บทความ

workshop สุขภาพจิต นักจิตวิทยา องค์กร บทความ

บทความเกี่ยวกับสุขภาพจิต จิตวิทยา และ การกลับมาดูแลใจตัวเอง

workshop สุขภาพจิต นักจิตวิทยา องค์กร บทความ
workshop สุขภาพจิต
หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Gaslighting ซึ่งหมายถึงการที่ผู้กระทำค่อย ๆ บิดเบือนความจริง ทำให้ผู้ถูกกระทำเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ การรับรู้ หรือแม้แต่สติสัมปชัญญะของตัวเอง แต่ในบางครั้ง เมื่อเราเจอกับสถานการณ์แบบนี้บ่อย ๆ เราอาจเริ่ม “Gaslight ตัวเอง” โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Self-Gaslighting Self-Gaslighting คืออะไร? Self-Gaslighting คือการที่เราตั้งคำถามหรือปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่ความรู้สึกนั้น “เกิดขึ้นจริง” เรารู้สึก…แต่เสียงในหัวกลับบอกว่า “เราคิดมากไปเอง” “เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก เราอ่อนไหวเอง” “เรื่องแค่นี้เอง” “คนอื่นยังลำบากกว่าเราอีก” คำพูดเหล่านี้ทำให้เราค่อย ๆ ลดทอนความรู้สึกของตัวเอง มองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนสูญเสียความมั่นใจ และไม่ได้ตัดสินใจตามความเป็นจริงของตัวเอง ท้ายที่สุด เราอาจพลาดโอกาสในการเข้าใจและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แล้วจะทำยังไง ไม่ให้เรา Self-Gaslight ตัวเอง? 1. สังเกตคำพูดที่เราใช้กับตัวเอง เมื่อเกิดความรู้สึกด้านลบ เช่น โกรธ กลัว เสียใจ ลองถามตัวเองว่า เรายอมรับความรู้สึกนั้นตรง ๆ หรือกำลังใช้คำพูดลดทอนมันอยู่ 2. เรียกชื่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น ลองหยุดและถามตัวเองว่า “ตอนนี้เรารู้สึกอะไรอยู่กันแน่?” อาจเป็นความอึดอัด เศร้า น้อยใจ โมโห หรือท้อแท้ โดยยังไม่ต้องตัดสินว่าความรู้สึกนั้น “ถูกหรือผิด” เพียงแค่รับรู้และยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง 3. ทำความเข้าใจที่มาของความรู้สึก ลองสำรวจว่า...ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเกิดจากอะไร เช่น รู้สึกน้อยใจแฟน เพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยมีเวลาให้ ทั้งที่เราคิดถึง และอยากใช้เวลาร่วมกันในวันหยุด 4. ปรับคำพูดที่เราบอกตัวเอง เมื่อเข้าใจความรู้สึกแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเองให้ “รับฟัง” มากขึ้น จาก “เรื่องเล็กแค่นี้เอง คิดมากไปหรือเปล่า” เป็น “เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกจริง ๆ นะ” หรือจาก “ไม่น่าน้อยใจเลย” เป็น “เรามีสิทธิ์รู้สึกน้อยใจนะ แต่อาจต้องมาดูต่อว่ามันเกิดจากอะไร” การไม่ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่การอ่อนแอ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

Self-Gaslighting: รู้สึกนะ แต่เสียงในหัวเรากลับบอกว่า “เราคงแค่คิดไปเอง”

Self-Gaslighting คือการที่เราปฏิเสธหรือบอกตัวเองว่า “คิดไปเอง” ทั้งที่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นจริง บทความนี้ชวนสำรวจสัญญาณของการลดทอนความรู้สึกตัวเอง และวิธีกลับมาเข้าใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

Read More »
Grounding Technique คือเทคนิคที่ช่วยให้เรากลับมาโฟกัส และมีสติกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ช่วยให้จมอยู่กับความคิดหรือความกังวลน้อยลง เป็นการเปลี่ยนความสนใจจาก “ความคิด” กลับมาสู่ “ร่างกาย” วันนี้อยากชวนลองเทคนิคง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา นั่นคือ “5 Senses” ซึ่งเป็นการพาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา อยู่กับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ลองมองไปรอบ ๆ ตัวในตอนนี้ และโฟกัสกับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ระหว่างมอง ลองสังเกตรายละเอียดของสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด เช่น สีเป็นอย่างไร โทนเข้มหรืออ่อน พื้นผิวดูนุ่ม แข็ง หรือหยาบ มีลวดลายอะไรบ้าง รูปร่างเป็นแบบไหน กว้างหรือยาว ทึบหรือโปร่งแสงมากแค่ไหน อยู่กับ 4 สิ่งที่เราสัมผัสได้ ลองหยิบของใกล้ตัว หรือรับรู้สิ่งที่ร่างกายกำลังสัมผัสอยู่ จากนั้นค่อย ๆ โฟกัสรายละเอียดของสิ่งนั้น เช่น ผิวสัมผัสเป็นแบบไหน ลื่น ขรุขระ แข็ง หรือ นุ่ม รูปร่างเป็นอย่างไร มีส่วนโค้งหรือเหลี่ยมตรงไหน อุณหภูมิเป็นอย่างไร ร้อนหรือเย็น อยู่กับ 3 สิ่งที่เราได้ยิน เสียงไม่จำเป็นต้องดังหรือเด่น อาจเป็นเพียงเสียงพื้นหลังรอบตัว เช่น เสียงแอร์ เสียงคนคุยกัน หรือเสียงรอบข้างอื่น ๆ ลองสังเกตว่า เสียงดังหรือเบา มาจากทิศทางไหน เป็นเสียงสูงหรือต่ำ มีจังหวะต่อเนื่อง หรือขาดเป็นช่วง ๆ อยู่กับ 2 สิ่งที่เราได้กลิ่น ลองโฟกัสกลิ่นรอบตัว หรือหยิบสิ่งที่มีกลิ่นอ่อน ๆ มาดมเช่น ยาดม เทียนหอม หรือกลิ่นธรรมชาติ สังเกตว่า เป็นกลิ่นอะไร กลิ่นแรงหรืออ่อน ให้ความรู้สึกแบบไหน เช่น สดชื่น หรือหวาน อยู่กับ 1 สิ่งที่เราลิ้มรสได้ อาจเป็นช่วงที่กำลังกินหรือดื่มอะไรอยู่ หรือสังเกตรสที่ยังหลงเหลืออยู่ในปาก เช่น มีรสอะไรอยู่บ้าง เปรี้ยว หวาน ขม รสยังคงอยู่มากน้อยแค่ไหน สุดท้าย ลองหยุดและสังเกต “ความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้ การค่อย ๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นและค่อย ๆ คลายจากความคิดหรือความกังวลที่วนอยู่ในใจ

พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ด้วย 5 Senses Grounding Technique

5 Senses Grounding Technique คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยดึงใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อลดความเครียด ความคิดฟุ้งซ่าน และความกังวลในชีวิตประจำวัน

Read More »
“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เป็นประโยคที่เรามักได้ยินบ่อยในช่วงเวลาที่ใครสักคนกำลังเผชิญความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงาน ความผิดหวังในความสัมพันธ์ หรือการสูญเสียบางอย่างในชีวิต เพราะเมื่อเราเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์ เรามักอยากช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเร็วที่สุด และอยากให้สถานการณ์ที่เขาเผชิญเบาลง จึงเกิดคำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” “อย่าคิดมาก” “ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” แน่นอนว่า คำพูดเหล่านี้มีเจตนาเพื่อ “ปลอบใจ” แต่ในมุมจิตวิทยา คำพูดนี้สามารถทำหน้าที่ได้สองแบบ อาจเป็นกำลังใจ ที่ช่วยให้ใครบางคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ หรืออาจกลายเป็นการลดทอนความรู้สึกของอีกฝ่าย โดยที่เราไม่ตั้งใจ เพราะเราเองก็อาจไม่รู้ว่าจะอยู่กับความรู้สึกยาก ๆ นั้นอย่างไร ซึ่งความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ “จังหวะ” และ “วิธีที่เราใช้มัน” “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เป็น กำลังใจ คำพูดนี้สามารถสร้างความหวังได้จริง ผ่านหลักการทางจิตวิทยา 1. อารมณ์ไม่ใช่สิ่งถาวร (Emotional Impermanence) ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ทางบวก เช่น ความดีใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางลบ เช่น ความเศร้า ความเครียด ความกลัว ล้วนมีลักษณะเป็นคลื่น ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และลดลงตามเวลา การตระหนักว่า “ความรู้สึกนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป” ช่วยลดความรู้สึกสิ้นหวัง และทำให้เรามีพลังที่จะผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ 2. การปรับมุมมอง (Cognitive Reappraisal) เมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก การตีความหรือปรับมุมมอง เช่น “ช่วงนี้มันยาก แต่ไม่ได้ยากตลอดไป” “ปัญหานี้เป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต” จะช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ทางลบ และเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) รวมถึงช่วยให้เราควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อคำนี้กลายเป็นการ “กดความรู้สึก” หากประโยคนี้ถูกพูดเร็วเกินไป ในขณะที่ความรู้สึกของอีกฝ่ายยังไม่ได้รับการเข้าใจ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า ความทุกข์ของเขาไม่สำคัญ เรื่องที่เขาเจอถูกทำให้เล็กลง เขาควร “รับมือให้ได้” โดยเร็ว แทนที่จะได้มีพื้นที่อยู่กับความรู้สึกของตัวเอง สิ่งนี้เรียกว่า Emotional Invalidation คือการที่ความรู้สึกของบุคคลถูกลดความสำคัญ หรือไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ คน ๆ นั้นอาจรู้สึกว่า ไม่มีใครเข้าใจเขาไม่ควรพูดความรู้สึกของตัวเอง ต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ดังนั้นแม้เราไม่ได้ตั้งใจ แต่ผลลัพธ์อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกทุกข์มากขึ้น แล้วจะใช้คำว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อย่างไร ให้เป็นกำลังใจจริง ๆ การปลอบใจที่ช่วยเยียวยาได้มากที่สุด มักเริ่มจากการ “รับรู้ ยอมรับ และสะท้อนความรู้สึก” ของอีกฝ่ายก่อน เพราะในช่วงเวลาที่คนกำลังทุกข์ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนแรก ไม่ใช่คำแนะนำหรือทางออกทันที แต่คือการรู้สึกว่า “มีคนเห็น และเข้าใจ” ดังนั้น ก่อนจะพูดว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เราอาจเริ่มจาก “มันคงหนักมากจริง ๆ สำหรับเธอ” “เราเข้าใจว่ามันยากมากในตอนนี้” “ไม่แปลกเลยที่เธอจะรู้สึกแบบนี้” คำพูดลักษณะนี้ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า ความรู้สึกของเขาถูกมองเห็น และเมื่อเขารู้สึกว่าไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง คำว่า “เราจะค่อย ๆ ผ่านมันไปได้” ก็จะไม่ใช่การเร่งให้เข้มแข็ง แต่กลายเป็นกำลังใจที่อ่อนโยนและมีความหมาย บทความนี้ไม่ได้อยากให้การให้กำลังใจเป็นเรื่องยาก หรือทำให้รู้สึกว่าต้องพูดให้ “ถูกต้อง” เสมอ เพราะในเวลาที่เราเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์ ความตั้งใจที่จะปลอบใจและช่วยให้เขาดีขึ้นก็มีคุณค่าและสำคัญมากอยู่แล้ว สิ่งที่อยากชวนให้เห็น ไม่ใช่การเปลี่ยน “ความหวังดี” แต่เป็นการเพิ่ม “ความเข้าใจ” เพื่อให้คำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ทำให้ใครสักคนรู้สึกว่าเขาสามารถรู้สึก พูด และค่อย ๆ ผ่านช่วงเวลายากลำบากนั้นไปได้โดยไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

