิดหรือความกังวลน้อยลง เป็นการเปลี่ยนความสนใจจาก “ความคิด” กลับมาสู่ “ร่างกาย” วันนี้อยากชวนลองเทคนิคง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา นั่นคือ “5 Senses” ซึ่งเป็นการพาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา อยู่กับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ลองมองไปรอบ ๆ ตัวในตอนนี้ และโฟกัสกับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ระหว่างมอง ลองสังเกตรายละเอียดของสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด เช่น สีเป็นอย่างไร โทนเข้มหรืออ่อน พื้นผิวดูนุ่ม แข็ง หรือหยาบ มีลวดลายอะไรบ้าง รูปร่างเป็นแบบไหน กว้างหรือยาว ทึบหรือโปร่งแสงมากแค่ไหน อยู่กับ 4 สิ่งที่เราสัมผัสได้ ลองหยิบของใกล้ตัว หรือรับรู้สิ่งที่ร่างกายกำลังสัมผัสอยู่ จากนั้นค่อย ๆ โฟกัสรายละเอียดของสิ่งนั้น เช่น ผิวสัมผัสเป็นแบบไหน ลื่น ขรุขระ แข็ง หรือ นุ่ม รูปร่างเป็นอย่างไร มีส่วนโค้งหรือเหลี่ยมตรงไหน อุณหภูมิเป็นอย่างไร ร้อนหรือเย็น อยู่กับ 3 สิ่งที่เราได้ยิน เสียงไม่จำเป็นต้องดังหรือเด่น อาจเป็นเพียงเสียงพื้นหลังรอบตัว เช่น เสียงแอร์ เสียงคนคุยกัน หรือเสียงรอบข้างอื่น ๆ ลองสังเกตว่า เสียงดังหรือเบา มาจากทิศทางไหน เป็นเสียงสูงหรือต่ำ มีจังหวะต่อเนื่อง หรือขาดเป็นช่วง ๆ อยู่กับ 2 สิ่งที่เราได้กลิ่น ลองโฟกัสกลิ่นรอบตัว หรือหยิบสิ่งที่มีกลิ่นอ่อน ๆ มาดมเช่น ยาดม เทียนหอม หรือกลิ่นธรรมชาติ สังเกตว่า เป็นกลิ่นอะไร กลิ่นแรงหรืออ่อน ให้ความรู้สึกแบบไหน เช่น สดชื่น หรือหวาน อยู่กับ 1 สิ่งที่เราลิ้มรสได้ อาจเป็นช่วงที่กำลังกินหรือดื่มอะไรอยู่ หรือสังเกตรสที่ยังหลงเหลืออยู่ในปาก เช่น มีรสอะไรอยู่บ้าง เปรี้ยว หวาน ขม รสยังคงอยู่มากน้อยแค่ไหน สุดท้าย ลองหยุดและสังเกต “ความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้ การค่อย ๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นและค่อย ๆ คลายจากความคิดหรือความกังวลที่วนอยู่ในใจ

พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ด้วย 5 Senses Grounding Technique

5 Senses Grounding Technique คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยดึงใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อลดความเครียด ความคิดฟุ้งซ่าน และความกังวลในชีวิตประจำวัน

Read More »
“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เป็นประโยคที่เรามักได้ยินบ่อยในช่วงเวลาที่ใครสักคนกำลังเผชิญความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงาน ความผิดหวังในความสัมพันธ์ หรือการสูญเสียบางอย่างในชีวิต เพราะเมื่อเราเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์ เรามักอยากช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเร็วที่สุด และอยากให้สถานการณ์ที่เขาเผชิญเบาลง จึงเกิดคำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” “อย่าคิดมาก” “ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” แน่นอนว่า คำพูดเหล่านี้มีเจตนาเพื่อ “ปลอบใจ” แต่ในมุมจิตวิทยา คำพูดนี้สามารถทำหน้าที่ได้สองแบบ อาจเป็นกำลังใจ ที่ช่วยให้ใครบางคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ หรืออาจกลายเป็นการลดทอนความรู้สึกของอีกฝ่าย โดยที่เราไม่ตั้งใจ เพราะเราเองก็อาจไม่รู้ว่าจะอยู่กับความรู้สึกยาก ๆ นั้นอย่างไร ซึ่งความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ “จังหวะ” และ “วิธีที่เราใช้มัน” “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เป็น กำลังใจ คำพูดนี้สามารถสร้างความหวังได้จริง ผ่านหลักการทางจิตวิทยา 1. อารมณ์ไม่ใช่สิ่งถาวร (Emotional Impermanence) ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ทางบวก เช่น ความดีใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางลบ เช่น ความเศร้า ความเครียด ความกลัว ล้วนมีลักษณะเป็นคลื่น ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และลดลงตามเวลา การตระหนักว่า “ความรู้สึกนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป” ช่วยลดความรู้สึกสิ้นหวัง และทำให้เรามีพลังที่จะผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ 2. การปรับมุมมอง (Cognitive Reappraisal) เมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก การตีความหรือปรับมุมมอง เช่น “ช่วงนี้มันยาก แต่ไม่ได้ยากตลอดไป” “ปัญหานี้เป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต” จะช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ทางลบ และเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) รวมถึงช่วยให้เราควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อคำนี้กลายเป็นการ “กดความรู้สึก” หากประโยคนี้ถูกพูดเร็วเกินไป ในขณะที่ความรู้สึกของอีกฝ่ายยังไม่ได้รับการเข้าใจ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า ความทุกข์ของเขาไม่สำคัญ เรื่องที่เขาเจอถูกทำให้เล็กลง เขาควร “รับมือให้ได้” โดยเร็ว แทนที่จะได้มีพื้นที่อยู่กับความรู้สึกของตัวเอง สิ่งนี้เรียกว่า Emotional Invalidation คือการที่ความรู้สึกของบุคคลถูกลดความสำคัญ หรือไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ คน ๆ นั้นอาจรู้สึกว่า ไม่มีใครเข้าใจเขาไม่ควรพูดความรู้สึกของตัวเอง ต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ดังนั้นแม้เราไม่ได้ตั้งใจ แต่ผลลัพธ์อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกทุกข์มากขึ้น แล้วจะใช้คำว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อย่างไร ให้เป็นกำลังใจจริง ๆ การปลอบใจที่ช่วยเยียวยาได้มากที่สุด มักเริ่มจากการ “รับรู้ ยอมรับ และสะท้อนความรู้สึก” ของอีกฝ่ายก่อน เพราะในช่วงเวลาที่คนกำลังทุกข์ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนแรก ไม่ใช่คำแนะนำหรือทางออกทันที แต่คือการรู้สึกว่า “มีคนเห็น และเข้าใจ” ดังนั้น ก่อนจะพูดว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เราอาจเริ่มจาก “มันคงหนักมากจริง ๆ สำหรับเธอ” “เราเข้าใจว่ามันยากมากในตอนนี้” “ไม่แปลกเลยที่เธอจะรู้สึกแบบนี้” คำพูดลักษณะนี้ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า ความรู้สึกของเขาถูกมองเห็น และเมื่อเขารู้สึกว่าไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง คำว่า “เราจะค่อย ๆ ผ่านมันไปได้” ก็จะไม่ใช่การเร่งให้เข้มแข็ง แต่กลายเป็นกำลังใจที่อ่อนโยนและมีความหมาย บทความนี้ไม่ได้อยากให้การให้กำลังใจเป็นเรื่องยาก หรือทำให้รู้สึกว่าต้องพูดให้ “ถูกต้อง” เสมอ เพราะในเวลาที่เราเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์ ความตั้งใจที่จะปลอบใจและช่วยให้เขาดีขึ้นก็มีคุณค่าและสำคัญมากอยู่แล้ว สิ่งที่อยากชวนให้เห็น ไม่ใช่การเปลี่ยน “ความหวังดี” แต่เป็นการเพิ่ม “ความเข้าใจ” เพื่อให้คำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ทำให้ใครสักคนรู้สึกว่าเขาสามารถรู้สึก พูด และค่อย ๆ ผ่านช่วงเวลายากลำบากนั้นไปได้โดยไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

“เดี๋ยวก็ผ่านไป” กำลังใจ หรือการกดความรู้สึก?

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” คือกำลังใจ หรือการกดความรู้สึก? บทความนี้ชวนเข้าใจวิธีปลอบใจโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกลดทอนความรู้สึก

Read More »
เวลาเจอคำถามจากคนอื่นว่า “ไหวไหม” คำตอบที่เรามักจะตอบออกไปก็คือ “ไหว” แต่คำว่า “ไหว” ของเราในแต่ละครั้ง อาจมีความหมายที่ไม่เหมือนกันก็ได้ บางครั้งคำว่า “ไหว” อาจหมายถึง เรารับมือกับสถานการณ์นั้นได้จริง ๆ แต่บางครั้ง “ไหว” อาจเกิดจาก ความจำเป็น ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ หรืออยากทำตามความคาดหวังของคนรอบตัว จึงอยากชวนทุกคนลองกลับมาสังเกตว่า...การตอบว่า “ไหว” ที่เราใช้กันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันนั้น มาจากเสียงของตัวเราจริงไหม เมื่อคำตอบ “ไหว” ไม่ได้มาจากเสียงของเรา หลายครั้งคำว่า “ไหว” อาจเกิดจาก "แรงกดดันภายนอก" คำตอบนี้มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกว่า ต้อง ควร กลัว ซึ่งเกิดจากความกดดัน หรือการรับรู้ความคาดหวังจากภายนอก เช่น เสียงของคนอื่น หรือความคาดหวังของสังคมมากกว่าความต้องการที่มาจากตัวเราเอง ตัวอย่างความคิดที่อาจเกิดขึ้น เช่น “คนอื่นไหว เราก็ต้องไหว” “เราควรจะไหวสิ ไม่งั้นคนอื่นเดือดร้อน” “ต้องไหว ไม่งั้นเราจะกลายเป็นคนขี้เกียจ” เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น คำว่า “ไหว” จึงอาจไม่ใช่เสียงที่แท้จริงของเรา “ไหว” แบบที่เราไม่ทันถามตัวเอง บางครั้งเราพูดคำว่า “ไหว” ออกมาแบบอัตโนมัติ โดยที่ยังไม่ได้กลับมาสำรวจตัวเองอย่างช้า ๆ เราบอกตัวเอง หรือบอกคนอื่นว่า “ไหว” ทั้งที่ยังไม่ได้หยุดฟังว่าความรู้สึกจริง ๆ ของเราตอนนั้นเป็นอย่างไร คำว่า “ไหว” จึงกลายเป็นเหมือนคำพูดที่ช่วยแยก หรือเก็บอารมณ์จริง ๆ ของเราเอาไว้ เพื่อให้เราสามารถเดินหน้าทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปได้ “ไหว” เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือก บางครั้งการบอกว่า “ไหว” อาจเกิดจากความรู้สึกว่าเรา ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเรากังวลว่า หากบอกว่า “ไม่ไหว” แล้ว เราอาจเสียโอกาส เสียภาพลักษณ์ หรือทำให้ใครบางคนผิดหวัง จึงทำให้เรารู้สึกว่าทางเลือกเดียวที่มีคือ ต้องไหว ลองกลับมาฟังเสียงของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่า คำว่า “ไหว” ในตอนนี้ อาจไม่ได้มาจากเสียงของเรา ลองเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้สำรวจความรู้สึก ด้วยคำถามเล็ก ๆ 3 ข้อนี้ 1. เช็กระดับความไหวของตัวเอง ลองให้คะแนนความไหวของตัวเองในช่วงนั้น เป็นระดับ 1–10 แทนการตอบแค่ว่าไหวหรือไม่ไหว วิธีนี้ช่วยให้เราเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดขึ้น 2. แยกว่าเกิดจาก “ความต้องการ” หรือ “ความกลัว” ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เราเลือกทำอยู่ตอนนี้ มาจาก ความต้องการของเราจริง ๆ หรือมาจาก ความกลัว การแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น 3. อนุญาตให้ตัวเอง “ไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง” ในแต่ละวัน เราอาจไหวมากหรือไหวน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่กำลังเจอ การอนุญาตให้ตัวเอง ไม่ไหวบ้าง ไม่ใช่ความล้มเหลว และไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเอง เมื่อความไหวมาจากหัวใจของเรา ความไหวที่มาจากความตั้งใจของเรา มักจะยังเหลือพื้นที่ให้เราได้พัก ได้ครุ่นคิด และได้กลับมาดูแลตัวเอง แต่ความไหวที่มาจากความกลัว หรือความคาดหวังของคนอื่น บางครั้งอาจผลักให้เราเดินต่อไป โดยทิ้งความรู้สึกของตัวเองไว้ข้างหลัง ดังนั้น ลองกลับมาฟังเสียงของตัวเองอีกครั้ง และอนุญาตให้ตัวเอง ไม่ไหวได้บ้าง เพราะการยอมรับว่าเราไม่ไหวในบางวัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลใจ ให้เราเดินต่อไปได้อย่างอ่อนโยนและมั่นคงมากขึ้น