“เดี๋ยวก็ผ่านไป” กำลังใจ หรือการกดความรู้สึก?

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” คือกำลังใจ หรือการกดความรู้สึก? บทความนี้ชวนเข้าใจวิธีปลอบใจโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกลดทอนความรู้สึก

Read More »
เวลาเจอคำถามจากคนอื่นว่า “ไหวไหม” คำตอบที่เรามักจะตอบออกไปก็คือ “ไหว” แต่คำว่า “ไหว” ของเราในแต่ละครั้ง อาจมีความหมายที่ไม่เหมือนกันก็ได้ บางครั้งคำว่า “ไหว” อาจหมายถึง เรารับมือกับสถานการณ์นั้นได้จริง ๆ แต่บางครั้ง “ไหว” อาจเกิดจาก ความจำเป็น ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ หรืออยากทำตามความคาดหวังของคนรอบตัว จึงอยากชวนทุกคนลองกลับมาสังเกตว่า...การตอบว่า “ไหว” ที่เราใช้กันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันนั้น มาจากเสียงของตัวเราจริงไหม เมื่อคำตอบ “ไหว” ไม่ได้มาจากเสียงของเรา หลายครั้งคำว่า “ไหว” อาจเกิดจาก "แรงกดดันภายนอก" คำตอบนี้มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกว่า ต้อง ควร กลัว ซึ่งเกิดจากความกดดัน หรือการรับรู้ความคาดหวังจากภายนอก เช่น เสียงของคนอื่น หรือความคาดหวังของสังคมมากกว่าความต้องการที่มาจากตัวเราเอง ตัวอย่างความคิดที่อาจเกิดขึ้น เช่น “คนอื่นไหว เราก็ต้องไหว” “เราควรจะไหวสิ ไม่งั้นคนอื่นเดือดร้อน” “ต้องไหว ไม่งั้นเราจะกลายเป็นคนขี้เกียจ” เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น คำว่า “ไหว” จึงอาจไม่ใช่เสียงที่แท้จริงของเรา “ไหว” แบบที่เราไม่ทันถามตัวเอง บางครั้งเราพูดคำว่า “ไหว” ออกมาแบบอัตโนมัติ โดยที่ยังไม่ได้กลับมาสำรวจตัวเองอย่างช้า ๆ เราบอกตัวเอง หรือบอกคนอื่นว่า “ไหว” ทั้งที่ยังไม่ได้หยุดฟังว่าความรู้สึกจริง ๆ ของเราตอนนั้นเป็นอย่างไร คำว่า “ไหว” จึงกลายเป็นเหมือนคำพูดที่ช่วยแยก หรือเก็บอารมณ์จริง ๆ ของเราเอาไว้ เพื่อให้เราสามารถเดินหน้าทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปได้ “ไหว” เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือก บางครั้งการบอกว่า “ไหว” อาจเกิดจากความรู้สึกว่าเรา ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเรากังวลว่า หากบอกว่า “ไม่ไหว” แล้ว เราอาจเสียโอกาส เสียภาพลักษณ์ หรือทำให้ใครบางคนผิดหวัง จึงทำให้เรารู้สึกว่าทางเลือกเดียวที่มีคือ ต้องไหว ลองกลับมาฟังเสียงของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่า คำว่า “ไหว” ในตอนนี้ อาจไม่ได้มาจากเสียงของเรา ลองเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้สำรวจความรู้สึก ด้วยคำถามเล็ก ๆ 3 ข้อนี้ 1. เช็กระดับความไหวของตัวเอง ลองให้คะแนนความไหวของตัวเองในช่วงนั้น เป็นระดับ 1–10 แทนการตอบแค่ว่าไหวหรือไม่ไหว วิธีนี้ช่วยให้เราเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดขึ้น 2. แยกว่าเกิดจาก “ความต้องการ” หรือ “ความกลัว” ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เราเลือกทำอยู่ตอนนี้ มาจาก ความต้องการของเราจริง ๆ หรือมาจาก ความกลัว การแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น 3. อนุญาตให้ตัวเอง “ไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง” ในแต่ละวัน เราอาจไหวมากหรือไหวน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่กำลังเจอ การอนุญาตให้ตัวเอง ไม่ไหวบ้าง ไม่ใช่ความล้มเหลว และไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเอง เมื่อความไหวมาจากหัวใจของเรา ความไหวที่มาจากความตั้งใจของเรา มักจะยังเหลือพื้นที่ให้เราได้พัก ได้ครุ่นคิด และได้กลับมาดูแลตัวเอง แต่ความไหวที่มาจากความกลัว หรือความคาดหวังของคนอื่น บางครั้งอาจผลักให้เราเดินต่อไป โดยทิ้งความรู้สึกของตัวเองไว้ข้างหลัง ดังนั้น ลองกลับมาฟังเสียงของตัวเองอีกครั้ง และอนุญาตให้ตัวเอง ไม่ไหวได้บ้าง เพราะการยอมรับว่าเราไม่ไหวในบางวัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลใจ ให้เราเดินต่อไปได้อย่างอ่อนโยนและมั่นคงมากขึ้น

ไหวไหม? เมื่อคำว่า “ไหว” อาจมาจากแรงกดดัน ไม่ใช่เสียงของตัวเอง

เวลามีคนถามว่า “ไหวไหม” หลายครั้งเราตอบว่าไหวทั้งที่ข้างในอาจไม่ได้รู้สึกแบบนั้น บทความนี้ชวนสำรวจว่าเสียงนั้นมาจากตัวเราหรือแรงกดดันรอบตัว

Read More »
ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยน สร้างการเชื่อมต่อใหม่ และพัฒนาได้จากประสบการณ์ที่เราลงมือทำและวิธีคิดที่เราเลือกในแต่ละวัน ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต ช่วงนี้หลายๆ คนอาจได้ยินชื่อ ไอลีน กู่ (Eileen Gu) นักสกีฟรีสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน-จีนวัย 22 ปี ผู้คว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิกฤดูหนาวทั้งปี 2022 และ 2026 อีกทั้งยังเป็นนางแบบระดับโลกที่ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำและมีผลงานบนเวทีใหญ่ ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง ล่าสุดในการสัมภาษณ์หลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ผ่านมา ไอลีนได้พูดถึงกระบวนการคิดของตัวเองว่า ปกติเธอใช้เวลาอยู่กับ “การคิดทบทวนตนเอง เขียนบันทึก แยกแยะ วิเคราะห์กระบวนการคิดของตนเอง” และเชื่อว่า “เมื่อเราควบคุมวิธีคิดของตัวเองได้ เราก็จะควบคุมได้ว่าเราอยากจะเป็นใคร โดยเฉพาะเมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) จะอยู่ข้างเรา เธอเลยสามารถเป็นคนแบบที่อยากจะเป็นได้จริง ๆ” จริงๆ แล้ว Neuroplasticity หรือ “ความยืดหยุ่นของสมอง” ที่ไอลีนพูดถึง ไม่ได้เป็นเคล็ดลับพิเศษที่จำกัดอยู่แค่นักกีฬาโอลิมปิกแต่อย่างใด แต่หมายถึง ความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตามประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เซลล์ประสาท (Neurons) ที่มีอยู่นับล้านในสมองคนเราจะมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน หากเราทำพฤติกรรมใหม่ ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เซลล์ประสาทก็จะสร้างสะพานเชื่อมต่อเส้นใหม่ขึ้น และเมื่อเราทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ เส้นใยที่สร้างขึ้นก็จะถูกใช้และแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันพฤติกรรมไหนที่เลิกทำ เส้นใยนั้นจะไม่ได้ถูกใช้ ทำให้อ่อนแรงลงและถูกตัดทิ้งในที่สุด แปลว่า ถ้าเราทำสิ่งไหนซ้ำ ๆ สมองเราก็จะทำสิ่งนั้นเก่งขึ้นนั่นเอง เช่น การเรียนและฝึกพูดภาษาที่ 3 บ่อย ๆ ทำให้เราพูดภาษานั้นคล่องขึ้น การฝึกฝนวาดรูป ก็จะทำให้เราวาดได้ลายเส้นที่สวยขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงทักษะบางอย่าง แต่ยังรวมถึง “ความคิด” ของเราด้วย ถ้าเราคิดในด้านลบ เส้นใยที่เป็นสะพานเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเกี่ยวกับความคิดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นชุดรูปแบบ (pattern) ความคิดติดตัวเราได้ แม้ไอลีนจะบอกว่า เมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมองจะอยู่ข้างเรา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าอายุเท่าไหร่สมองก็จะยังยืดหยุ่นและสร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ ขึ้นได้เสมอ💡 โดยมีหลายสิ่งที่เราอาจทำได้ เช่น ✅เรียนภาษาใหม่ ✅ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ✅เรียนทักษะใหม่ๆ ✅ฝึกสมาธิ ฝึกสติ ✅เล่น puzzle ท้ายที่สุดแล้ว Neuroplasticity สอนให้เรารู้ว่า ความสามารถที่เรามีไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พัฒนาได้เสมอด้วยการฝึกฝนและเลือกคิดในทุก ๆ วันนั่นเอง

ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)…เคล็ดลับนักกีฬาโอลิมปิก ที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต

Read More »
หลายคนเข้าใจว่า Self-esteem คือความมั่นใจสูง ๆ หรือการมองตัวเองในแง่ดีตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว Self-esteem คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างสมดุล ทั้งในวันที่เราทำได้ดี และในวันที่เราผิดพลาด บทความนี้จะชวนคุณสำรวจ 4 มุมมองสำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้าง Self-esteem ให้เติบโตอย่างมั่นคงและอ่อนโยนจากภายใน ก่อนที่เราจะพูดถึงมุมมองต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่ม Self-esteem ให้กับตัวเอง ลองมาทำความเข้าใจคำว่า Self-esteem กันก่อน Self-esteem ประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. การตระหนักถึงความจริง (Realistic) คือการยอมรับและรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน สิ่งที่ชอบและไม่ชอบของตนเอง บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่างตรงไปตรงมา 2. การชื่นชมและยินดีกับส่วนที่ดีในตัวเอง (Appreciative) คือความรู้สึกที่ดีต่อภาพรวมของตนเอง หากนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงเพื่อนสนิทที่ชื่นชมเรา เขาเลือกมองเห็นด้านที่ดีในตัวเรามากกว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ มุมมองแบบนี้เองที่เราสามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ ดังนั้น Self-esteem คือ การรับรู้ว่าตนเองมีจุดเด่นและจุดด้อยอะไร โดยไม่เอาข้อเสียมากลบ “ข้อดี” ของตนเอง และสามารถสังเกต เห็นคุณค่า และชื่นชมด้านบวกของตัวเองได้ Self-esteem คือการหลงตัวเองหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” เพราะ Self-esteem ที่ดี จะทำให้เรา… ยินดีอย่างสม่ำเสมอต่อความเป็นตัวเอง แต่ไม่หวือหวา: ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมี “คุณค่า” ในตัวเอง และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน มีพื้นที่ให้กับ “การพัฒนาตัวเอง”: เมื่อเรามองเห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เราจะรู้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีก เมื่อเข้าใจความหมายของ Self-esteem แล้ว ลองมาดูว่า “มุมมอง” แบบใดที่จะช่วยพัฒนา Self-esteem ในตัวเราได้บ้าง 1. การยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance) คือการสังเกตตัวเองอย่างชัดเจนด้วย “สติ” มองเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบ เห็นข้อจำกัดของตัวเอง และยอมรับว่าความทุกข์และความสุขเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เข้าใจถึงข้อจำกัดของตนเอง ไม่พยายามหลีกเลี่ยง เร่งรีบเปลี่ยนแปลง หรือกำจัดความทุกข์ตรงหน้าในทันที มีอิสระในการตัดสินใจ และให้พื้นที่กับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะของชีวิต Carl Rogers กล่าวว่า “เมื่อเรายอมรับตนเองในแบบที่เป็น เราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้” ดังนั้น การยอมรับตัวเองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ในจังหวะของเรา และเพิ่ม Self-esteem ได้อย่างมั่นคง 2. ความอดทน (Patience) เมื่อเรามองเห็นข้อจำกัดของตัวเองแล้ว บางครั้งเราอาจใจร้อน อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที แต่การเติบโตต้องอาศัย “ความอดทน” การไว้วางใจในกระบวนการ ไม่คาดหวังเกินจริง และไม่ยอมแพ้ต่อความผิดหวัง จำไว้เสมอว่า “ทุกคนมีเวลาในการเติบโตของตัวเองเสมอ” 3. เมตตาและกรุณา (Loving-kindness & Compassion) เราควรมีความเมตตาและกรุณาต่อตัวเอง ด้วยการแสดงความห่วงใยและหวังดี แม้ในวันที่รู้สึกไม่ดีหรือไม่พอใจกับตัวเอง หากยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลอง… ปรับคำพูดกับตัวเอง จากการตำหนิรุนแรง ให้พูดตามความเป็นจริง เช่น จาก “แกมันโง่จริง ๆ” เป็น “เราทำคะแนนสอบไม่ได้ดังที่หวัง” ปรับน้ำเสียงที่ใช้กับตัวเอง จากน้ำเสียงหงุดหงิดหรือโกรธ เป็นน้ำเสียงปกติที่เข้าใจสถานการณ์ ให้โอกาสตัวเอง แม้จะผิดหวัง ผิดพลาด หรือไม่ได้ดั่งใจ 4. การไม่ตัดสิน (Non-judgement) ประโยคแบบนี้คุ้นไหม… “ฉันไม่ดีเท่าเพื่อน” “ทำไมฉันไม่ดีกว่านี้?” “ฉันแย่มาก” “ฉันควรพัฒนาได้เร็วกว่านี้” “วันนี้ฉันทำได้ไม่ดีเท่าเมื่อวาน” “ฉันไม่ชอบตัวเองแบบนี้” “ฉันคงไม่มีวันดีขึ้น” “ฉันมันโง่” ถ้าเรามีประโยคเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ นั่นอาจหมายถึงว่าเรากำลังตัดสินและตีตราตัวเองอยู่ ลองถามตัวเองว่า…คำพูดเหล่านี้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่? ถ้าช่วยได้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความรู้สึก “มั่นคง” หรือ “กลัว” กันแน่? และมันทำให้ Self-esteem ของเราเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่? หากคำตอบคือคำพูดเหล่านี้สร้างบาดแผลทางใจมากกว่า ลองกลับมา “ยอมรับ” “อดทน” และ “ใจดี” กับตัวเองให้มากขึ้น คุณค่าในตัวเราไม่ได้ลดลงเพียงเพราะความผิดพลาด ข้อบกพร่อง หรือความผิดหวัง ค่อย ๆ มองทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยสายตาที่เข้าใจ อ่อนโยน และซื่อสัตย์ แล้ว Self-esteem จะค่อย ๆ เติบโตและงอกงามขึ้นเอง

Self-esteem: 4 มุมมองที่ช่วยเสริมสร้างการเห็นคุณค่าตัวเอง

Self-esteem ไม่ใช่การหลงตัวเอง แต่คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างเป็นจริง บทความนี้ชวนมอง 4 มุมสำคัญที่ช่วยให้เรายอมรับ เติบโต และใจดีกับตัวเองมากขึ้น

Read More »
ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน การเทรดไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะชนะได้ตลอดเวลา การผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และเพราะเหตุนี้เอง การกลับมาใจดีกับตัวเองในวันที่พลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรายังเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยไม่ทำร้ายสุขภาพใจของตัวเองจนเกินไป ความเจ็บปวดในวันที่ขาดทุน ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน หลายครั้งเราตำหนิตัวเองหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง เราได้ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่มีในขณะนั้นแล้ว “เราตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วด้วยข้อมูลที่เรามี ครั้งนี้เราพลาดไป ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเราวิเคราะห์ใหม่ เอาใหม่นะ” ประโยคแบบนี้อาจดูเรียบง่าย แต่คือการย้ำเตือนตัวเองว่า **ความผิดพลาดไม่ได้เท่ากับความไร้ค่า** และการพลาดหนึ่งครั้ง ไม่ได้กำหนดคุณค่าของเราในฐานะคนหรือในฐานะนักเทรด ให้เวลากับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง ในบางวัน ความรู้สึกอย่างความเฟล ความเศร้า หรือความกังวล อาจทำให้เราตัดสินใจแบบเร่งรีบหรือหุนหันพลันแล่น การหยุดพักเพื่อกลับมามองอารมณ์ของตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น “วันนี้เราเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกแบบไหนทำให้เราเทรดอย่างหุนหันพลันแล่น ครั้งหน้าเมื่อรู้สึกแบบนี้อีก เราจะคิดให้เย็น วางแผนก่อน และให้เวลาตัวเองสักนิด” การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่กลับช่วยให้การตัดสินใจในครั้งต่อไปมีสติและมั่นคงมากขึ้น ความผิดพลาด คือบทเรียนที่พาเราเติบโต การกลับมาทบทวนอย่างใจเย็นว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้คืออะไร เป็นส่วนสำคัญของการเติบโต “กลับมาคิดสักนิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนี้มีอะไรบ้าง ความผิดพลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราเติบโตได้เหมือนกัน” ทุกครั้งที่เราล้ม ไม่ได้หมายความว่าเราถอยหลังเสมอไป บางครั้งมันคือการเรียนรู้ในรูปแบบที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่มีคุณค่าในระยะยาว คุณค่าของเรา ไม่ได้ผูกอยู่กับกำไรหรือขาดทุน ตัวเลขในพอร์ตไม่สามารถนิยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเราได้ “คุณค่าของเราไม่ได้ผูกอยู่กับเงิน หรือกำไรที่ได้ เรามีคุณค่าแค่มากกว่ายอดเงินของเรา ถึงจะทำอะไรพลาดไป เรายังเป็นคนที่มีคุณค่าเสมอ” การย้ำเตือนตัวเองในวันที่แย่ ไม่ได้ทำให้เราอ่อนข้อให้กับความผิดพลาด แต่เป็นการรักษาหัวใจของตัวเองให้ยังพร้อมเรียนรู้และลุกขึ้นใหม่ได้ ล้มได้ ไม่เป็นไร เราลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ การล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง “ล้มไปก็ไม่เป็นไร เราสามารถที่จะลุกขึ้นใหม่ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นได้เสมอ” ทุกครั้งที่ขาดทุน และเรายังอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่าเราผ่านมันมาได้แล้วครั้งหนึ่ง และเรามีศักยภาพที่จะผ่านมันไปได้อีก ดูแลใจตัวเอง คือส่วนหนึ่งของการเทรด การเทรดเป็นสิ่งที่ท้าทาย และอาจกระทบสุขภาพจิตได้จริง บางครั้งการปิดจอ พักผ่อน หรือถอยออกมาดูแลใจตัวเอง คือสิ่งที่ดีที่สุดพอ ๆ กับการดูแลเงิน หากพักแล้วความกังวลยังไม่ดีขึ้น การพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อทำความเข้าใจตัวเอง และหาวิธีรับมือกับความกังวลที่เกิดขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ เพราะการอยู่รอดในเส้นทางนี้ ไม่ได้วัดกันแค่กำไร แต่รวมถึงการที่เรายังดูแลใจของตัวเองได้ดีพอที่จะเดินต่อไปอย่างมีสติ

กลับมาใจดีกับตัวเองสักนิด…ในวันที่เทรดพลาด แล้วขาดทุน

ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกใจดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน

Read More »
เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เลือกเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยและมีประสิทธิภาพที่สุด การทำตามนิสัยเดิมจึงเป็นทางเลือกที่สมองคุ้นเคยและปลอดภัยต่อการอยู่รอด นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การเปลี่ยนนิสัย” จึงรู้สึกยาก เพราะมันคือการปรับเปลี่ยนกลไกทางชีววิทยาที่ช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตมาได้ยาวนาน ดังนั้น หากช่วงเวลาที่ผ่านมาเรายังทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่สำเร็จ นั่นไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอหรือพยายามไม่มากพอ แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจวิธีทำงานของสมองอย่างแท้จริง เข้าใจวงจรของการสร้างนิสัย (The Habit Loop) การสร้างนิสัยสามารถอธิบายได้ผ่านวงจรที่เรียกว่า *The Habit Loop* ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. Cue – ตัวกระตุ้น สิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่ทำให้สมองเริ่มต้นพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ความรู้สึกเบื่อ เหนื่อย หรือเห็นสิ่งของบางอย่าง 2. Action – พฤติกรรม การกระทำที่ตามมาหลังจากตัวกระตุ้น เช่น การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย 3. Reward – รางวัล ความรู้สึกพึงพอใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางบวกที่สมองได้รับ ทำให้สมองจดจำว่าวงจรนี้ “คุ้มค่า” และควรทำซ้ำอีก เมื่อสมองเชื่อมโยงตัวกระตุ้นกับรางวัลได้สำเร็จ มันจะคาดหวังความรู้สึกดีนั้นล่วงหน้า และผลักดันให้เราทำพฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกเบื่อจากการทำงาน (Cue) เราหยิบมือถือขึ้นมาเล่น TikTok (Action) แล้วรู้สึกเพลิดเพลิน (Reward) สมองจึงเรียนรู้ว่า “ถ้าเบื่อ ให้เล่นมือถือ” และทำพฤติกรรมนี้ซ้ำในครั้งต่อไป ถ้าอยากเปลี่ยนนิสัย ควรโฟกัสที่อะไรดี ? สิ่งที่สำคัญในการเปลี่ยนนิสัย ไม่ใช่การเพิ่มแรงจูงใจหรือบังคับความรู้สึกของตัวเอง แต่คือการ "ปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม" ให้เอื้อต่อการสร้างวงจรใหม่ 1. เปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังคง “รางวัล” เดิม แทนที่จะพยายามตัดพฤติกรรมเดิมออกทั้งหมด ลองเปลี่ยนวิธีการกระทำ โดยยังให้สมองได้รับความรู้สึกเชิงบวกใกล้เคียงเดิม เช่น แทนที่จะดู YouTube เพื่อแก้เบื่อ อาจเปลี่ยนเป็นการลุกขึ้นเต้นหรือออกกำลังกายเบา ๆ ตามเพลงสั้น ๆ ซึ่งยังให้ความรู้สึกสนุก แต่เพิ่มความรู้สึกประสบความสำเร็จเข้ามาด้วย 2. ปรับสภาพแวดล้อม ให้พฤติกรรมใหม่เกิดขึ้นง่ายขึ้น สภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญมากต่อพฤติกรรม หากเราอยากออกกำลังกายให้มากขึ้น อาจเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ให้อยู่ใกล้ตัว เช่น วางเสื่อโยคะหรือชุดออกกำลังกายไว้ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เมื่อเห็นตัวกระตุ้น สมองจะเชื่อมโยงไปสู่พฤติกรรมใหม่ได้ง่ายขึ้น การทำให้พฤติกรรมใหม่ “เริ่มต้นง่าย” มักสำคัญกว่าการตั้งเป้าหมายที่ยากหรือใหญ่เกินไป 3. เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ และค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที การเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ช่วยให้สมองมีเวลาปรับตัว และเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใหม่นี้ก็สามารถให้ความรู้สึกดีได้เช่นกัน เช่น แทนที่จะตั้งเป้าออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง อาจเริ่มจากการออกกำลังกายเบา ๆ วันละ 20 นาที ซึ่งมีโอกาสทำได้สำเร็จสูงกว่า เมื่อสมองรับรู้ถึงความสำเร็จและความพึงพอใจ พฤติกรรมใหม่นี้จะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัยในระยะยาว ตัวอย่างการเปลี่ยนนิสัยด้วย The Habit Loop หากตัวกระตุ้นคือ “ความรู้สึกเบื่อ” เดิมทีเราอาจหยิบมือถือขึ้นมาเล่นโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าปรับพฤติกรรมเป็น “การอ่านหนังสือ” แม้ความสนุกอาจไม่เทียบเท่าการเลื่อนดู TikTok แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน น่าสนใจ และได้ประโยชน์ การปรับสภาพแวดล้อม เช่น การโหลด e-book ไว้ในมือถือ หรือวางแอปอ่านหนังสือไว้หน้าแรกของหน้าจอ จะช่วยให้การเลือกพฤติกรรมใหม่ทำได้ง่ายขึ้นกว่าการต้องค้นหาแอปอื่นทุกครั้ง สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และเราสามารถปรับวิธีการให้เหมาะกับตัวเองได้เสมอ แค่เริ่มลงมือทำ แม้เพียงก้าวเล็ก ๆ ก็ถือว่าเราเดินมาไกลกว่าการไม่เริ่มเลยแล้ว อย่าลืมขอบคุณความตั้งใจของตัวเองในทุก ๆ วัน เพราะการที่ยังพยายามอยู่ นั่นคือความก้าวหน้าที่สำคัญมากแล้ว

เมื่อสมองดื้อการ “สร้างนิสัย”…ทำไมการสร้าง Habit ที่ดีถึงยาก และเราจะเริ่มใหม่ได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง

Read More »
ในมุมมองของผม (ตะวัน) ในฐานะนักจิตวิทยา “เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ายิ่ง “เวลา” ผ่านไปมากขึ้น แล้วจะทำให้ดีขึ้นได้เร็ว หรือก้าวผ่านจากความทุกข์ได้ง่ายขึ้น เพราะ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านความทุกข์ ในมุมมองของนักจิตวิทยา สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “เวลา” แต่คือ “ใจ” ของแต่ละคน เขาพร้อมจะ ยอมรับความจริงและความเจ็บปวด นั้นแปล้วหรือยัง เขาพร้อมที่จะ ก้าวผ่านความทุกข์ แล้วหรือยัง เขาเห็นว่า ความทุกข์นั้นส่งผลกับเขามากพอ จนอยากลุกขึ้นมาจากการจมอยู่กับมันแล้วหรือยัง ผิดไหม ถ้าใจยังไม่พร้อม คำตอบคือ ไม่ผิดเลย เพราะความพร้อมทางใจ รวมถึงเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ดังนั้น “เวลา” จึงเปรียบเหมือน พื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เติบโต และค่อย ๆ ยอมรับความเจ็บปวดในจังหวะของตัวเอง เมื่อเผชิญความเจ็บปวดหรือความทุกข์ ควรโฟกัสอะไร สิ่งที่อยากชวนให้ทุกคนให้ความสำคัญ คือ เมื่อเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ อย่าจมไปกับความคิดว่า “เมื่อไหร่เราถึงจะหาย” หรือมัวแต่หวังว่า “เดี๋ยวเวลาก็ช่วยเราเอง” เพียงอย่างเดียว แต่ลองกลับมา ตระหนักถึงตัวเอง ในช่วงเวลานั้นอย่างอ่อนโยน เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับ “เรื่องราวที่ทุกข์ใจ” มากเกินไป แล้วการตระหนักในตัวเอง เริ่มจากอะไรได้บ้าง การตระหนักรู้ในตัวเอง อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ตอนนี้ เราเป็นอย่างไรบ้าง” โดยเน้นไปที่ ความรู้สึก ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น กังวล เศร้า เสียใจ ผิดหวัง หรือความรู้สึกอื่น ๆ เมื่อรับรู้ความรู้สึกแล้ว พยายามอย่ารีบโฟกัสไปที่ความคิดที่ไม่มีคำตอบ หรือแก้ไขไม่ได้ เช่น เราทำอะไรผิด เขาถึงทิ้งเราไป ถ้าตอนนั้นเราทำแบบนี้คงดีกว่านี้ หรือ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ไหม ลองใช้ เวลา ในการมองหา หนทางที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ หรือช่วยให้เราไม่ติดอยู่กับความทุกข์ในแบบที่เหมาะกับตัวเรา อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ เช่นดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ฝึก mindfulness คุยกับเพื่อน แล้วโฟกัสไปที่ประสบการณ์ตรงเหล่านั้น แล้วเมื่อใจพร้อม ค่อย ๆ กลับมาตกตะกอนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้ และทำความเข้าใจมัน สิ่งสำคัญคือ แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน อย่าเร่งรีบ และอย่าใจร้อนกับตัวเองมากเกินไป

เวลาช่วยให้เราดีขึ้น จากความทุกข์ได้จริงไหม?

“เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม

Read More »
ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กตอนต้น คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่าเราจะรับมือกับความไม่มั่นคงทางใจอย่างไร และค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles เราทุกคนเติบโตจากประสบการณ์ในอดีตเมื่อตอนเราเป็นเด็ก เราเรียนรู้โลกผ่านความสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือผู้ดูแล โดยไม่ใช่แค่การได้รับการเลี้ยงดูทางกาย แต่รวมถึงการได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ด้วย ดังนั้นเด็กที่ได้รับการเข้าใจ ถูกปลอบโยน และได้รับความรักอย่างสม่ำเสมอ จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกนี้ปลอดภัย และรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า แต่ในทางกลับกัน หากความรัก ความใส่ใจ หรือการตอบสนองทางอารมณ์เป็นรูปแบบที่ไม่สม่ำเสมอ หรือคาดเดาไม่ได้ เด็กก็จะเรียนรู้วิธี “เอาตัวรอดทางใจ” ในแบบของตนเอง และรูปแบบเหล่านี้มักยังคงปรากฏอยู่เมื่อเราโตขึ้น โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายมีความสำคัญต่อหัวใจของเรา ดังนั้นเมื่อความสัมพันธ์กระตุ้นความไม่มั่นคงในใจ ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด เราอาจเผลอถามตัวเองอยู่ลึก ๆ ว่า “ฉันสำคัญกับเธอไหม” “แค่นี้พอหรือเปล่า” “เธอจะอยู่ข้างฉันไหม” “เธอจะยอมรับในตัวฉันแค่ไหน” คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นสัญญาณของความไม่มั่นคงที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา และวิธีที่เราตอบสนองต่อความรู้สึกเหล่านี้ ก็มักสะท้อนประสบการณ์ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวิธีที่เด็กคนนั้นเคยพยายามรับมือกับความไม่มั่นคงในอดีต รูปแบบความผูกพัน (Attachment Styles) Secure Attachment "ความผูกพันแบบมั่นคง" เกิดจากวัยเด็กที่มีพ่อแม่หรือผู้ดูแล แสดงความรักและความใส่อย่างสม่ำเสมอ และคาดเดาได้ เด็กได้รับการเข้าใจ และมีคนตอบสนองต่ออารมณ์ที่แสดงออกมา เด็กจึงเรียนรู้ว่า เราสามารถวางใจผู้อื่นได้ เราสามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองได้ เมื่อโตขึ้น คนที่มี Secure Attachment มัก กล้าสื่อสารความรู้สึกของตนเอง รับรู้คุณค่าของตัวเอง มีความไว้วางใจในอีกฝ่าย เพราะในวัยเด็ก เขามีใครบางคนคอยอยู่ข้าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดความมั่นคงภายในใจขึ้นมา Anxious Attachment "ความผูกพันแบบกังวล" เกิดจากวัยเด็กที่ความรักและความใส่ใจมาเป็นบางช่วง ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะได้รับความรัก เด็กเรียนรู้ว่า ความรักเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ต้องพยายามทำบางอย่างเพื่อให้ได้ความรักกลับมา เมื่อโตขึ้น มัก รู้สึกกังวลเมื่อคนรักเงียบหรือมีระยะห่าง รู้สึกว่าต้องพยายาม หรือพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้ยังคงได้รับความรัก เพราะในใจยังมีความกลัวว่าความรักอาจหายไปได้ทุกเมื่อ Avoidant Attachment "ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง" เกิดจากวัยเด็กที่ได้รับความใกล้ชิดทางกาย แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้แสดงออกทางอารมณ์ เช่น ถูกห้ามร้องไห้ หรือถูกมองข้ามความรู้สึกเด็กจึงเรียนรู้ว่า อารมณ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ การแสดงความรู้สึกไม่ได้ช่วยให้ได้รับความรัก เมื่อโตขึ้น มัก นิ่ง เงียบ และไม่ค่อยแสดงความรู้สึก เมื่ออีกฝ่ายอยากใกล้ชิด จะอยากถอยห่าง เพราะกลัวการ “ต้องรู้สึก” ไม่ใช่เพราะไม่แคร์ แต่เพราะความใกล้ชิดเคยเป็นสิ่งที่เจ็บปวด จนไม่กล้าเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นอีก Disorganized Attachment "ความผูกพันแบบสับสน" เกิดจากวัยเด็กที่ผู้ดูแล อาจตอบสนองด้วยความรุนแรง หรือสร้างความหวาดกลัว แต่บางครั้งก็ให้ความรักและการดูแล เด็กจึงเรียนรู้ว่า ความใกล้ชิดคืออันตราย แต่ขณะเดียวกันก็โหยหาความรักจนเกิดเป็นความสับสนในใจ เมื่อโตขึ้น มัก อยากเข้าใกล้เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ถอยห่างทันทีเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้จริง ๆ เพราะคนที่ต้องการมากที่สุดกลับเป็นคนที่อาจทำให้เจ็บปวดได้มากที่สุดเช่นกัน สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือการเข้าใจอดีต เพื่อดูแลใจในปัจจุบัน การเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กจะช่วยให้เราเห็นที่มาของการตอบสนอง เมื่อความไม่มั่นคงถูกกระตุ้นในความสัมพันธ์เราอาจย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน เราสามารถเรียนรู้ วิธีตอบสนองต่อความรู้สึกไม่มั่นคงในรูปแบบใหม่ได้ เพราะความปลอดภัยทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ผ่านการสังเกตตัวเอง การทำความเข้าใจใจของตนเอง และการเติบโตไปพร้อมกันในความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ในวันนี้…คือกระจกสะท้อนวัยเด็กของกันและกัน

ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles

Read More »
การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง “การให้อภัยตัวเอง” ทำได้ยังไงบ้าง 1. ยอมรับความผิดพลาดโดยไม่ตัดสินตัวเอง การยอมรับความผิดพลาด ไม่ได้หมายความว่าเรายอมแพ้ หรือยอมรับว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่คือการเข้าใจว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยังมีสิ่งที่ไม่รู้ ไม่แน่ใจ และความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การยอมรับความจริง เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต 2. แยก “การกระทำ” ออกจาก “คุณค่าในตัวเอง” ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวตนของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงพฤติกรรม การกระทำ หรือการตัดสินใจในบางช่วงเวลา และบางสถานการณ์ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเราเสมอไป เมื่อเราแยกความผิดพลาดออกจากคุณค่าในตัวเองได้ เราจะมองตัวเองอย่างเป็นธรรมมากขึ้น และไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดมากำหนดว่าเราเป็นใคร 3. ใช้คำพูดเชิงบวกกับตัวเอง การพูดกับตัวเองในแง่ลบ เช่น “ทำไมถึงทำแบบนี้” หรือ “ทำไมไม่เก่งเหมือนคนอื่น” มักทำให้เรารู้สึกแย่ และบั่นทอนความมั่นใจ ลองปรับมาใช้คำพูดที่อ่อนโยนและเป็นจริงกับตัวเองมากขึ้น เช่น “เราทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์นั้น” หรือ “ทุกคนล้วนมีวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ” คำพูดเหล่านี้ช่วยให้ใจเราผ่อนคลาย และให้อภัยตัวเองได้ง่ายขึ้น 4. ตั้งขอบเขตและนิยามของคำว่า “ให้อภัยตัวเอง” ให้ชัดเจน การให้อภัยตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการลืมความผิดพลาด หรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คือการตั้งขอบเขตในใจ ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกผิดมาทำร้ายเราอย่างต่อเนื่อง และไม่ให้ความรู้สึกผิดนั้นมาควบคุมการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน การให้อภัยตัวเองคือ การยอมรับและรับผิดชอบต่อความผิดพลาด พร้อมกับเรียนรู้ และให้โอกาสตัวเองได้เติบโต โดยไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งชีวิต

“ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญง่ายๆ ที่มีความหมายกับใจ

การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง

Read More »
"ความหวังดี" เป็นสิ่งที่หลายคนอยากมอบให้กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อน เพราะเราตั้งใจดี อยากให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือหลุดพ้นจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ในบางครั้ง หาก “ความหวังดี” นั้นไม่มีขอบเขต ก็อาจทำให้เราลืมตัว และเผลอทำสิ่งที่เกินขอบเขต จนกลายเป็นผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้ 1. การตัดสินใจแทน โดยไม่ขอความคิดเห็น การตัดสินใจเลือก หรือการลงมือทำบางสิ่งแทนอีกฝ่าย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเขา เพราะเราคิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีที่สุด หรือรู้อยู่แล้วว่าเขาควรเลือกอะไร ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าไม่ได้รับการเคารพ รู้สึกถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ หรือค่อย ๆ กลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง แนวทางในการปรับ ถามความคิดเห็นของอีกฝ่ายก่อนตัดสินใจแทน ใช้การเสนอ “ตัวเลือก” แทนการตัดสินใจให้ทันที เพื่อให้อีกฝ่ายยังมีส่วนร่วมและมีสิทธิเลือกด้วยตัวเอง 2. การควบคุม “การตัดสินใจของคนอื่น” การพยายามบังคับหรือกดดันให้อีกฝ่ายทำ หรือเลือกในสิ่งที่เราเชื่อว่าดีที่สุดสำหรับเขา โดยไม่คำนึงถึงความต้องการหรือความคิดเห็นของอีกฝ่ายเลย ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่มีอิสระในการตัดสินใจ และรู้สึกว่าไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในความสัมพันธ์ แนวทางในการปรับ ให้คำแนะนำแทนการบังคับ เปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้ตัดสินใจเองบ้าง อาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ซับซ้อน เพื่อค่อย ๆ สร้างความมั่นใจ 3. การให้ความช่วยเหลือที่เร็วเกินไป การรีบเสนอความช่วยเหลือ หรือให้คำแนะนำทันทีที่เห็นอีกฝ่ายมีปัญหา เพราะอยากให้อีกฝ่ายหายจากความทุกข์โดยเร็ว ทั้งที่อีกฝ่ายอาจยังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าเราไม่เชื่อในความสามารถของเขา รู้สึกไม่ถูกเข้าใจ และอาจพลาดโอกาสในการเรียนรู้หรือพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แนวทางในการปรับ รับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายก่อน ลองถามว่า “ฉันช่วยอะไรได้บ้างไหม” เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ามีอิสระในการเลือก 4. การให้ความช่วยเหลือที่มากเกินไป การเข้าไปทำทุกอย่างแทนอีกฝ่ายแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือให้คำแนะนำมากเกินกว่าที่อีกฝ่ายพร้อมรับ ผลกระทบ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ กลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น หรือรู้สึกอึดอัด เหมือนไม่มีพื้นที่ของตัวเอง แนวทางในการปรับ เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ถามก่อนว่าเขาต้องการความช่วยเหลือระดับไหน เชื่อใจ และให้กำลังใจ เพื่อเสริมความมั่นใจให้อีกฝ่าย ความหวังดี เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อมันอยู่ใน “จุดที่พอดี” เพราะความหวังดีที่ดีที่สุด คือการหวังให้อีกฝ่ายได้เติบโตในแบบของเขา พร้อมกับการอยู่ข้าง ๆ อย่างเข้าใจ ยอมรับ และเคารพในตัวตนของเขา เมื่อเราให้ความหวังดีอย่างพอดี ทั้งเราและคนที่เรารักก็จะได้เติบโตไปด้วยกันอย่างสบายใจ ปลอดภัย และสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น