ไหวไหม? เมื่อคำว่า “ไหว” อาจมาจากแรงกดดัน ไม่ใช่เสียงของตัวเอง

เวลามีคนถามว่า “ไหวไหม” หลายครั้งเราตอบว่าไหวทั้งที่ข้างในอาจไม่ได้รู้สึกแบบนั้น บทความนี้ชวนสำรวจว่าเสียงนั้นมาจากตัวเราหรือแรงกดดันรอบตัว

Read More »
ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยน สร้างการเชื่อมต่อใหม่ และพัฒนาได้จากประสบการณ์ที่เราลงมือทำและวิธีคิดที่เราเลือกในแต่ละวัน ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต ช่วงนี้หลายๆ คนอาจได้ยินชื่อ ไอลีน กู่ (Eileen Gu) นักสกีฟรีสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน-จีนวัย 22 ปี ผู้คว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิกฤดูหนาวทั้งปี 2022 และ 2026 อีกทั้งยังเป็นนางแบบระดับโลกที่ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำและมีผลงานบนเวทีใหญ่ ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง ล่าสุดในการสัมภาษณ์หลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ผ่านมา ไอลีนได้พูดถึงกระบวนการคิดของตัวเองว่า ปกติเธอใช้เวลาอยู่กับ “การคิดทบทวนตนเอง เขียนบันทึก แยกแยะ วิเคราะห์กระบวนการคิดของตนเอง” และเชื่อว่า “เมื่อเราควบคุมวิธีคิดของตัวเองได้ เราก็จะควบคุมได้ว่าเราอยากจะเป็นใคร โดยเฉพาะเมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) จะอยู่ข้างเรา เธอเลยสามารถเป็นคนแบบที่อยากจะเป็นได้จริง ๆ” จริงๆ แล้ว Neuroplasticity หรือ “ความยืดหยุ่นของสมอง” ที่ไอลีนพูดถึง ไม่ได้เป็นเคล็ดลับพิเศษที่จำกัดอยู่แค่นักกีฬาโอลิมปิกแต่อย่างใด แต่หมายถึง ความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตามประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เซลล์ประสาท (Neurons) ที่มีอยู่นับล้านในสมองคนเราจะมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน หากเราทำพฤติกรรมใหม่ ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เซลล์ประสาทก็จะสร้างสะพานเชื่อมต่อเส้นใหม่ขึ้น และเมื่อเราทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ เส้นใยที่สร้างขึ้นก็จะถูกใช้และแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันพฤติกรรมไหนที่เลิกทำ เส้นใยนั้นจะไม่ได้ถูกใช้ ทำให้อ่อนแรงลงและถูกตัดทิ้งในที่สุด แปลว่า ถ้าเราทำสิ่งไหนซ้ำ ๆ สมองเราก็จะทำสิ่งนั้นเก่งขึ้นนั่นเอง เช่น การเรียนและฝึกพูดภาษาที่ 3 บ่อย ๆ ทำให้เราพูดภาษานั้นคล่องขึ้น การฝึกฝนวาดรูป ก็จะทำให้เราวาดได้ลายเส้นที่สวยขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงทักษะบางอย่าง แต่ยังรวมถึง “ความคิด” ของเราด้วย ถ้าเราคิดในด้านลบ เส้นใยที่เป็นสะพานเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเกี่ยวกับความคิดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นชุดรูปแบบ (pattern) ความคิดติดตัวเราได้ แม้ไอลีนจะบอกว่า เมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมองจะอยู่ข้างเรา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าอายุเท่าไหร่สมองก็จะยังยืดหยุ่นและสร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ ขึ้นได้เสมอ💡 โดยมีหลายสิ่งที่เราอาจทำได้ เช่น ✅เรียนภาษาใหม่ ✅ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ✅เรียนทักษะใหม่ๆ ✅ฝึกสมาธิ ฝึกสติ ✅เล่น puzzle ท้ายที่สุดแล้ว Neuroplasticity สอนให้เรารู้ว่า ความสามารถที่เรามีไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พัฒนาได้เสมอด้วยการฝึกฝนและเลือกคิดในทุก ๆ วันนั่นเอง

ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)…เคล็ดลับนักกีฬาโอลิมปิก ที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต

Read More »
หลายคนเข้าใจว่า Self-esteem คือความมั่นใจสูง ๆ หรือการมองตัวเองในแง่ดีตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว Self-esteem คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างสมดุล ทั้งในวันที่เราทำได้ดี และในวันที่เราผิดพลาด บทความนี้จะชวนคุณสำรวจ 4 มุมมองสำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้าง Self-esteem ให้เติบโตอย่างมั่นคงและอ่อนโยนจากภายใน ก่อนที่เราจะพูดถึงมุมมองต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่ม Self-esteem ให้กับตัวเอง ลองมาทำความเข้าใจคำว่า Self-esteem กันก่อน Self-esteem ประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. การตระหนักถึงความจริง (Realistic) คือการยอมรับและรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน สิ่งที่ชอบและไม่ชอบของตนเอง บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่างตรงไปตรงมา 2. การชื่นชมและยินดีกับส่วนที่ดีในตัวเอง (Appreciative) คือความรู้สึกที่ดีต่อภาพรวมของตนเอง หากนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงเพื่อนสนิทที่ชื่นชมเรา เขาเลือกมองเห็นด้านที่ดีในตัวเรามากกว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ มุมมองแบบนี้เองที่เราสามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ ดังนั้น Self-esteem คือ การรับรู้ว่าตนเองมีจุดเด่นและจุดด้อยอะไร โดยไม่เอาข้อเสียมากลบ “ข้อดี” ของตนเอง และสามารถสังเกต เห็นคุณค่า และชื่นชมด้านบวกของตัวเองได้ Self-esteem คือการหลงตัวเองหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” เพราะ Self-esteem ที่ดี จะทำให้เรา… ยินดีอย่างสม่ำเสมอต่อความเป็นตัวเอง แต่ไม่หวือหวา: ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมี “คุณค่า” ในตัวเอง และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน มีพื้นที่ให้กับ “การพัฒนาตัวเอง”: เมื่อเรามองเห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เราจะรู้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีก เมื่อเข้าใจความหมายของ Self-esteem แล้ว ลองมาดูว่า “มุมมอง” แบบใดที่จะช่วยพัฒนา Self-esteem ในตัวเราได้บ้าง 1. การยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance) คือการสังเกตตัวเองอย่างชัดเจนด้วย “สติ” มองเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบ เห็นข้อจำกัดของตัวเอง และยอมรับว่าความทุกข์และความสุขเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เข้าใจถึงข้อจำกัดของตนเอง ไม่พยายามหลีกเลี่ยง เร่งรีบเปลี่ยนแปลง หรือกำจัดความทุกข์ตรงหน้าในทันที มีอิสระในการตัดสินใจ และให้พื้นที่กับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะของชีวิต Carl Rogers กล่าวว่า “เมื่อเรายอมรับตนเองในแบบที่เป็น เราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้” ดังนั้น การยอมรับตัวเองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ในจังหวะของเรา และเพิ่ม Self-esteem ได้อย่างมั่นคง 2. ความอดทน (Patience) เมื่อเรามองเห็นข้อจำกัดของตัวเองแล้ว บางครั้งเราอาจใจร้อน อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที แต่การเติบโตต้องอาศัย “ความอดทน” การไว้วางใจในกระบวนการ ไม่คาดหวังเกินจริง และไม่ยอมแพ้ต่อความผิดหวัง จำไว้เสมอว่า “ทุกคนมีเวลาในการเติบโตของตัวเองเสมอ” 3. เมตตาและกรุณา (Loving-kindness & Compassion) เราควรมีความเมตตาและกรุณาต่อตัวเอง ด้วยการแสดงความห่วงใยและหวังดี แม้ในวันที่รู้สึกไม่ดีหรือไม่พอใจกับตัวเอง หากยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลอง… ปรับคำพูดกับตัวเอง จากการตำหนิรุนแรง ให้พูดตามความเป็นจริง เช่น จาก “แกมันโง่จริง ๆ” เป็น “เราทำคะแนนสอบไม่ได้ดังที่หวัง” ปรับน้ำเสียงที่ใช้กับตัวเอง จากน้ำเสียงหงุดหงิดหรือโกรธ เป็นน้ำเสียงปกติที่เข้าใจสถานการณ์ ให้โอกาสตัวเอง แม้จะผิดหวัง ผิดพลาด หรือไม่ได้ดั่งใจ 4. การไม่ตัดสิน (Non-judgement) ประโยคแบบนี้คุ้นไหม… “ฉันไม่ดีเท่าเพื่อน” “ทำไมฉันไม่ดีกว่านี้?” “ฉันแย่มาก” “ฉันควรพัฒนาได้เร็วกว่านี้” “วันนี้ฉันทำได้ไม่ดีเท่าเมื่อวาน” “ฉันไม่ชอบตัวเองแบบนี้” “ฉันคงไม่มีวันดีขึ้น” “ฉันมันโง่” ถ้าเรามีประโยคเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ นั่นอาจหมายถึงว่าเรากำลังตัดสินและตีตราตัวเองอยู่ ลองถามตัวเองว่า…คำพูดเหล่านี้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่? ถ้าช่วยได้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความรู้สึก “มั่นคง” หรือ “กลัว” กันแน่? และมันทำให้ Self-esteem ของเราเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่? หากคำตอบคือคำพูดเหล่านี้สร้างบาดแผลทางใจมากกว่า ลองกลับมา “ยอมรับ” “อดทน” และ “ใจดี” กับตัวเองให้มากขึ้น คุณค่าในตัวเราไม่ได้ลดลงเพียงเพราะความผิดพลาด ข้อบกพร่อง หรือความผิดหวัง ค่อย ๆ มองทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยสายตาที่เข้าใจ อ่อนโยน และซื่อสัตย์ แล้ว Self-esteem จะค่อย ๆ เติบโตและงอกงามขึ้นเอง

Self-esteem: 4 มุมมองที่ช่วยเสริมสร้างการเห็นคุณค่าตัวเอง

Self-esteem ไม่ใช่การหลงตัวเอง แต่คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างเป็นจริง บทความนี้ชวนมอง 4 มุมสำคัญที่ช่วยให้เรายอมรับ เติบโต และใจดีกับตัวเองมากขึ้น