4 “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต จนส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์

บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้

Read More »
รักตัวเอง

รักตัวเองอย่างไร ในมุมนักจิตวิทยา

การรักตัวเอง (Self-Love) เป็นคำที่หลายคนคุ้นหูแต่ความหมายของคำนี้กลับถูกตีความไปหลากหลายรูปแบบ บางครั้งอาจถูกเข้าใจว่าเป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือการตามใจตัวเองมากเกินไป บทความนี้จะชวนมาทำความเข้าใจคำนี้ ในมุมมองของนักจิตวิทยากันให้มากขึ้น

Read More »
คุณค่าในตัวเอง self-worth

คุณค่าในตัวเอง: 3 วิธีฝึกง่าย ๆ ที่ช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น

หลายครั้งคำว่า “คุณค่าในตนเอง (Self-Worth)” มักถูกผูกติดไว้กับ ความสำเร็จ หรือ การบรรลุเป้าหมาย เมื่อเราทำได้ตามที่ตั้งใจ เราจะรู้สึกดีกับตัวเอง แต่เมื่อทำไม่ได้ หรือยังไปไม่ถึงจุดนั้น ความรู้สึกมีคุณค่าในใจก็มักจะลดลงตามไปด้วย บางคนอาจเผลอรู้สึกว่า “คุณค่าในตัวเองหายไป” โดยไม่รู้ตัว

Read More »
zootopia

Zootopia 2 : สะท้อนกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) ผ่าน Nick กับ Judy

บทความนี้จะชวนมาสำรวจแง่มุมในเชิงกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) จากภาพยนต์ zootopia 2 ท่ีเป็นการสะท้อนถึงการการแชร์ความรู้สึกที่เปราะบาง ว่าสามารถเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้อย่างไรบ้าง

Read More »
นักจิตวิทยา

นักจิตวิทยาแต่ละคน…ทำงานต่างกันยังไงบ้าง ?

การเริ่มต้นคุยกับนักจิตวิทยาอาจเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับหลายคน และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า นักจิตวิทยาแต่ละคนทำงานเหมือนกันไหม? หรือเราจะรู้ได้อย่างไรว่านักจิตที่เรากำลังคุยด้วย “ใช่” สำหรับเราหรือเปล่า  บทความนี้เราจะมาอธิบายเพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจ และตอบคำถามนี้กับตัวเองได้มากขึ้น

Read More »
พื้นที่ปลอดภัย

3 สัญญาณ บ่งบอก “พื้นที่ปลอดภัย” ของใจเรา

“พื้นที่ปลอดภัย” เป็นพื้นที่ที่เราทุกคนต้องการ  ทั้งในเชิงกายภาพ อย่างความปลอดภัยของสภาพอากาศ สถานที่ที่อยู่ สิ่งแวดล้อมรอบตัว และในเชิงของจิตใจ อย่างความสบายใจ ความรู้สึกมั่นคงกับผู้คน หรือ กลุ่มคนที่เราอยู่ด้วย บทความนี้ จึงอยากชวนมาสังเกต 3 สัญญาณ ที่จะช่วยบอกเราได้ว่า พื้นที่ตรงไหน คือพื้นที่ที่ปลอดภัยของใจเรา

Read More »
gratitude กตัญญู

ความกตัญญู (Gratitude) : ความรู้สึกทางบวกที่บังคับไม่ได้

คำว่า gratitude หรือ ความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ เรามักใช้คำว่า “กตัญญู” แทนคำนี้ แต่บางคนกลับ “ถูกผูกมัด” ด้วยคำนี้ จนบางครั้งความรู้สึกดี ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติกลับกลายเป็นความกดดันโดยไม่รู้ตัว เราเลยอยากชวนมารู้จักคำนี้ ในแบบที่ส่งผลดีทั้งต่อตัวเรา และความสัมพันธ์รอบตัวเรา

Read More »
เสียงในหัว

ก่อนจะเชื่อ “เสียงในหัว” กลับมาเช็คความจริงกันก่อนไหม?

เคยไหม…เพื่อนไม่ตอบไลน์ เสียงในหัวเริ่มดังขึ้นมาเองว่า  “เค้าต้องโกรธเราแน่ๆ” เพราะเราไม่ได้แยก “ข้อเท็จจริง (Fact)” ออกจาก “การรับรู้/การตีความ (Perception)” จนทุกอย่างปนกันไปหมด บทความนี้จะชวนเรากลับมาแยกสองสิ่งนี้ได้มากขึ้น

Read More »
ความกลัว

How to รับมือ “ความกลัว” เมื่อเราต้องทำสิ่งใหม่

เมื่อเราต้องเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ หรือเผชิญกับสิ่งที่ท้าทาย “ความกลัว” มักจะเกิดขึ้นเสมอ สิ่งสำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้อง “หายกลัว” ก่อนถึงจะเริ่มได้ เพราะถ้าเราอยู่กับความกลัวได้ เราก็สามารถเริ่มทำสิ่งนั้นได้เหมือนกัน 

Read More »
เข้าใจตัวเอง idolisation

Idolisation: เข้าใจตัวเอง ในวันที่ไอดอลของเราอาจไม่ได้ Perfect เสมอไป

ชวนกลับมาเข้าใจตัวเอง ในวันที่ไอดอลของเราอาจไม่ได้ Perfect เสมอไป เพราะบางครั้งการ “ชื่นชม” ที่มากเกินไปก็อาจกลายเป็นการ “บูชา” จนทำให้เรามองข้ามของเสียของคนๆ หนึ่ง และรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงเมื่อเขาทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความคาดหวังของเรา

Read More »
ทั้งรัก ทั้งเกลียด

“รัก และ เกลียด” 2 ความรู้สึกต่างขั้วที่เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์เดียวกัน

สภาวะ “ทั้งรัก ทั้งเกลียด” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่พบได้บ่อยของสิ่งที่เรียกว่า “Emotional Ambivalence” หรือ “สองความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน แต่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน” แล้วเราจะทำยังไง หากเกิดความรู้สึกแบบนี้ในความสัมพันธ์…

Read More »
การสูญเสีย

4 แนวทางอยู่กับความเศร้าและเติบโตจากการสูญเสีย

“การสูญเสีย” เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา การเผชิญหน้ากับความเศร้าอาจทำให้รู้สึกเหมือนชีวิตหยุดนิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถใช้มันเป็นโอกาสในการเติบโตและเติมเต็มชีวิตได้จากการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีสติและเข้าใจ ด้วยแนวทางทั้ง 4 ที่เรานำมาฝากกัน

Read More »
self-doubt

เข้าใจ Self-doubt ปลดล็อคความสงสัยในตัวเอง

หลายคนอาจเคยมีช่วงเวลาที่ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง หรือรู้สึกสงสัยว่าที่ทำไปนั้น “ดีพอแล้วหรือยัง” ความรู้สึกแบบนี้ถูกเรียกว่า Self-doubt ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถเผชิญได้

Read More »
พ่อแม่มือใหม่

รับมือความกังวล.. ฉบับพ่อแม่มือใหม่

การมีลูกคือสิ่งน่ายินดีและมีความหมายสำหรับหลายคน แต่สำหรับพ่อแม่มือใหม่แล้ว ในความตื่นเต้นและดีใจนั้น อาจแฝงไปด้วยความกังวลและหนักใจกับสิ่งที่ยังไม่เคยรับมือมาก่อน บทความนี้จะชวนสำรวจ และ แนะนำวิธีเบื้องต้นในการรับมือกับความกังวลเหล่านั้น

Read More »
Gaslighting

Gaslighting คืออะไร? รู้ทัน Gaslighter จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

Gaslighting ไม่ใช่แค่การไม่ใส่ใจหรือปฏิเสธความคิดเห็นของคนอื่น แต่ทำให้อีกฝ่าย “ไม่ให้ความสำคัญกับตนเอง” ดังนั้นการรู้ทันความคิดของ Gaslighter จะช่วยให้เรารับมือ และไม่ตกเป็นเหยื่อของคนที่มีพฤติกรรมนี้

Read More »
ใจร้ายกับตัวเอง

3 พฤติกรรม “ใจร้ายกับตัวเอง”

หลายครั้งที่เรามักเผลอทำพฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นการดูแลตัวเอง หรือเป็นการพัฒนาตนเอง แต่กลับกลายเป็นการใจร้ายกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะชวนมาดู 3 พฤติกรรมที่อาจจะเผลอใจร้ายกับตัวเอง และ แนวทางที่จะใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น

Read More »
ย้ายงาน

ย้ายงานดีไหม ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมงานดีมาก?

การตัดสินใจย้ายงานไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อที่ทำงานปัจจุบันก็ดีอยู่แล้วและมีเพื่อนร่วมงานที่ดี หลายคนมักจะลังเลที่จะลาออกเมื่อมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามา เพราะกังวลว่าสังคมใหม่จะเป็นอย่างไร หรือเพื่อนร่วมงานจะดีเท่าที่เดิมหรือไม่

Read More »
คุยกับ AI

คุยกับ AI แทนนักจิตวิทยาได้ไหม?

ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามหนึ่งที่หลายคนอาจสงสัยคือ เราจะสามารถคุยกับ AI เพื่อระบายความรู้สึกแทนการปรึกษานักจิตวิทยาได้หรือไม่?

Read More »
ความโกรธ

How to รับมือกับความโกรธ: 4 ขั้นตอนในการรับมือกับใจตัวเอง

ความโกรธเป็นอารมณ์หนึ่งที่เป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังไม่โอเค แต่หากเราปล่อยให้อารมณ์โกรธควบคุม ก็อาจจะทำให้เราแสดงออกในสิ่งที่ทำร้ายจิตใจคนรอบข้าง หรือทำให้สถานการณ์ต่างๆ แย่ลงได้

Read More »
เปรียบเทียบตัวเอง social comparison

Social Comparison : เปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เหนือกว่า ไม่ดีจริงหรอ?