Read More »
ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน การเทรดไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะชนะได้ตลอดเวลา การผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และเพราะเหตุนี้เอง การกลับมาใจดีกับตัวเองในวันที่พลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรายังเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยไม่ทำร้ายสุขภาพใจของตัวเองจนเกินไป ความเจ็บปวดในวันที่ขาดทุน ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน หลายครั้งเราตำหนิตัวเองหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง เราได้ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่มีในขณะนั้นแล้ว “เราตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วด้วยข้อมูลที่เรามี ครั้งนี้เราพลาดไป ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเราวิเคราะห์ใหม่ เอาใหม่นะ” ประโยคแบบนี้อาจดูเรียบง่าย แต่คือการย้ำเตือนตัวเองว่า **ความผิดพลาดไม่ได้เท่ากับความไร้ค่า** และการพลาดหนึ่งครั้ง ไม่ได้กำหนดคุณค่าของเราในฐานะคนหรือในฐานะนักเทรด ให้เวลากับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง ในบางวัน ความรู้สึกอย่างความเฟล ความเศร้า หรือความกังวล อาจทำให้เราตัดสินใจแบบเร่งรีบหรือหุนหันพลันแล่น การหยุดพักเพื่อกลับมามองอารมณ์ของตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น “วันนี้เราเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกแบบไหนทำให้เราเทรดอย่างหุนหันพลันแล่น ครั้งหน้าเมื่อรู้สึกแบบนี้อีก เราจะคิดให้เย็น วางแผนก่อน และให้เวลาตัวเองสักนิด” การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่กลับช่วยให้การตัดสินใจในครั้งต่อไปมีสติและมั่นคงมากขึ้น ความผิดพลาด คือบทเรียนที่พาเราเติบโต การกลับมาทบทวนอย่างใจเย็นว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้คืออะไร เป็นส่วนสำคัญของการเติบโต “กลับมาคิดสักนิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนี้มีอะไรบ้าง ความผิดพลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราเติบโตได้เหมือนกัน” ทุกครั้งที่เราล้ม ไม่ได้หมายความว่าเราถอยหลังเสมอไป บางครั้งมันคือการเรียนรู้ในรูปแบบที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่มีคุณค่าในระยะยาว คุณค่าของเรา ไม่ได้ผูกอยู่กับกำไรหรือขาดทุน ตัวเลขในพอร์ตไม่สามารถนิยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเราได้ “คุณค่าของเราไม่ได้ผูกอยู่กับเงิน หรือกำไรที่ได้ เรามีคุณค่าแค่มากกว่ายอดเงินของเรา ถึงจะทำอะไรพลาดไป เรายังเป็นคนที่มีคุณค่าเสมอ” การย้ำเตือนตัวเองในวันที่แย่ ไม่ได้ทำให้เราอ่อนข้อให้กับความผิดพลาด แต่เป็นการรักษาหัวใจของตัวเองให้ยังพร้อมเรียนรู้และลุกขึ้นใหม่ได้ ล้มได้ ไม่เป็นไร เราลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ การล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง “ล้มไปก็ไม่เป็นไร เราสามารถที่จะลุกขึ้นใหม่ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นได้เสมอ” ทุกครั้งที่ขาดทุน และเรายังอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่าเราผ่านมันมาได้แล้วครั้งหนึ่ง และเรามีศักยภาพที่จะผ่านมันไปได้อีก ดูแลใจตัวเอง คือส่วนหนึ่งของการเทรด การเทรดเป็นสิ่งที่ท้าทาย และอาจกระทบสุขภาพจิตได้จริง บางครั้งการปิดจอ พักผ่อน หรือถอยออกมาดูแลใจตัวเอง คือสิ่งที่ดีที่สุดพอ ๆ กับการดูแลเงิน หากพักแล้วความกังวลยังไม่ดีขึ้น การพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อทำความเข้าใจตัวเอง และหาวิธีรับมือกับความกังวลที่เกิดขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ เพราะการอยู่รอดในเส้นทางนี้ ไม่ได้วัดกันแค่กำไร แต่รวมถึงการที่เรายังดูแลใจของตัวเองได้ดีพอที่จะเดินต่อไปอย่างมีสติ

กลับมาใจดีกับตัวเองสักนิด…ในวันที่เทรดพลาด แล้วขาดทุน

ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกใจดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน

Read More »
เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เลือกเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยและมีประสิทธิภาพที่สุด การทำตามนิสัยเดิมจึงเป็นทางเลือกที่สมองคุ้นเคยและปลอดภัยต่อการอยู่รอด นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การเปลี่ยนนิสัย” จึงรู้สึกยาก เพราะมันคือการปรับเปลี่ยนกลไกทางชีววิทยาที่ช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตมาได้ยาวนาน ดังนั้น หากช่วงเวลาที่ผ่านมาเรายังทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่สำเร็จ นั่นไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอหรือพยายามไม่มากพอ แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจวิธีทำงานของสมองอย่างแท้จริง เข้าใจวงจรของการสร้างนิสัย (The Habit Loop) การสร้างนิสัยสามารถอธิบายได้ผ่านวงจรที่เรียกว่า *The Habit Loop* ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. Cue – ตัวกระตุ้น สิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่ทำให้สมองเริ่มต้นพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ความรู้สึกเบื่อ เหนื่อย หรือเห็นสิ่งของบางอย่าง 2. Action – พฤติกรรม การกระทำที่ตามมาหลังจากตัวกระตุ้น เช่น การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย 3. Reward – รางวัล ความรู้สึกพึงพอใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางบวกที่สมองได้รับ ทำให้สมองจดจำว่าวงจรนี้ “คุ้มค่า” และควรทำซ้ำอีก เมื่อสมองเชื่อมโยงตัวกระตุ้นกับรางวัลได้สำเร็จ มันจะคาดหวังความรู้สึกดีนั้นล่วงหน้า และผลักดันให้เราทำพฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกเบื่อจากการทำงาน (Cue) เราหยิบมือถือขึ้นมาเล่น TikTok (Action) แล้วรู้สึกเพลิดเพลิน (Reward) สมองจึงเรียนรู้ว่า “ถ้าเบื่อ ให้เล่นมือถือ” และทำพฤติกรรมนี้ซ้ำในครั้งต่อไป ถ้าอยากเปลี่ยนนิสัย ควรโฟกัสที่อะไรดี ? สิ่งที่สำคัญในการเปลี่ยนนิสัย ไม่ใช่การเพิ่มแรงจูงใจหรือบังคับความรู้สึกของตัวเอง แต่คือการ "ปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม" ให้เอื้อต่อการสร้างวงจรใหม่ 1. เปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังคง “รางวัล” เดิม แทนที่จะพยายามตัดพฤติกรรมเดิมออกทั้งหมด ลองเปลี่ยนวิธีการกระทำ โดยยังให้สมองได้รับความรู้สึกเชิงบวกใกล้เคียงเดิม เช่น แทนที่จะดู YouTube เพื่อแก้เบื่อ อาจเปลี่ยนเป็นการลุกขึ้นเต้นหรือออกกำลังกายเบา ๆ ตามเพลงสั้น ๆ ซึ่งยังให้ความรู้สึกสนุก แต่เพิ่มความรู้สึกประสบความสำเร็จเข้ามาด้วย 2. ปรับสภาพแวดล้อม ให้พฤติกรรมใหม่เกิดขึ้นง่ายขึ้น สภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญมากต่อพฤติกรรม หากเราอยากออกกำลังกายให้มากขึ้น อาจเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ให้อยู่ใกล้ตัว เช่น วางเสื่อโยคะหรือชุดออกกำลังกายไว้ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เมื่อเห็นตัวกระตุ้น สมองจะเชื่อมโยงไปสู่พฤติกรรมใหม่ได้ง่ายขึ้น การทำให้พฤติกรรมใหม่ “เริ่มต้นง่าย” มักสำคัญกว่าการตั้งเป้าหมายที่ยากหรือใหญ่เกินไป 3. เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ และค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที การเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ช่วยให้สมองมีเวลาปรับตัว และเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใหม่นี้ก็สามารถให้ความรู้สึกดีได้เช่นกัน เช่น แทนที่จะตั้งเป้าออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง อาจเริ่มจากการออกกำลังกายเบา ๆ วันละ 20 นาที ซึ่งมีโอกาสทำได้สำเร็จสูงกว่า เมื่อสมองรับรู้ถึงความสำเร็จและความพึงพอใจ พฤติกรรมใหม่นี้จะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัยในระยะยาว ตัวอย่างการเปลี่ยนนิสัยด้วย The Habit Loop หากตัวกระตุ้นคือ “ความรู้สึกเบื่อ” เดิมทีเราอาจหยิบมือถือขึ้นมาเล่นโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าปรับพฤติกรรมเป็น “การอ่านหนังสือ” แม้ความสนุกอาจไม่เทียบเท่าการเลื่อนดู TikTok แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน น่าสนใจ และได้ประโยชน์ การปรับสภาพแวดล้อม เช่น การโหลด e-book ไว้ในมือถือ หรือวางแอปอ่านหนังสือไว้หน้าแรกของหน้าจอ จะช่วยให้การเลือกพฤติกรรมใหม่ทำได้ง่ายขึ้นกว่าการต้องค้นหาแอปอื่นทุกครั้ง สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และเราสามารถปรับวิธีการให้เหมาะกับตัวเองได้เสมอ แค่เริ่มลงมือทำ แม้เพียงก้าวเล็ก ๆ ก็ถือว่าเราเดินมาไกลกว่าการไม่เริ่มเลยแล้ว อย่าลืมขอบคุณความตั้งใจของตัวเองในทุก ๆ วัน เพราะการที่ยังพยายามอยู่ นั่นคือความก้าวหน้าที่สำคัญมากแล้ว

เมื่อสมองดื้อการ “สร้างนิสัย”…ทำไมการสร้าง Habit ที่ดีถึงยาก และเราจะเริ่มใหม่ได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง

Read More »
ในมุมมองของผม (ตะวัน) ในฐานะนักจิตวิทยา “เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ายิ่ง “เวลา” ผ่านไปมากขึ้น แล้วจะทำให้ดีขึ้นได้เร็ว หรือก้าวผ่านจากความทุกข์ได้ง่ายขึ้น เพราะ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านความทุกข์ ในมุมมองของนักจิตวิทยา สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “เวลา” แต่คือ “ใจ” ของแต่ละคน เขาพร้อมจะ ยอมรับความจริงและความเจ็บปวด นั้นแปล้วหรือยัง เขาพร้อมที่จะ ก้าวผ่านความทุกข์ แล้วหรือยัง เขาเห็นว่า ความทุกข์นั้นส่งผลกับเขามากพอ จนอยากลุกขึ้นมาจากการจมอยู่กับมันแล้วหรือยัง ผิดไหม ถ้าใจยังไม่พร้อม คำตอบคือ ไม่ผิดเลย เพราะความพร้อมทางใจ รวมถึงเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ดังนั้น “เวลา” จึงเปรียบเหมือน พื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เติบโต และค่อย ๆ ยอมรับความเจ็บปวดในจังหวะของตัวเอง เมื่อเผชิญความเจ็บปวดหรือความทุกข์ ควรโฟกัสอะไร สิ่งที่อยากชวนให้ทุกคนให้ความสำคัญ คือ เมื่อเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ อย่าจมไปกับความคิดว่า “เมื่อไหร่เราถึงจะหาย” หรือมัวแต่หวังว่า “เดี๋ยวเวลาก็ช่วยเราเอง” เพียงอย่างเดียว แต่ลองกลับมา ตระหนักถึงตัวเอง ในช่วงเวลานั้นอย่างอ่อนโยน เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับ “เรื่องราวที่ทุกข์ใจ” มากเกินไป แล้วการตระหนักในตัวเอง เริ่มจากอะไรได้บ้าง การตระหนักรู้ในตัวเอง อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ตอนนี้ เราเป็นอย่างไรบ้าง” โดยเน้นไปที่ ความรู้สึก ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น กังวล เศร้า เสียใจ ผิดหวัง หรือความรู้สึกอื่น ๆ เมื่อรับรู้ความรู้สึกแล้ว พยายามอย่ารีบโฟกัสไปที่ความคิดที่ไม่มีคำตอบ หรือแก้ไขไม่ได้ เช่น เราทำอะไรผิด เขาถึงทิ้งเราไป ถ้าตอนนั้นเราทำแบบนี้คงดีกว่านี้ หรือ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ไหม ลองใช้ เวลา ในการมองหา หนทางที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ หรือช่วยให้เราไม่ติดอยู่กับความทุกข์ในแบบที่เหมาะกับตัวเรา อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ เช่นดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ฝึก mindfulness คุยกับเพื่อน แล้วโฟกัสไปที่ประสบการณ์ตรงเหล่านั้น แล้วเมื่อใจพร้อม ค่อย ๆ กลับมาตกตะกอนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้ และทำความเข้าใจมัน สิ่งสำคัญคือ แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน อย่าเร่งรีบ และอย่าใจร้อนกับตัวเองมากเกินไป

เวลาช่วยให้เราดีขึ้น จากความทุกข์ได้จริงไหม?

“เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม

Read More »
ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กตอนต้น คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่าเราจะรับมือกับความไม่มั่นคงทางใจอย่างไร และค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles เราทุกคนเติบโตจากประสบการณ์ในอดีตเมื่อตอนเราเป็นเด็ก เราเรียนรู้โลกผ่านความสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือผู้ดูแล โดยไม่ใช่แค่การได้รับการเลี้ยงดูทางกาย แต่รวมถึงการได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ด้วย ดังนั้นเด็กที่ได้รับการเข้าใจ ถูกปลอบโยน และได้รับความรักอย่างสม่ำเสมอ จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกนี้ปลอดภัย และรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า แต่ในทางกลับกัน หากความรัก ความใส่ใจ หรือการตอบสนองทางอารมณ์เป็นรูปแบบที่ไม่สม่ำเสมอ หรือคาดเดาไม่ได้ เด็กก็จะเรียนรู้วิธี “เอาตัวรอดทางใจ” ในแบบของตนเอง และรูปแบบเหล่านี้มักยังคงปรากฏอยู่เมื่อเราโตขึ้น โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายมีความสำคัญต่อหัวใจของเรา ดังนั้นเมื่อความสัมพันธ์กระตุ้นความไม่มั่นคงในใจ ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด เราอาจเผลอถามตัวเองอยู่ลึก ๆ ว่า “ฉันสำคัญกับเธอไหม” “แค่นี้พอหรือเปล่า” “เธอจะอยู่ข้างฉันไหม” “เธอจะยอมรับในตัวฉันแค่ไหน” คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นสัญญาณของความไม่มั่นคงที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา และวิธีที่เราตอบสนองต่อความรู้สึกเหล่านี้ ก็มักสะท้อนประสบการณ์ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวิธีที่เด็กคนนั้นเคยพยายามรับมือกับความไม่มั่นคงในอดีต รูปแบบความผูกพัน (Attachment Styles) Secure Attachment "ความผูกพันแบบมั่นคง" เกิดจากวัยเด็กที่มีพ่อแม่หรือผู้ดูแล แสดงความรักและความใส่อย่างสม่ำเสมอ และคาดเดาได้ เด็กได้รับการเข้าใจ และมีคนตอบสนองต่ออารมณ์ที่แสดงออกมา เด็กจึงเรียนรู้ว่า เราสามารถวางใจผู้อื่นได้ เราสามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองได้ เมื่อโตขึ้น คนที่มี Secure Attachment มัก กล้าสื่อสารความรู้สึกของตนเอง รับรู้คุณค่าของตัวเอง มีความไว้วางใจในอีกฝ่าย เพราะในวัยเด็ก เขามีใครบางคนคอยอยู่ข้าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดความมั่นคงภายในใจขึ้นมา Anxious Attachment "ความผูกพันแบบกังวล" เกิดจากวัยเด็กที่ความรักและความใส่ใจมาเป็นบางช่วง ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะได้รับความรัก เด็กเรียนรู้ว่า ความรักเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ต้องพยายามทำบางอย่างเพื่อให้ได้ความรักกลับมา เมื่อโตขึ้น มัก รู้สึกกังวลเมื่อคนรักเงียบหรือมีระยะห่าง รู้สึกว่าต้องพยายาม หรือพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้ยังคงได้รับความรัก เพราะในใจยังมีความกลัวว่าความรักอาจหายไปได้ทุกเมื่อ Avoidant Attachment "ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง" เกิดจากวัยเด็กที่ได้รับความใกล้ชิดทางกาย แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้แสดงออกทางอารมณ์ เช่น ถูกห้ามร้องไห้ หรือถูกมองข้ามความรู้สึกเด็กจึงเรียนรู้ว่า อารมณ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ การแสดงความรู้สึกไม่ได้ช่วยให้ได้รับความรัก เมื่อโตขึ้น มัก นิ่ง เงียบ และไม่ค่อยแสดงความรู้สึก เมื่ออีกฝ่ายอยากใกล้ชิด จะอยากถอยห่าง เพราะกลัวการ “ต้องรู้สึก” ไม่ใช่เพราะไม่แคร์ แต่เพราะความใกล้ชิดเคยเป็นสิ่งที่เจ็บปวด จนไม่กล้าเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นอีก Disorganized Attachment "ความผูกพันแบบสับสน" เกิดจากวัยเด็กที่ผู้ดูแล อาจตอบสนองด้วยความรุนแรง หรือสร้างความหวาดกลัว แต่บางครั้งก็ให้ความรักและการดูแล เด็กจึงเรียนรู้ว่า ความใกล้ชิดคืออันตราย แต่ขณะเดียวกันก็โหยหาความรักจนเกิดเป็นความสับสนในใจ เมื่อโตขึ้น มัก อยากเข้าใกล้เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ถอยห่างทันทีเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้จริง ๆ เพราะคนที่ต้องการมากที่สุดกลับเป็นคนที่อาจทำให้เจ็บปวดได้มากที่สุดเช่นกัน สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือการเข้าใจอดีต เพื่อดูแลใจในปัจจุบัน การเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กจะช่วยให้เราเห็นที่มาของการตอบสนอง เมื่อความไม่มั่นคงถูกกระตุ้นในความสัมพันธ์เราอาจย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน เราสามารถเรียนรู้ วิธีตอบสนองต่อความรู้สึกไม่มั่นคงในรูปแบบใหม่ได้ เพราะความปลอดภัยทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ผ่านการสังเกตตัวเอง การทำความเข้าใจใจของตนเอง และการเติบโตไปพร้อมกันในความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ในวันนี้…คือกระจกสะท้อนวัยเด็กของกันและกัน

ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles

Read More »
การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง “การให้อภัยตัวเอง” ทำได้ยังไงบ้าง 1. ยอมรับความผิดพลาดโดยไม่ตัดสินตัวเอง การยอมรับความผิดพลาด ไม่ได้หมายความว่าเรายอมแพ้ หรือยอมรับว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่คือการเข้าใจว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยังมีสิ่งที่ไม่รู้ ไม่แน่ใจ และความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การยอมรับความจริง เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต 2. แยก “การกระทำ” ออกจาก “คุณค่าในตัวเอง” ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวตนของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงพฤติกรรม การกระทำ หรือการตัดสินใจในบางช่วงเวลา และบางสถานการณ์ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเราเสมอไป เมื่อเราแยกความผิดพลาดออกจากคุณค่าในตัวเองได้ เราจะมองตัวเองอย่างเป็นธรรมมากขึ้น และไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดมากำหนดว่าเราเป็นใคร 3. ใช้คำพูดเชิงบวกกับตัวเอง การพูดกับตัวเองในแง่ลบ เช่น “ทำไมถึงทำแบบนี้” หรือ “ทำไมไม่เก่งเหมือนคนอื่น” มักทำให้เรารู้สึกแย่ และบั่นทอนความมั่นใจ ลองปรับมาใช้คำพูดที่อ่อนโยนและเป็นจริงกับตัวเองมากขึ้น เช่น “เราทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์นั้น” หรือ “ทุกคนล้วนมีวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ” คำพูดเหล่านี้ช่วยให้ใจเราผ่อนคลาย และให้อภัยตัวเองได้ง่ายขึ้น 4. ตั้งขอบเขตและนิยามของคำว่า “ให้อภัยตัวเอง” ให้ชัดเจน การให้อภัยตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการลืมความผิดพลาด หรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คือการตั้งขอบเขตในใจ ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกผิดมาทำร้ายเราอย่างต่อเนื่อง และไม่ให้ความรู้สึกผิดนั้นมาควบคุมการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน การให้อภัยตัวเองคือ การยอมรับและรับผิดชอบต่อความผิดพลาด พร้อมกับเรียนรู้ และให้โอกาสตัวเองได้เติบโต โดยไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งชีวิต

“ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญง่ายๆ ที่มีความหมายกับใจ

การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง

Read More »
"ความหวังดี" เป็นสิ่งที่หลายคนอยากมอบให้กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อน เพราะเราตั้งใจดี อยากให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือหลุดพ้นจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ในบางครั้ง หาก “ความหวังดี” นั้นไม่มีขอบเขต ก็อาจทำให้เราลืมตัว และเผลอทำสิ่งที่เกินขอบเขต จนกลายเป็นผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้ 1. การตัดสินใจแทน โดยไม่ขอความคิดเห็น การตัดสินใจเลือก หรือการลงมือทำบางสิ่งแทนอีกฝ่าย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเขา เพราะเราคิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีที่สุด หรือรู้อยู่แล้วว่าเขาควรเลือกอะไร ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าไม่ได้รับการเคารพ รู้สึกถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ หรือค่อย ๆ กลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง แนวทางในการปรับ ถามความคิดเห็นของอีกฝ่ายก่อนตัดสินใจแทน ใช้การเสนอ “ตัวเลือก” แทนการตัดสินใจให้ทันที เพื่อให้อีกฝ่ายยังมีส่วนร่วมและมีสิทธิเลือกด้วยตัวเอง 2. การควบคุม “การตัดสินใจของคนอื่น” การพยายามบังคับหรือกดดันให้อีกฝ่ายทำ หรือเลือกในสิ่งที่เราเชื่อว่าดีที่สุดสำหรับเขา โดยไม่คำนึงถึงความต้องการหรือความคิดเห็นของอีกฝ่ายเลย ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่มีอิสระในการตัดสินใจ และรู้สึกว่าไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในความสัมพันธ์ แนวทางในการปรับ ให้คำแนะนำแทนการบังคับ เปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้ตัดสินใจเองบ้าง อาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ซับซ้อน เพื่อค่อย ๆ สร้างความมั่นใจ 3. การให้ความช่วยเหลือที่เร็วเกินไป การรีบเสนอความช่วยเหลือ หรือให้คำแนะนำทันทีที่เห็นอีกฝ่ายมีปัญหา เพราะอยากให้อีกฝ่ายหายจากความทุกข์โดยเร็ว ทั้งที่อีกฝ่ายอาจยังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าเราไม่เชื่อในความสามารถของเขา รู้สึกไม่ถูกเข้าใจ และอาจพลาดโอกาสในการเรียนรู้หรือพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แนวทางในการปรับ รับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายก่อน ลองถามว่า “ฉันช่วยอะไรได้บ้างไหม” เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ามีอิสระในการเลือก 4. การให้ความช่วยเหลือที่มากเกินไป การเข้าไปทำทุกอย่างแทนอีกฝ่ายแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือให้คำแนะนำมากเกินกว่าที่อีกฝ่ายพร้อมรับ ผลกระทบ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ กลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น หรือรู้สึกอึดอัด เหมือนไม่มีพื้นที่ของตัวเอง แนวทางในการปรับ เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ถามก่อนว่าเขาต้องการความช่วยเหลือระดับไหน เชื่อใจ และให้กำลังใจ เพื่อเสริมความมั่นใจให้อีกฝ่าย ความหวังดี เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อมันอยู่ใน “จุดที่พอดี” เพราะความหวังดีที่ดีที่สุด คือการหวังให้อีกฝ่ายได้เติบโตในแบบของเขา พร้อมกับการอยู่ข้าง ๆ อย่างเข้าใจ ยอมรับ และเคารพในตัวตนของเขา เมื่อเราให้ความหวังดีอย่างพอดี ทั้งเราและคนที่เรารักก็จะได้เติบโตไปด้วยกันอย่างสบายใจ ปลอดภัย และสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น

4 “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต จนส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์

บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้

Read More »
รักตัวเอง

รักตัวเองอย่างไร ในมุมนักจิตวิทยา

การรักตัวเอง (Self-Love) เป็นคำที่หลายคนคุ้นหูแต่ความหมายของคำนี้กลับถูกตีความไปหลากหลายรูปแบบ บางครั้งอาจถูกเข้าใจว่าเป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือการตามใจตัวเองมากเกินไป บทความนี้จะชวนมาทำความเข้าใจคำนี้ ในมุมมองของนักจิตวิทยากันให้มากขึ้น

Read More »
คุณค่าในตัวเอง self-worth

คุณค่าในตัวเอง: 3 วิธีฝึกง่าย ๆ ที่ช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น

หลายครั้งคำว่า “คุณค่าในตนเอง (Self-Worth)” มักถูกผูกติดไว้กับ ความสำเร็จ หรือ การบรรลุเป้าหมาย เมื่อเราทำได้ตามที่ตั้งใจ เราจะรู้สึกดีกับตัวเอง แต่เมื่อทำไม่ได้ หรือยังไปไม่ถึงจุดนั้น ความรู้สึกมีคุณค่าในใจก็มักจะลดลงตามไปด้วย บางคนอาจเผลอรู้สึกว่า “คุณค่าในตัวเองหายไป” โดยไม่รู้ตัว

Read More »
zootopia

Zootopia 2 : สะท้อนกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) ผ่าน Nick กับ Judy

บทความนี้จะชวนมาสำรวจแง่มุมในเชิงกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) จากภาพยนต์ zootopia 2 ท่ีเป็นการสะท้อนถึงการการแชร์ความรู้สึกที่เปราะบาง ว่าสามารถเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้อย่างไรบ้าง

Read More »
นักจิตวิทยา

นักจิตวิทยาแต่ละคน…ทำงานต่างกันยังไงบ้าง ?