การเปรียบเทียบทางสังคม (Social Comparison) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะมันเปรียบเหมือนสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของเรา เพื่อที่จะกลับมาประเมินตัวเองว่าตัวเราดีพอแล้วหรือยังเมื่อเทียบกับ ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเราเอง ก็ชอบที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ดังนั้นวันนี้ on mind way จึงอยากชวนมาทำความเข้าใจรูปแบบในการเปรียบเทียบทางสังคม และผลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา

Read More »
ไม่เป็นไร passive-aggressive

ปากบอกไม่เป็นไร แต่ข้างในใจขุ่นมัว!! : เข้าใจ Passive Aggressive Behavior

Passive Aggressive Behavior คือ การพยายามไม่แสดงความรู้สึกทางลบ (โดยเฉพาะความโกรธ) ออกมาโดยตรง หรืออาจจะใช้การบอกว่าไม่เป็นไร แต่มักจะมีการแสดงความไม่พอใจ หรือออกกมาทางลบออกมาในทางอ้อม จึงอาจจะพูดได้ว่า Passive Aggressive Behavior เป็นความขัดแย้งภายในใจระหว่าง…ความกลัวว่าคนอื่นจะรับรู้ความรู้สึกทางลบที่เกิดขึ้น กับ การอยากได้รับการตอบสนอง หรืออยากให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความไม่พอใจนั้น ดังนั้นคนที่มี Passive Aggressive Behavior จึงพยายามกดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ แต่ในบางครั้ง ความรู้สึกนั้นก็ล้นออกมา

Read More »
PTSD ฝันร้าย

รับมือกับ PTSD : ดูแลใจยังไง? เมื่อ “ฝันร้ายที่เจ็บปวด” กลับมารบกวนชีวิต

สำหรับใครที่เคยผ่าน…“สถานการณ์ที่สะเทือนใจ” หรือ “พบเจอกับความรุนแรง” ความทรงจำเหล่านั้น อาจเปรียบได้กับ “ฝันร้าย” ที่มักจะย้อนกลับเข้ามาใน “ความคิดของเรา” ไม่ว่าจะเป็น ตอนหลับ หรือ ตอนตื่น ซึ่งหากความทรงจำเจ็บปวดเหล่านั้น เข้ามารบกวนจนส่งผล กระทบต่อชีวิต และการทำงาน ก็อาจจะถือเป็นสัญญาณของ “โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD)”

Read More »
ความสุข ความสงบ

“ความสุข” อื่นยิ่งกว่า “ความสงบ” ไม่มี : เข้าใจพุทธสุภาษิตนี้ ในเลนส์นักจิตวิทยาการปรึกษา

นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ = สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี สนฺติ หรือ “สันติ” ในเชิงพุทธนั้นหมายถึง “ภาวะที่สงบจากกิเลส” โดยภาวะที่สงบจากกิเลสในที่นี้ ทางพุทธมองว่าคือ “นิพพาน” แต่วันนี้เราจะขอวิเคราะห์พุทธสุภาษิตนี้ ในมุมของนักจิตวิทยาการปรึกษากัน

Read More »
Sexual Harassment เข้าใจผิด

5 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ

การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อผู้คนมากมาย แต่ก็ยังคงมีความเข้าใจผิดหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มักจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาหรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทำได้ยาก หรือมีความซับซ้อนมากขึ้นอีก

Read More »
เปลี่ยนงาน

เมื่อไหร่…ถึงควรเปลี่ยนงาน ? 5 คำถาม Job hopping แบบฟังเสียงใจของตัวเอง

บทความนี้ชวนกลับมาดู 5 คำถาม สำหรับคนที่กำลังลังเลในการตัดสินใจเปลี่ยนงาน เพื่อช่วยให้กลับมาเห็นความต้องการของตัวเอง และสามารถ Job hopping ด้วยการฟังเสียงใจ และได้พัฒนาตัวเอง

Read More »
deep talk

Deep Talk คำสุดฮิต ที่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจ

Deep Talk เริ่มเป็นคำที่คนใช้กันเยอะมากขึ้นเพื่อสื่อถึงการพูดคุยกันในความสัมพันธ์ จนมีแนวคำถามมากมายที่หลายคนหยิบไปถามกันในความสัมพันธ์ แต่การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบางเรื่อง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการพูดคุยแบบลึกซึ้งเสมอไป บทความนี้เลยอยากชวนมาทำความเข้าใจ และรู้จักการพูดคุยในรูปแบบนี้ให้มากขึ้นกัน การพูดคุยในลักษณะนี้ เป็นการพูดคุย แบบ เปิดใจ แชร์ความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์ส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้าง connection ระหว่างกันจากความเข้าใจกันและกันมากขึ้น ดังนั้น คำว่า Deep เลยสื่อถึงความลึก ของสิ่งที่อยู่ในใจที่เราเลือกแชร์ให้อีกฝ่ายรับรู้ผ่านการพูดคุยกันที่ปกติเราอาจจะไม่ค่อยได้พูดถึงมันสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลบเท่านั้น

Read More »
ประเมินตัวเอง

รับมือกับการประเมินตัวเอง ด้วย Self as Awareness และ Self as Context

Self as Awareness – ตัวตนในฐานะความตระหนักรู้ และ Self as Context – ตัวตนในฐานะบริบท เป็นปัจจัยที่ทำให้เราสามารถแยกแยะ “ตัวตน” ออกจาก “การประเมินตัวเองที่ไม่สอดคล้องกับความจริง” เพื่อสุขภาพใจที่ดีและมีมุมมองที่ดีกับตัวเองมากขึ้น

Read More »
ตัวตน

ตัวตนในฐานะแนวคิด (Self as Concept): ตัวตนที่อาจทำให้เราทุกข์

สำหรับคนที่ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพจิตและจิตวิทยา คำว่า Self-Awareness หรือความตระหนักรู้ในตนเองนั้น อาจเป็นที่คุ้นหูกันอยู่แล้ว แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ตามแนวคิดของ Acceptance & Commitment Therapy (ACT) ตัวตน (self) มิได้หยุดอยู่เพียงแค่ความตระหนักรู้ แต่ยังสามารถแบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก ได้แก่ Self as Concept – ตัวตนในฐานะแนวคิด Self as Awareness – ตัวตนในฐานะความตระหนักรู้ และ Self as Context – ตัวตนในฐานะบริบท

Read More »
นักจิตวิทยา

นักจิตวิทยา จัดการตัวเองยังไงเมื่อเผชิญปัญหา

เมื่อกล่าวถึง “นักจิตวิทยา” หลายคนอาจจินตนาการถึงบุคคลที่เข้มแข็ง มั่นคงทางอารมณ์ และสามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างไม่หวั่นไหว ทว่าในความเป็นจริง นักจิตวิทยาก็คือ “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่ย่อมมีความรู้สึก มีความเปราะบาง และต้องการ พื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพื่อเรียบเรียงความรู้สึกของตนเองไม่ต่างจากใคร

Read More »
เดอะแบกของบ้าน

“เดอะแบกของบ้าน” : 5 แนวทางการดูแลใจ สำหรับคนที่คอยดูแลทุกคน

ในทุกครอบครัว มักจะมีใครสักคนที่เป็น “เดอะแบกของบ้าน” คนที่คอยดูแลทุกคนเวลามีปัญหา คอยจัดการสารพัดเรื่องโดยไม่ปริปากบ่น ไม่ใช่เพราะเขาไม่เหนื่อย แต่เพราะกลัวว่า “เดี๋ยวจะทำให้คนอื่นเครียด”

Read More »
รับมือ หลงตัวเอง

รับมือยังไง ให้ใจไม่พัง เมื่อต้องเจอกับคนที่ ‘หลงตัวเองจนเป็นปัญหา’

การที่เราต้องอยู่กับคนที่มีพฤติกรรมหลงตัวเองจนเป็นปัญหา ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราทุกข์ใจได้เหมือนกัน วันนี้เลยชวนทุกคนมาดูว่า เราสามารถรับมืออย่างไรได้บ้าง เพื่อดูแลใจตัวเอง ไม่ให้ถูกบั่นทอนไปเสียก่อน

Read More »
หลงตัวเอง

พฤติกรรม “หลงตัวเอง” vs โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder)

“Narcissist” หรือ “การหลงตัวเอง” กลายเป็นหนึ่งคำที่ทุกคนรู้จักกันเป็นวงกว้าง และมักใช้เรียกคนที่มีลักษณะทางลบบางอย่าง เช่น เห็นแก่ตัว ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือมองว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น

Read More »
โสด

เป็น “โสด” แบบนี้ เราแปลกไหมนะ?

“เป็นโสดมาตลอดแบบนี้ เราแปลกไหมนะ?” คำถามนี้สำหรับบางคนอาจเป็นคำถามขำๆ ที่พูดคุยกันเล่นๆในกลุ่มเพื่อน แต่สำหรับบางคนมันอาจเป็นเสียงสะท้อนของความไม่มั่นใจ ความสงสัยในคุณค่าของตัวเอง หรือแม้กระทั่งความรู้สึกว่าตนเองกำลัง ‘ตกขบวน’ ในโลกที่ให้ความสำคัญกับการมีความสัมพันธ์อยู่เหมือนกัน

Read More »
ไม่มี passion

“ไม่มี Passion” ก็ไม่เป็นไร | การค้นหาความสุขในแบบที่เราต้องการ

Passion หรือ ความหลงไหล คือความกระตือรือร้นที่เรามีให้กับสิ่งที่เราชอบ เช่น งานที่ทำ กิจกรรมที่เรารัก หรือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขในทุกๆ วัน การมี Passion ทำให้เรารู้สึกมีความหมายในชีวิตและผลักดันให้เราพยายามทำสิ่งที่ชอบให้ดีที่สุด แต่แล้วถ้าเราไม่มี Passion ล่ะ? จะเป็นเรื่องแปลกไหม?