การเริ่มต้นคุยกับนักจิตวิทยาอาจเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับหลายคน และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า นักจิตวิทยาแต่ละคนทำงานเหมือนกันไหม? หรือเราจะรู้ได้อย่างไรว่านักจิตที่เรากำลังคุยด้วย “ใช่” สำหรับเราหรือเปล่า  บทความนี้เราจะมาอธิบายเพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจ และตอบคำถามนี้กับตัวเองได้มากขึ้น

Read More »
พื้นที่ปลอดภัย

3 สัญญาณ บ่งบอก “พื้นที่ปลอดภัย” ของใจเรา

“พื้นที่ปลอดภัย” เป็นพื้นที่ที่เราทุกคนต้องการ  ทั้งในเชิงกายภาพ อย่างความปลอดภัยของสภาพอากาศ สถานที่ที่อยู่ สิ่งแวดล้อมรอบตัว และในเชิงของจิตใจ อย่างความสบายใจ ความรู้สึกมั่นคงกับผู้คน หรือ กลุ่มคนที่เราอยู่ด้วย บทความนี้ จึงอยากชวนมาสังเกต 3 สัญญาณ ที่จะช่วยบอกเราได้ว่า พื้นที่ตรงไหน คือพื้นที่ที่ปลอดภัยของใจเรา

Read More »
gratitude กตัญญู

ความกตัญญู (Gratitude) : ความรู้สึกทางบวกที่บังคับไม่ได้

คำว่า gratitude หรือ ความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ เรามักใช้คำว่า “กตัญญู” แทนคำนี้ แต่บางคนกลับ “ถูกผูกมัด” ด้วยคำนี้ จนบางครั้งความรู้สึกดี ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติกลับกลายเป็นความกดดันโดยไม่รู้ตัว เราเลยอยากชวนมารู้จักคำนี้ ในแบบที่ส่งผลดีทั้งต่อตัวเรา และความสัมพันธ์รอบตัวเรา

Read More »
เสียงในหัว

ก่อนจะเชื่อ “เสียงในหัว” กลับมาเช็คความจริงกันก่อนไหม?

เคยไหม…เพื่อนไม่ตอบไลน์ เสียงในหัวเริ่มดังขึ้นมาเองว่า  “เค้าต้องโกรธเราแน่ๆ” เพราะเราไม่ได้แยก “ข้อเท็จจริง (Fact)” ออกจาก “การรับรู้/การตีความ (Perception)” จนทุกอย่างปนกันไปหมด บทความนี้จะชวนเรากลับมาแยกสองสิ่งนี้ได้มากขึ้น

Read More »
ความกลัว

How to รับมือ “ความกลัว” เมื่อเราต้องทำสิ่งใหม่

เมื่อเราต้องเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ หรือเผชิญกับสิ่งที่ท้าทาย “ความกลัว” มักจะเกิดขึ้นเสมอ สิ่งสำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้อง “หายกลัว” ก่อนถึงจะเริ่มได้ เพราะถ้าเราอยู่กับความกลัวได้ เราก็สามารถเริ่มทำสิ่งนั้นได้เหมือนกัน 

Read More »
เข้าใจตัวเอง idolisation

Idolisation: เข้าใจตัวเอง ในวันที่ไอดอลของเราอาจไม่ได้ Perfect เสมอไป

ชวนกลับมาเข้าใจตัวเอง ในวันที่ไอดอลของเราอาจไม่ได้ Perfect เสมอไป เพราะบางครั้งการ “ชื่นชม” ที่มากเกินไปก็อาจกลายเป็นการ “บูชา” จนทำให้เรามองข้ามของเสียของคนๆ หนึ่ง และรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงเมื่อเขาทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความคาดหวังของเรา

Read More »
ทั้งรัก ทั้งเกลียด

“รัก และ เกลียด” 2 ความรู้สึกต่างขั้วที่เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์เดียวกัน

สภาวะ “ทั้งรัก ทั้งเกลียด” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่พบได้บ่อยของสิ่งที่เรียกว่า “Emotional Ambivalence” หรือ “สองความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน แต่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน” แล้วเราจะทำยังไง หากเกิดความรู้สึกแบบนี้ในความสัมพันธ์…

Read More »
การสูญเสีย

4 แนวทางอยู่กับความเศร้าและเติบโตจากการสูญเสีย

“การสูญเสีย” เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา การเผชิญหน้ากับความเศร้าอาจทำให้รู้สึกเหมือนชีวิตหยุดนิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถใช้มันเป็นโอกาสในการเติบโตและเติมเต็มชีวิตได้จากการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีสติและเข้าใจ ด้วยแนวทางทั้ง 4 ที่เรานำมาฝากกัน

Read More »
self-doubt

เข้าใจ Self-doubt ปลดล็อคความสงสัยในตัวเอง

หลายคนอาจเคยมีช่วงเวลาที่ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง หรือรู้สึกสงสัยว่าที่ทำไปนั้น “ดีพอแล้วหรือยัง” ความรู้สึกแบบนี้ถูกเรียกว่า Self-doubt ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถเผชิญได้

Read More »
พ่อแม่มือใหม่

รับมือความกังวล.. ฉบับพ่อแม่มือใหม่

การมีลูกคือสิ่งน่ายินดีและมีความหมายสำหรับหลายคน แต่สำหรับพ่อแม่มือใหม่แล้ว ในความตื่นเต้นและดีใจนั้น อาจแฝงไปด้วยความกังวลและหนักใจกับสิ่งที่ยังไม่เคยรับมือมาก่อน บทความนี้จะชวนสำรวจ และ แนะนำวิธีเบื้องต้นในการรับมือกับความกังวลเหล่านั้น

Read More »
Gaslighting

Gaslighting คืออะไร? รู้ทัน Gaslighter จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

Gaslighting ไม่ใช่แค่การไม่ใส่ใจหรือปฏิเสธความคิดเห็นของคนอื่น แต่ทำให้อีกฝ่าย “ไม่ให้ความสำคัญกับตนเอง” ดังนั้นการรู้ทันความคิดของ Gaslighter จะช่วยให้เรารับมือ และไม่ตกเป็นเหยื่อของคนที่มีพฤติกรรมนี้

Read More »
ใจร้ายกับตัวเอง

3 พฤติกรรม “ใจร้ายกับตัวเอง”

หลายครั้งที่เรามักเผลอทำพฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นการดูแลตัวเอง หรือเป็นการพัฒนาตนเอง แต่กลับกลายเป็นการใจร้ายกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะชวนมาดู 3 พฤติกรรมที่อาจจะเผลอใจร้ายกับตัวเอง และ แนวทางที่จะใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น

Read More »
ย้ายงาน

ย้ายงานดีไหม ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมงานดีมาก?

การตัดสินใจย้ายงานไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อที่ทำงานปัจจุบันก็ดีอยู่แล้วและมีเพื่อนร่วมงานที่ดี หลายคนมักจะลังเลที่จะลาออกเมื่อมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามา เพราะกังวลว่าสังคมใหม่จะเป็นอย่างไร หรือเพื่อนร่วมงานจะดีเท่าที่เดิมหรือไม่

Read More »
คุยกับ AI

คุยกับ AI แทนนักจิตวิทยาได้ไหม?

ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามหนึ่งที่หลายคนอาจสงสัยคือ เราจะสามารถคุยกับ AI เพื่อระบายความรู้สึกแทนการปรึกษานักจิตวิทยาได้หรือไม่?

Read More »
ความโกรธ

How to รับมือกับความโกรธ: 4 ขั้นตอนในการรับมือกับใจตัวเอง

ความโกรธเป็นอารมณ์หนึ่งที่เป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังไม่โอเค แต่หากเราปล่อยให้อารมณ์โกรธควบคุม ก็อาจจะทำให้เราแสดงออกในสิ่งที่ทำร้ายจิตใจคนรอบข้าง หรือทำให้สถานการณ์ต่างๆ แย่ลงได้

Read More »
เปรียบเทียบตัวเอง social comparison

Social Comparison : เปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เหนือกว่า ไม่ดีจริงหรอ?

การเปรียบเทียบทางสังคม (Social Comparison) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะมันเปรียบเหมือนสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของเรา เพื่อที่จะกลับมาประเมินตัวเองว่าตัวเราดีพอแล้วหรือยังเมื่อเทียบกับ ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเราเอง ก็ชอบที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ดังนั้นวันนี้ on mind way จึงอยากชวนมาทำความเข้าใจรูปแบบในการเปรียบเทียบทางสังคม และผลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา

Read More »
ไม่เป็นไร passive-aggressive

ปากบอกไม่เป็นไร แต่ข้างในใจขุ่นมัว!! : เข้าใจ Passive Aggressive Behavior

Passive Aggressive Behavior คือ การพยายามไม่แสดงความรู้สึกทางลบ (โดยเฉพาะความโกรธ) ออกมาโดยตรง หรืออาจจะใช้การบอกว่าไม่เป็นไร แต่มักจะมีการแสดงความไม่พอใจ หรือออกกมาทางลบออกมาในทางอ้อม จึงอาจจะพูดได้ว่า Passive Aggressive Behavior เป็นความขัดแย้งภายในใจระหว่าง…ความกลัวว่าคนอื่นจะรับรู้ความรู้สึกทางลบที่เกิดขึ้น กับ การอยากได้รับการตอบสนอง หรืออยากให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความไม่พอใจนั้น ดังนั้นคนที่มี Passive Aggressive Behavior จึงพยายามกดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ แต่ในบางครั้ง ความรู้สึกนั้นก็ล้นออกมา

Read More »
PTSD ฝันร้าย

รับมือกับ PTSD : ดูแลใจยังไง? เมื่อ “ฝันร้ายที่เจ็บปวด” กลับมารบกวนชีวิต

สำหรับใครที่เคยผ่าน…“สถานการณ์ที่สะเทือนใจ” หรือ “พบเจอกับความรุนแรง” ความทรงจำเหล่านั้น อาจเปรียบได้กับ “ฝันร้าย” ที่มักจะย้อนกลับเข้ามาใน “ความคิดของเรา” ไม่ว่าจะเป็น ตอนหลับ หรือ ตอนตื่น ซึ่งหากความทรงจำเจ็บปวดเหล่านั้น เข้ามารบกวนจนส่งผล กระทบต่อชีวิต และการทำงาน ก็อาจจะถือเป็นสัญญาณของ “โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD)”

Read More »
ความสุข ความสงบ

“ความสุข” อื่นยิ่งกว่า “ความสงบ” ไม่มี : เข้าใจพุทธสุภาษิตนี้ ในเลนส์นักจิตวิทยาการปรึกษา

นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ = สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี สนฺติ หรือ “สันติ” ในเชิงพุทธนั้นหมายถึง “ภาวะที่สงบจากกิเลส” โดยภาวะที่สงบจากกิเลสในที่นี้ ทางพุทธมองว่าคือ “นิพพาน” แต่วันนี้เราจะขอวิเคราะห์พุทธสุภาษิตนี้ ในมุมของนักจิตวิทยาการปรึกษากัน

Read More »
Sexual Harassment เข้าใจผิด

5 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ

การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อผู้คนมากมาย แต่ก็ยังคงมีความเข้าใจผิดหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มักจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาหรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทำได้ยาก หรือมีความซับซ้อนมากขึ้นอีก

Read More »
เปลี่ยนงาน

เมื่อไหร่…ถึงควรเปลี่ยนงาน ? 5 คำถาม Job hopping แบบฟังเสียงใจของตัวเอง

บทความนี้ชวนกลับมาดู 5 คำถาม สำหรับคนที่กำลังลังเลในการตัดสินใจเปลี่ยนงาน เพื่อช่วยให้กลับมาเห็นความต้องการของตัวเอง และสามารถ Job hopping ด้วยการฟังเสียงใจ และได้พัฒนาตัวเอง

Read More »
deep talk

Deep Talk คำสุดฮิต ที่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจ

Deep Talk เริ่มเป็นคำที่คนใช้กันเยอะมากขึ้นเพื่อสื่อถึงการพูดคุยกันในความสัมพันธ์ จนมีแนวคำถามมากมายที่หลายคนหยิบไปถามกันในความสัมพันธ์ แต่การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบางเรื่อง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการพูดคุยแบบลึกซึ้งเสมอไป บทความนี้เลยอยากชวนมาทำความเข้าใจ และรู้จักการพูดคุยในรูปแบบนี้ให้มากขึ้นกัน การพูดคุยในลักษณะนี้ เป็นการพูดคุย แบบ เปิดใจ แชร์ความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์ส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้าง connection ระหว่างกันจากความเข้าใจกันและกันมากขึ้น ดังนั้น คำว่า Deep เลยสื่อถึงความลึก ของสิ่งที่อยู่ในใจที่เราเลือกแชร์ให้อีกฝ่ายรับรู้ผ่านการพูดคุยกันที่ปกติเราอาจจะไม่ค่อยได้พูดถึงมันสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลบเท่านั้น

Read More »
ประเมินตัวเอง

รับมือกับการประเมินตัวเอง ด้วย Self as Awareness และ Self as Context

Self as Awareness – ตัวตนในฐานะความตระหนักรู้ และ Self as Context – ตัวตนในฐานะบริบท เป็นปัจจัยที่ทำให้เราสามารถแยกแยะ “ตัวตน” ออกจาก “การประเมินตัวเองที่ไม่สอดคล้องกับความจริง” เพื่อสุขภาพใจที่ดีและมีมุมมองที่ดีกับตัวเองมากขึ้น

Read More »
ตัวตน

ตัวตนในฐานะแนวคิด (Self as Concept): ตัวตนที่อาจทำให้เราทุกข์

สำหรับคนที่ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพจิตและจิตวิทยา คำว่า Self-Awareness หรือความตระหนักรู้ในตนเองนั้น อาจเป็นที่คุ้นหูกันอยู่แล้ว แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ตามแนวคิดของ Acceptance & Commitment Therapy (ACT) ตัวตน (self) มิได้หยุดอยู่เพียงแค่ความตระหนักรู้ แต่ยังสามารถแบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก ได้แก่ Self as Concept – ตัวตนในฐานะแนวคิด Self as Awareness – ตัวตนในฐานะความตระหนักรู้ และ Self as Context – ตัวตนในฐานะบริบท

Read More »
นักจิตวิทยา

นักจิตวิทยา จัดการตัวเองยังไงเมื่อเผชิญปัญหา

เมื่อกล่าวถึง “นักจิตวิทยา” หลายคนอาจจินตนาการถึงบุคคลที่เข้มแข็ง มั่นคงทางอารมณ์ และสามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างไม่หวั่นไหว ทว่าในความเป็นจริง นักจิตวิทยาก็คือ “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่ย่อมมีความรู้สึก มีความเปราะบาง และต้องการ พื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพื่อเรียบเรียงความรู้สึกของตนเองไม่ต่างจากใคร

Read More »
เดอะแบกของบ้าน

“เดอะแบกของบ้าน” : 5 แนวทางการดูแลใจ สำหรับคนที่คอยดูแลทุกคน

ในทุกครอบครัว มักจะมีใครสักคนที่เป็น “เดอะแบกของบ้าน” คนที่คอยดูแลทุกคนเวลามีปัญหา คอยจัดการสารพัดเรื่องโดยไม่ปริปากบ่น ไม่ใช่เพราะเขาไม่เหนื่อย แต่เพราะกลัวว่า “เดี๋ยวจะทำให้คนอื่นเครียด”

Read More »
รับมือ หลงตัวเอง

รับมือยังไง ให้ใจไม่พัง เมื่อต้องเจอกับคนที่ ‘หลงตัวเองจนเป็นปัญหา’

การที่เราต้องอยู่กับคนที่มีพฤติกรรมหลงตัวเองจนเป็นปัญหา ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราทุกข์ใจได้เหมือนกัน วันนี้เลยชวนทุกคนมาดูว่า เราสามารถรับมืออย่างไรได้บ้าง เพื่อดูแลใจตัวเอง ไม่ให้ถูกบั่นทอนไปเสียก่อน

Read More »
หลงตัวเอง

พฤติกรรม “หลงตัวเอง” vs โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder)

“Narcissist” หรือ “การหลงตัวเอง” กลายเป็นหนึ่งคำที่ทุกคนรู้จักกันเป็นวงกว้าง และมักใช้เรียกคนที่มีลักษณะทางลบบางอย่าง เช่น เห็นแก่ตัว ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือมองว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น

Read More »
โสด

เป็น “โสด” แบบนี้ เราแปลกไหมนะ?

“เป็นโสดมาตลอดแบบนี้ เราแปลกไหมนะ?” คำถามนี้สำหรับบางคนอาจเป็นคำถามขำๆ ที่พูดคุยกันเล่นๆในกลุ่มเพื่อน แต่สำหรับบางคนมันอาจเป็นเสียงสะท้อนของความไม่มั่นใจ ความสงสัยในคุณค่าของตัวเอง หรือแม้กระทั่งความรู้สึกว่าตนเองกำลัง ‘ตกขบวน’ ในโลกที่ให้ความสำคัญกับการมีความสัมพันธ์อยู่เหมือนกัน

Read More »
ไม่มี passion

“ไม่มี Passion” ก็ไม่เป็นไร | การค้นหาความสุขในแบบที่เราต้องการ

Passion หรือ ความหลงไหล คือความกระตือรือร้นที่เรามีให้กับสิ่งที่เราชอบ เช่น งานที่ทำ กิจกรรมที่เรารัก หรือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขในทุกๆ วัน การมี Passion ทำให้เรารู้สึกมีความหมายในชีวิตและผลักดันให้เราพยายามทำสิ่งที่ชอบให้ดีที่สุด แต่แล้วถ้าเราไม่มี Passion ล่ะ? จะเป็นเรื่องแปลกไหม?

Read More »
freelance

ทำงาน Freelance ยังไง? ให้มี Work-Life Balance และไม่ Burnout

การทำงาน freelance อาจไม่ได้มีขอบเขตเวลาทำงานที่ชัดเจน และบางครั้ง เราก็จำเป็นที่จะต้องยืดหยุ่นเวลาของตัวเองเพื่อให้สอดคล้องกับ “งาน” ที่เป็นเหมือน “โอกาส” ที่เข้ามา จนบางครั้ง เราอาจจะละเลย me-time ของตัวเอง และเหนื่อยล้าสะสม จนนำมาสู่ภาวะหมดไฟในการทำงานได้

Read More »
เด็ก

5 แนวทาง โอบกอด “เด็กคนนั้น” ที่อยู่ข้างในตัวเรา

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ตัวตนของเรา” ในปัจจุบัน ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากประสบการณ์ที่เราได้เจอตั้งแต่ “วัยเด็ก” และยังคงติดอยู่ข้างในตัวเรา และมีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อตัวเราในปัจจุบัน ซึ่งถูกเรียกว่า “Inner Child”

Read More »
Imposter Syndrome

มารู้จัก Imposter Syndrome : เมื่อเรารู้สึกไม่เก่ง ทั้งที่เก่งแล้ว

Imposter Syndrome คือการที่เราสงสัยในความสามารถ ทักษะ รวมถึงความสำเร็จของตัวเอง แม้ว่าความจริงแล้วจะมีหลักฐานชัดเจนว่าเรามีความสามารถนะ เลยมักจะมองว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นเพราะปัจจัยภายนอก เช่น เชื่อว่าความสำเร็จมาโชคมากกว่ามองว่ามาจากความสามารถของเรา…

Read More »
ปฏิเสธ

4 วิธี…”ปฏิเสธ” คนอื่น เพื่อดูแลใจตัวเอง

เคยมั้ย…ที่ไม่กล้าปฏิเสธคำชักชวน หรือคำขอของคนอื่น จนต้องฝืนใจตัวเอง SAY YES ไป อาจเป็นเพราะ “กลัว” ผลลัพธ์จากการกระทำของเรา แล้วถ้าเราอยากใจดีกับตัวเองมากขึ้น เราจะเริ่มฝึก SAY NO เพื่อกลับมา SAVE ใจ ของเราได้ยังไง บทความนี้มีคำตอบมา 4 วิธีมาฝากกัน

Read More »
ปฏิเสธ

ทำไม… เราถึงไม่กล้า “ปฏิเสธ” คนอื่น

เวลาที่มีใครชวน หรือขอร้องอะไร เรามักจะไม่กล้าปฏิเสธ และยอมฝืนใจตัวเองทำบางอย่างหรือเปล่า? ถ้าคุณเป็นแบบนั้น บทความนี้ เราจะยกตัวอย่าง 3 ความคิดที่มักจะทำให้เราไม่กล้าที่จะ say no กับคนอื่น

Read More »
ความรู้สึก

Name It to Tame It: แค่รู้จัก “ความรู้สึก” ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง!

การทำความเข้าใจอารมณ์ ≠ การใช้อารมณ์นะ เพราะเราสามารถที่จะเข้าใจ และบอกถึงความรู้สึกของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นที่จะแสดงมันออกมา วันนี้เลยอยากชวนทุกคนมาเข้าใจ และ เรียกชื่อความรู้สึกของตัวเอง

Read More »
เหนื่อย

4 เหตุผล…ที่ทำให้จะเหนื่อยแค่ไหน ก็รู้สึกผิดเวลาพัก

เคยเป็นไหม…วันทำงานก็ตั้งตารอให้ถึงวันหยุด เพราะเหนื่อยจนอยากจะได้พัก ได้มีเวลาให้ตัวเอง  แต่พอถึงวันที่ได้หยุดจริงๆ กลับพยายามที่จะหาอะไรทำอยู่ตลอดทั้งวัน เพราะไม่อยากจะปล่อยเวลาไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย กลัวตนเองจะเป็นคนขี้เกียจหรือไม่ productive

Read More »
ชีวิตคู่

ชีวิตคู่ เหมือน ลิ้นกับฟัน… แต่ถ้า “สื่อสารดี” ทะเลาะกันก็ไม่ Toxic

เป็นปกติที่ยิ่งคนเราสนิทกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้เห็นถึงตัวตนต่าง ๆ ซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่จะมี “ความขัดแย้ง” “กระทบกระทั้ง” “ผิดใจ” หรือ “ไม่เข้าใจกัน” ยิ่งในชีวิตคู่แล้ว ยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นไปใหญ่ เพราะมันเต็มไปด้วย “ความคาดหวัง” และ “ความต้องการ” ที่เรามีทั้งต่อตัวเองและมีต่อคนรักของเรา จึงทำให้ความขัดแย้งมักเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง

Read More »
กังวล

“ความกังวล” ของเราต่างกัน… ชวนรู้จัก 5 แบบของความกังวล

ความคิดกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และเป็นเรื่องปกติ แต่หากความคิดนั้นเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือทำให้คุณภาพของการใช้ชีวิตลดลง อาจเป็นสัญญาณว่าเราอาจเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวล

Read More »
คุยกับเพื่อน

คุยกับนักจิต vs คุยกับเพื่อน ต่างกันยังไง??

แม้ว่าจะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” เหมือนกัน แต่การคุยกับเพื่อน และนักจิตวิทยา ก็มีหลายประเด็นที่มีความแตกต่างกัน บทความนี้ on mind way จึงได้รวบรวมประเด็นความแตกต่างเหล่านั้นมานำเสนอให้ทุกคนได้เข้าใจมากขึ้น

Read More »
ดูแลใจ

7 กิจกรรม “ดูแลใจ”…ทำได้ทุกวัน

ใครที่กำลังรู้สึกเหนื่อย เครียด จากการเรียน หรือการทำงาน หรือกำลังอยากหาวิธีดูแลใจที่เหมาะกับตนเอง วันนี้ on mind way เอา 7 กิจกรรม ที่จะช่วยให้คุณสามารถพักผ่อน หรือผ่อนคลายจิตใจที่สามารถทำได้ง่ายๆ และทำได้ทุกวันมาฝากกัน

Read More »
ทบทวนตัวเอง

8 เทคนิค ช่วยทบทวนตัวเองได้ดีขึ้น

“การทบทวนตัวเอง” หรือ Self-Reflection คือ การกลับมาทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก พฤติกรรม และประสบการณ์ของตนเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจตัวเองและสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างละเอียด และตามความเป็นจริงมากขึ้น แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า แล้วทำอย่างไรถึงจะสามารถทำความเข้าใจตัวเองได้อย่างละเอียด และลึกซึ้ง ดังนั้นในบทความนี้ on mind way ได้ทำการรวบรวม 8 เทคนิคที่จะช่วยให้เราเห็นตัวเองได้อย่างชัดเจนมากขึ้น มาฝากกัน การที่เราได้มีเวลา “หยุดพัก” เพื่อกลับมา Reflect

Read More »
ซึมเศร้า

“ซึมเศร้า” ของเราไม่เหมือนกัน…ชวนมาเข้าใจโรคซึมเศร้าแต่ละชนิด

รู้ไหมว่า แม้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนกัน แต่รูปแบบ ลักษณะอาการ อาจจะมีความแตกต่างกันได้ เพราะโรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีชนิดเดียว และแม้จะเป็นชนิดเดียวกัน แต่อาการที่แสดงออกก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด บทความนี้ on mind way จึงได้รวบรวมข้อมูลชนิดของโรคซึมเศร้ามาให้ทุกคนได้รู้จัก และทำความเข้าใจกัน

Read More »
move on

เลิกกันแล้ว แต่ยัง move on ไม่ได้…มันเป็นเพราะอะไรนะ ?

แม้ว่าความสัมพันธ์จะจบลงไปแล้ว…หลายๆ คนอาจจะยังคงนึกถึง และยังวนอยู่กับความคิดที่อยากให้เค้ากลับมาอีกครั้ง วันนี้อาจจะรู้สึกเหมือนทำใจได้แล้ว แต่ผ่านไปอีกวันก็กลับไปคิดถึงเขาอีก จนเกิดเป็นคำที่เรามักจะได้ยินนั่นคือ “move on เป็นวงกลม”

Read More »
เลิกกัน

5 เหตุผลที่ “การเลิกกัน” เป็นเรื่องยาก แม้จะรู้ว่าอยู่ใน Toxic Relationship

เคยสงสัยในตัวเองไหมว่า ทั้งๆ ที่รู้ว่า Romantic Relationship ตอนนี้ ”มันแย่ มัน Toxic“ เหลือเกิน แต่ก็ยังตัดสินใจเลิกกันไม่ได้! วันนี้ on mind way จึงอยากมาอธิบายถึง 5 เหตุผล ที่ทำให้เรายังไม่สามารถออกมาจากความสัมพันธ์ได้

Read More »
ครอบครัว

“ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน” : 5 ผลกระทบต่อลูก จากความ toxic ของพ่อแม่

“ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน” “พ่อแม่ toxic” เราอาจได้ยินสำนวนเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ แต่ทุกคนรู้มั้ยว่าพ่อแม่ toxic คืออะไร และสามารถส่งผลกระทบกับชีวิตคนเป็นลูกอย่างเรายังไงบ้าง?

Read More »
ปรึกษานักจิตวิทยา

4 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการปรึกษานักจิตวิทยา

การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่หลายๆ คน ให้ความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเนื่องจากการปรึกษานักจิตวิทยานั้น ถือเป็นบริการที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย จึงอาจจะทำให้หลายคนยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบริการนี้อยู่บ้าง ในวันนี้ on mind way จึงอยากชวนมาทำความเข้าใจ 4 ประเด็นที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษา

Read More »
ตัดสินใจผิด

เคยรู้สึก…ตัดสินใจผิดกันมั้ย?

เคยรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดกันบ้างไหม? ความรู้สึกแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราเจอกับเรื่องที่ไม่ถูกใจ หรือไม่เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจไว้ จนต้องกลับมามาบอกตัวเองว่าถ้ารู้แบบนี้ ตอนนั้นน่าจะทำ หรือน่าจะเลือกแบบนั้นดีกว่า หรือ “รู้งี้” ไม่น่าตัดสินใจแบบนี้เลย….

Read More »
คุยกับตัวเอง

คุยกับตัวเองยังไง…ให้ดีต่อใจ

การคุยกับตัวเอง (self-talk) คือการสื่อสารกับตัวเองด้วยเสียงจากข้างในของเรา ที่มาจากความคิด ความเชื่อ และประสบการณ์ที่ผ่านมา แน่นอนว่า การคุยกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเกือบจะตลอดเวลา รวมทั้งมีผลโดยตรงกับทั้งความคิด ความรู้สึก การกระทำ และการตัดสินใจของตัวเรา บทความนี้ เราจึงอยากนำเสนอแนวทางในการคุยกับตัวเองเชิงบวก 3 แนวทาง

Read More »
ความคิด

รู้จัก ความคิดที่ทำให้เราทุกข์ หรือ “Cognitive Distortions”

Cognitive Distortions คือ“รูปแบบความคิดต่างๆ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง นำไปสู่การมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ที่ทำให้เรามีความเชื่อทางลบเกี่ยวกับตัวเองหรือสิ่งต่างๆ รอบตัวโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”

Read More »
ปีชง

5 แนวทาง ดูแลใจยังไง…ในปีชง ??

ในช่วงเทศกาลปีใหม่แบบนี้ บางคนอาจจะกำลังรู้สึกกังวลใจ และไม่สบายใจหากตัวเองเกิดในปีที่เป็น “ปีชง” กับปีนี้ ดังนั้น on mind way จึงอยากนำวิธีในการดูแลใจเบื้องต้นสำหรับคนที่อาจจะกำลังรู้สึกกังวล หรือไม่มั่นใจกับการใช้ชีวิตในปีนี้มาฝากกัน

Read More »
รู้สึกดิ่ง

จบวันหยุดยาวทีไร รู้สึกดิ่งทุกที…ทำไงดีนะ?

ช่วงวันหยุดยาว คงเป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย เพราะจะได้พักผ่อนจากการเรียน หรือการทำงาน ได้มีเวลาให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หรือได้กลับไปใช้เวลากับคนที่เรารัก แต่เมื่อช่วงเวลานั้นจบลง บางคนอาจเกิดความรู้สึกดิ่ง ความรู้สึกเศร้า หรือที่เรียกว่า “Post-Vacation Blues” ดังนั้น วันนี้ on mind way จึงอยากมาชวนดูวิธีที่จะรับมือกับสภาวะนี้กัน

Read More »
วันหยุด

How to… มีวันหยุด แบบได้พักทั้งกายและใจ

เคยมั้ย มีวันหยุด…แต่เหมือนไม่ได้หยุด เพราะต้องนั่งตอบเรื่องงาน พอตอบเสร็จ ในหัวก็กังวล เครียดเรื่องงานไม่หยุด จนไม่ได้เที่ยว หรือพักใจอย่างที่อยากทำ วันนี้เรามีทริคง่ายๆ สำหรับการรับมือกับใจ ที่ว้าวุ่นเวลาโดนตามงานในวันที่เรากำลังพัก เพื่อให้เราได้ใช้เวลาพักผ่อนที่มีค่าอย่างเต็มที่กัน

Read More »
ของขวัญ

รู้ไหม…เราให้ของขวัญตัวเองได้ทุกวัน

ช่วงเวลาในการได้รับของขวัญ คงเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข ความตื่นเต้น ความประทับใจ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะได้สัมผัสความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ในทุกวัน ผ่านการให้ของขวัญกับตัวเอง

Read More »
เพื่อน ซึมเศร้า

เพื่อนเหมือนจะ “ซึมเศร้า” ช่วยยังไงได้บ้าง?

เคยเป็นมั้ย บางทีรู้รู้สึกเหมือนเพื่อนจะกำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้า รู้สึกว่าเพื่อนไม่ไหว แต่เราก็ไม่รู้จะช่วยยังไงดี วันนี้เลยมี 6 ข้อที่เราพอจะช่วยเพื่อนได้มาฝากกัน

Read More »
เป้าหมาย

มี “เป้าหมาย” แล้ว…ทำยังไงให้ “สำเร็จ”?

เคยมั้ย…ตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ทำสักที เพราะเราก็เอาแต่จะผลัดวันไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่ได้เริ่มลงมือทำ หรือบางครั้งเริ่มทำไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกกลางทางเพราะรู้สึกท้อ หรือเหนื่อยเกินไป หากเราเป็นคนหนึ่งที่มักจะเป็นแบบนี้ ลองเอาทริคพวกนี้ไปลองปรับใช้ เพื่อให้เราลงมือทำตาม goal ที่ตั้งไว้ได้มากขึ้นกัน

Read More »
พักใจ พักกาย

How to พักใจ พักกาย…แบบไม่รู้สึกผิด

หากใครไม่เคยปล่อยให้ตัวเองได้พัก เราจะชวนมาดูมุมมองที่จะทำให้เราสามารถพักกาย พักใจได้โดยไม่รู้สึกผิด เพื่อให้เราสามารถพักได้อย่างเต็มที่ และกลับไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกัน

Read More »
เพื่อนที่ดี

เป็นเพื่อนที่ดีให้กับ “ตัวเอง” และ “คนอื่น” ด้วย Empathy

Empathy คือความสามารถในการเข้าใจและร่วมรู้สึกไปกับความรู้สึกของคนอื่น หากทุกคนได้เข้าใจว่า Empathy คืออะไร ได้กลับมาสังเกตคำพูด ความคิด หรือการกระทำของตัวเองเวลารับฟังเรื่องราวของคนอื่น และได้ลองนำแนวทางจากบทความนี้ไปปรับใช้กับตัวเอง Empathy ก็จะถือเป็นอีกทักษะที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝนและพัฒนาได้เช่นกัน

Read More »
empathy

Empathy vs Sympathy “ความเข้าใจ” ที่ไม่เหมือนกัน

หลายคนอาจจะเคยได้ยิน หรือเข้าใจความหมายของ Empathy และ  Sympathy มาบ้าง ในขณะที่บางคนก็อาจจะสับสนว่า 2 คำนี้มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจ 2 คำนี้ให้มากขึ้น โดยทั้ง 2 คำ ต่างเป็นความรู้สึกเข้าใจที่เกิดขึ้นเมื่อเราได้รับฟังปัญหาหรือความไม่สบายใจของคนอื่น แต่แตกต่างกันที่ลักษณะ จุดประสงค์ และการแสดงออก

Read More »
นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ เพราะหยุดคิดไม่ได้…ทำยังไงดี?

การนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนในหลายช่วงวัย ซึ่งสามารถเกิดได้จากปัจจัยทั้งทางกายภาพ หรือรูปแบบในการใช้ชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับหลายๆคนคือ โดยเฉพาะเมื่อมีสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกเครียด คือการคิดมาก หรือกังวล

Read More »
รักตัวเอง

ตำหนิตัวเองจนเหนื่อยแล้ว…มาลองรักตัวเองดูบ้างไหม?

เชื่อว่าทุกๆ คน คงไม่อยากที่จะ “ตำหนิตัวเอง (self-criticism)” แต่เชื่อไหมว่าการที่จะเลิกพฤติกรรมนี้มันยากเหลือเกิน ฉะนั้นวันนี้ on mind way จึงอยากแนะนำเทคนิคดีๆในการรับมือกับ “การตำหนิตัวเอง” ด้วยความรักตัวเอง และใจดีกับตัวเองผ่าน “ถ้อยคำที่นุ่มนวลต่อตัวเอง”

Read More »
อกหัก ปก

ทำไมอกหัก แล้วรู้สึกว่าเราไม่เหลืออะไรเลย ?

คงปฏิเสธได้ยากว่าเมื่อความสัมพันธ์มาถึงจุดสิ้นสุด “ฝ่ายที่ถูกบอกเลิก” หรือเป็นคนที่อกหัก มักจะเป็นผู้ที่รู้สึกแย่กว่าในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะสำหรับบางคน อาจรู้สึกราวกับว่าโลกใบนี้มันมืดมัวไปหมด รู้สึกราวกับว่าตัวเราไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่สิ่งที่เคยเป็นความสุขของเรา ในวันนี้กลับไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อน ตลอดจนกลับมามีข้อสงสัยในคุณค่าของตัวเอง

Read More »
ดูดวง นักจิต

มีปัญหา ควรไปคุยกับนักจิต หรือ ไปดูดวง??

จริงๆ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าการไปดูดวง ก็เป็นตัวเลือกแรก ที่หลายคนมักจะนึกถึง เวลาที่เจอปัญหา หรือความไม่สบายใจ แล้วหมอดู กับนักจิตวิทยา ต่างกันยังไงนะ

Read More »
ความสุข อยากมีบ้าง

“ความสุข” อยากมีบ้าง…ทำยังไงดี

“แล้วจะสร้างความสุขให้ตัวเองได้ยังไง” บทความนี้เรายากมานำเสนอบ้างแง่มุมที่จะเป็นตัวช่วยให้ทุกคนสามารถมองเห็นและมีความสุขในการใช้ชีวิตได้มากขึ้น

Read More »
สุขภาพจิต

ทำไมต้องใส่ใจ สุขภาพจิต(ใจ) ??

ถ้าถามว่าระหว่างร่างกาย กับ จิตใจ เรา “ให้ความสำคัญ” กับอะไรมากกว่ากัน หลายคนคงตอบว่าเท่ากัน หรือลังเลที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว ส่วนใหญ่เรามักจะดูแลสุขภาพกาย และละเลยการใส่ใจสุขภาพจิต…

Read More »
เมื่อเริ่มสนใจการดูแลสุขภาพจิต หลายคนมักมีคำถามว่า จิตแพทย์กับนักจิตวิทยาต่างกันยังไง หรือควรเลือกพบผู้เชี่ยวชาญคนไหนก่อน เพราะแม้ว่าทั้งสองวิชาชีพจะทำงานด้านสุขภาพจิตเหมือนกัน แต่มีบทบาท วิธีการช่วยเหลือ และเป้าหมายในการดูแลที่แตกต่างกัน บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองวิชาชีพ เพื่อให้สามารถเลือกใช้บริการได้ตรงกับความต้องการของตนเอง จิตแพทย์คือใคร? จิตแพทย์เป็นแพทย์ที่ผ่านการศึกษาด้านการแพทย์และเฉพาะทางจิตเวช มีหน้าที่ประเมิน วินิจฉัย และรักษาโรคทางจิตเวช เมื่อเข้ารับบริการ จิตแพทย์จะสอบถามอาการ ประเมินประวัติ และวินิจฉัยโดยอ้างอิงเกณฑ์ของโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรควิตกกังวล รวมทั้งพิจารณาปัจจัยด้านร่างกาย เช่น การทำงานของสมอง สารสื่อประสาท และฮอร์โมน หากเห็นว่าจำเป็น จิตแพทย์สามารถสั่งจ่ายยาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับอาการของผู้รับบริการได้ นักจิตวิทยาการปรึกษาคือใคร? คำว่า "นักจิตวิทยา" ครอบคลุมหลายสาขา แต่ในบทความนี้หมายถึง นักจิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychologist) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา บทบาทสำคัญของนักจิตวิทยาการปรึกษาคือการรับฟัง ทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้รับบริการ เพื่อช่วยให้มองเห็นสาเหตุของปัญหา เข้าใจตนเองมากขึ้น และค้นหาแนวทางรับมือกับปัญหาร่วมกันผ่านกระบวนการพูดคุย นักจิตวิทยาไม่ได้มุ่งเน้นการวินิจฉัยโรค และไม่สามารถสั่งจ่ายยาได้ แต่จะช่วยให้ผู้รับบริการเรียนรู้การจัดการอารมณ์ ความเครียด ความกังวล รวมถึงพัฒนาทักษะในการดูแลสุขภาพใจของตนเอง ควรหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา? คำตอบขึ้นอยู่กับเป้าหมายและลักษณะของปัญหาที่กำลังเผชิญ หากมีอาการรุนแรง เช่น อาการทางอารมณ์ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก มีปัญหาการนอน สมาธิลดลง หรือสงสัยว่าตนเองอาจมีโรคทางจิตเวช การเข้ารับการประเมินกับจิตแพทย์อาจเหมาะสมกว่า เพราะสามารถวินิจฉัยและพิจารณาการรักษาด้วยยาได้ แต่หากต้องการพื้นที่ในการพูดคุย ทำความเข้าใจความเครียด ความทุกข์ใจ ความสัมพันธ์ หรือพัฒนาทักษะการรับมือกับปัญหาชีวิต การปรึกษานักจิตวิทยาการปรึกษาเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม จิตแพทย์กับนักจิตวิทยา สามารถทำงานร่วมกันได้ หลายคนเข้าใจว่าจำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง จิตแพทย์และนักจิตวิทยาสามารถทำงานร่วมกันได้ ในบางกรณี ผู้รับบริการอาจได้รับการดูแลจากจิตแพทย์เพื่อรักษาอาการด้วยยา ควบคู่กับการพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อทำความเข้าใจปัญหา ฝึกทักษะการรับมือกับอารมณ์ และส่งเสริมการดูแลสุขภาพใจในระยะยาว ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา สิ่งสำคัญคือการได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

จิตแพทย์กับนักจิตวิทยา 2 อาชีพนี้ ต่างกันยังไง? เข้าใจความแตกต่างก่อนเลือกเข้ารับบริการ

รู้หรือไม่ จิตแพทย์ กับ นักจิตวิทยา ไม่ใช่อาชีพเดียวกันนะ…วันนี้เราจะมาอธิบายความแตกต่างของทั้ง 2 อาชีพ เพื่อให้ทุกคนเลือกใช้บริการได้ตรงตามจุดประสงค์ และความต้องการของตัวเอง

Read More »
เมื่อไหร่ควรปรึกษานักจิตวิทยา? 2 สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจต้องการความช่วยเหลือ ปัจจุบันประเด็นด้านสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือภาวะหมดไฟ (Burnout) กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนได้ยินและพบเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้หลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพใจ และเปิดใจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริการด้านสุขภาพจิต รวมถึงการ ปรึกษานักจิตวิทยา มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การรับบริการกับนักจิตวิทยาการปรึกษายังค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย หลายคนจึงอาจมีคำถามว่า "ต้องมีปัญหามากแค่ไหนถึงควรไปหานักจิตวิทยา" หรือ "เมื่อไหร่ควรพบนักจิตวิทยา" คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์และวิธีรับมือกับปัญหาที่แตกต่างกัน บทความนี้จึงรวบรวมแนวทางเบื้องต้น เพื่อช่วยให้คุณได้ลองสังเกตสุขภาพใจของตนเอง และประเมินว่าถึงเวลาที่ควรขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง หรือนักจิตวิทยาการปรึกษาแล้วหรือยัง ควรปรึกษานักจิตวิทยาเมื่อไหร่? โดยทั่วไปแล้ว การปรึกษานักจิตวิทยาอาจแบ่งออกได้เป็น 2 สถานการณ์หลัก ได้แก่ การเข้ารับคำปรึกษาเมื่อกำลังเผชิญปัญหาที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต และการเข้ารับคำปรึกษาเพื่อพัฒนาตนเองหรือทำความเข้าใจตนเองให้มากขึ้น 1. เมื่อปัญหาในชีวิตเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต หลายคนอาจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น • การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อม เช่น ย้ายโรงเรียน ย้ายที่ทำงาน หรือเปลี่ยนอาชีพ • การเปลี่ยนแปลงบทบาทในชีวิต เช่น การเป็นพ่อหรือแม่ การเกษียณ หรือการหยุดทำงานและกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน • การเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก อุบัติเหตุร้ายแรง ความรุนแรงทางร่างกายหรือจิตใจ รวมถึงการเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง • ความเครียดหรือความไม่สบายใจจากการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคม เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ การเกิดความรู้สึกเศร้า กังวล หรือเครียด ถือเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของอารมณ์ อย่างไรก็ตาม หากคุณเริ่มสังเกตว่าปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง ทำให้การเรียนหรือการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ จัดการอารมณ์ได้ยากขึ้น หรือเริ่มกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบตัว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าการ ปรึกษานักจิตวิทยา สามารถช่วยให้คุณได้พูดคุย ทำความเข้าใจ ยอมรับ และค้นหาแนวทางรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม 2. เมื่อคุณอยากพัฒนาและทำความเข้าใจตนเองมากขึ้น การพบกับนักจิตวิทยาไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเติบโตและพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ เช่น • ค้นหาความสนใจ เป้าหมาย หรือแนวทางการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับคุณค่าของตนเอง • พัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การสื่อสาร การจัดการความเครียด การรับมือกับปัญหา หรือการดูแลสุขภาพใจ • เรียนรู้การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง • สำรวจความคิด ความรู้สึก และรูปแบบการตัดสินใจของตนเอง เพื่อมองเห็นทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดที่สามารถพัฒนาต่อได้ การพูดคุยกับนักจิตวิทยาการปรึกษาจะช่วยให้คุณมีพื้นที่ในการทบทวนตนเอง เข้าใจตัวเองมากขึ้น และค้นหาแนวทางในการเติบโตที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของคุณ ปรึกษานักจิตวิทยา ไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหารุนแรง หลายคนอาจเข้าใจว่าการพบนักจิตวิทยาเป็นเรื่องของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การปรึกษานักจิตวิทยาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการดูแลสุขภาพใจ ที่สามารถทำได้ทั้งในช่วงที่กำลังเผชิญปัญหา และในช่วงที่ต้องการพัฒนาตนเอง การพูดคุยกับนักจิตวิทยาเปิดโอกาสให้คุณได้สำรวจความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของตนเองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เข้าใจปัญหา มองเห็นทางเลือก และค้นหาแนวทางในการดูแลใจหรือพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสมกับชีวิตของคุณ หากคุณกำลังตั้งคำถามว่า "เมื่อไหร่ควรพบนักจิตวิทยา" คำตอบอาจไม่ใช่การรอให้ทุกอย่างแย่ที่สุด แต่คือช่วงเวลาที่คุณรู้สึกว่าการมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยและทำความเข้าใจตนเอง อาจเป็นประโยชน์ต่อการก้าวต่อไปของชีวิต

เมื่อไหร่ควรปรึกษานักจิตวิทยา? 2 สัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อไหร่ควรไปปรึกษานักจิตวิทยา? หากความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะหมดไฟ หรือเหตุการณ์ในชีวิตเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต บทความนี้จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่าถึงเวลาขอความช่วยเหลือแล้วหรือยัง

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save