Read More »
freelance

ทำงาน Freelance ยังไง? ให้มี Work-Life Balance และไม่ Burnout

การทำงาน freelance อาจไม่ได้มีขอบเขตเวลาทำงานที่ชัดเจน และบางครั้ง เราก็จำเป็นที่จะต้องยืดหยุ่นเวลาของตัวเองเพื่อให้สอดคล้องกับ “งาน” ที่เป็นเหมือน “โอกาส” ที่เข้ามา จนบางครั้ง เราอาจจะละเลย me-time ของตัวเอง และเหนื่อยล้าสะสม จนนำมาสู่ภาวะหมดไฟในการทำงานได้

Read More »
เด็ก

5 แนวทาง โอบกอด “เด็กคนนั้น” ที่อยู่ข้างในตัวเรา

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ตัวตนของเรา” ในปัจจุบัน ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากประสบการณ์ที่เราได้เจอตั้งแต่ “วัยเด็ก” และยังคงติดอยู่ข้างในตัวเรา และมีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อตัวเราในปัจจุบัน ซึ่งถูกเรียกว่า “Inner Child”

Read More »
Imposter Syndrome

มารู้จัก Imposter Syndrome : เมื่อเรารู้สึกไม่เก่ง ทั้งที่เก่งแล้ว

Imposter Syndrome คือการที่เราสงสัยในความสามารถ ทักษะ รวมถึงความสำเร็จของตัวเอง แม้ว่าความจริงแล้วจะมีหลักฐานชัดเจนว่าเรามีความสามารถนะ เลยมักจะมองว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นเพราะปัจจัยภายนอก เช่น เชื่อว่าความสำเร็จมาโชคมากกว่ามองว่ามาจากความสามารถของเรา…

Read More »
ปฏิเสธ

4 วิธี…”ปฏิเสธ” คนอื่น เพื่อดูแลใจตัวเอง

เคยมั้ย…ที่ไม่กล้าปฏิเสธคำชักชวน หรือคำขอของคนอื่น จนต้องฝืนใจตัวเอง SAY YES ไป อาจเป็นเพราะ “กลัว” ผลลัพธ์จากการกระทำของเรา แล้วถ้าเราอยากใจดีกับตัวเองมากขึ้น เราจะเริ่มฝึก SAY NO เพื่อกลับมา SAVE ใจ ของเราได้ยังไง บทความนี้มีคำตอบมา 4 วิธีมาฝากกัน

Read More »
ปฏิเสธ

ทำไม… เราถึงไม่กล้า “ปฏิเสธ” คนอื่น

เวลาที่มีใครชวน หรือขอร้องอะไร เรามักจะไม่กล้าปฏิเสธ และยอมฝืนใจตัวเองทำบางอย่างหรือเปล่า? ถ้าคุณเป็นแบบนั้น บทความนี้ เราจะยกตัวอย่าง 3 ความคิดที่มักจะทำให้เราไม่กล้าที่จะ say no กับคนอื่น

Read More »
ความรู้สึก

Name It to Tame It: แค่รู้จัก “ความรู้สึก” ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง!

การทำความเข้าใจอารมณ์ ≠ การใช้อารมณ์นะ เพราะเราสามารถที่จะเข้าใจ และบอกถึงความรู้สึกของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นที่จะแสดงมันออกมา วันนี้เลยอยากชวนทุกคนมาเข้าใจ และ เรียกชื่อความรู้สึกของตัวเอง

Read More »
เหนื่อย

4 เหตุผล…ที่ทำให้จะเหนื่อยแค่ไหน ก็รู้สึกผิดเวลาพัก

เคยเป็นไหม…วันทำงานก็ตั้งตารอให้ถึงวันหยุด เพราะเหนื่อยจนอยากจะได้พัก ได้มีเวลาให้ตัวเอง  แต่พอถึงวันที่ได้หยุดจริงๆ กลับพยายามที่จะหาอะไรทำอยู่ตลอดทั้งวัน เพราะไม่อยากจะปล่อยเวลาไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย กลัวตนเองจะเป็นคนขี้เกียจหรือไม่ productive

Read More »
ชีวิตคู่

ชีวิตคู่ เหมือน ลิ้นกับฟัน… แต่ถ้า “สื่อสารดี” ทะเลาะกันก็ไม่ Toxic

เป็นปกติที่ยิ่งคนเราสนิทกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้เห็นถึงตัวตนต่าง ๆ ซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่จะมี “ความขัดแย้ง” “กระทบกระทั้ง” “ผิดใจ” หรือ “ไม่เข้าใจกัน” ยิ่งในชีวิตคู่แล้ว ยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นไปใหญ่ เพราะมันเต็มไปด้วย “ความคาดหวัง” และ “ความต้องการ” ที่เรามีทั้งต่อตัวเองและมีต่อคนรักของเรา จึงทำให้ความขัดแย้งมักเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง

Read More »
กังวล

“ความกังวล” ของเราต่างกัน… ชวนรู้จัก 5 แบบของความกังวล

ความคิดกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และเป็นเรื่องปกติ แต่หากความคิดนั้นเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือทำให้คุณภาพของการใช้ชีวิตลดลง อาจเป็นสัญญาณว่าเราอาจเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวล

Read More »
คุยกับเพื่อน

คุยกับนักจิต vs คุยกับเพื่อน ต่างกันยังไง??

แม้ว่าจะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” เหมือนกัน แต่การคุยกับเพื่อน และนักจิตวิทยา ก็มีหลายประเด็นที่มีความแตกต่างกัน บทความนี้ on mind way จึงได้รวบรวมประเด็นความแตกต่างเหล่านั้นมานำเสนอให้ทุกคนได้เข้าใจมากขึ้น

Read More »
ดูแลใจ

7 กิจกรรม “ดูแลใจ”…ทำได้ทุกวัน

ใครที่กำลังรู้สึกเหนื่อย เครียด จากการเรียน หรือการทำงาน หรือกำลังอยากหาวิธีดูแลใจที่เหมาะกับตนเอง วันนี้ on mind way เอา 7 กิจกรรม ที่จะช่วยให้คุณสามารถพักผ่อน หรือผ่อนคลายจิตใจที่สามารถทำได้ง่ายๆ และทำได้ทุกวันมาฝากกัน

Read More »
ทบทวนตัวเอง

8 เทคนิค ช่วยทบทวนตัวเองได้ดีขึ้น

“การทบทวนตัวเอง” หรือ Self-Reflection คือ การกลับมาทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก พฤติกรรม และประสบการณ์ของตนเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจตัวเองและสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างละเอียด และตามความเป็นจริงมากขึ้น แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า แล้วทำอย่างไรถึงจะสามารถทำความเข้าใจตัวเองได้อย่างละเอียด และลึกซึ้ง ดังนั้นในบทความนี้ on mind way ได้ทำการรวบรวม 8 เทคนิคที่จะช่วยให้เราเห็นตัวเองได้อย่างชัดเจนมากขึ้น มาฝากกัน การที่เราได้มีเวลา “หยุดพัก” เพื่อกลับมา Reflect

Read More »
ซึมเศร้า

“ซึมเศร้า” ของเราไม่เหมือนกัน…ชวนมาเข้าใจโรคซึมเศร้าแต่ละชนิด

รู้ไหมว่า แม้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนกัน แต่รูปแบบ ลักษณะอาการ อาจจะมีความแตกต่างกันได้ เพราะโรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีชนิดเดียว และแม้จะเป็นชนิดเดียวกัน แต่อาการที่แสดงออกก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด บทความนี้ on mind way จึงได้รวบรวมข้อมูลชนิดของโรคซึมเศร้ามาให้ทุกคนได้รู้จัก และทำความเข้าใจกัน

Read More »
move on

เลิกกันแล้ว แต่ยัง move on ไม่ได้…มันเป็นเพราะอะไรนะ ?

แม้ว่าความสัมพันธ์จะจบลงไปแล้ว…หลายๆ คนอาจจะยังคงนึกถึง และยังวนอยู่กับความคิดที่อยากให้เค้ากลับมาอีกครั้ง วันนี้อาจจะรู้สึกเหมือนทำใจได้แล้ว แต่ผ่านไปอีกวันก็กลับไปคิดถึงเขาอีก จนเกิดเป็นคำที่เรามักจะได้ยินนั่นคือ “move on เป็นวงกลม”

Read More »
เลิกกัน

5 เหตุผลที่ “การเลิกกัน” เป็นเรื่องยาก แม้จะรู้ว่าอยู่ใน Toxic Relationship

เคยสงสัยในตัวเองไหมว่า ทั้งๆ ที่รู้ว่า Romantic Relationship ตอนนี้ ”มันแย่ มัน Toxic“ เหลือเกิน แต่ก็ยังตัดสินใจเลิกกันไม่ได้! วันนี้ on mind way จึงอยากมาอธิบายถึง 5 เหตุผล ที่ทำให้เรายังไม่สามารถออกมาจากความสัมพันธ์ได้

Read More »
ครอบครัว

“ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน” : 5 ผลกระทบต่อลูก จากความ toxic ของพ่อแม่

“ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน” “พ่อแม่ toxic” เราอาจได้ยินสำนวนเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ แต่ทุกคนรู้มั้ยว่าพ่อแม่ toxic คืออะไร และสามารถส่งผลกระทบกับชีวิตคนเป็นลูกอย่างเรายังไงบ้าง?

Read More »
ปรึกษานักจิตวิทยา

4 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการปรึกษานักจิตวิทยา

การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่หลายๆ คน ให้ความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเนื่องจากการปรึกษานักจิตวิทยานั้น ถือเป็นบริการที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย จึงอาจจะทำให้หลายคนยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบริการนี้อยู่บ้าง ในวันนี้ on mind way จึงอยากชวนมาทำความเข้าใจ 4 ประเด็นที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษา

Read More »
ตัดสินใจผิด

เคยรู้สึก…ตัดสินใจผิดกันมั้ย?

เคยรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดกันบ้างไหม? ความรู้สึกแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราเจอกับเรื่องที่ไม่ถูกใจ หรือไม่เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจไว้ จนต้องกลับมามาบอกตัวเองว่าถ้ารู้แบบนี้ ตอนนั้นน่าจะทำ หรือน่าจะเลือกแบบนั้นดีกว่า หรือ “รู้งี้” ไม่น่าตัดสินใจแบบนี้เลย….

Read More »
คุยกับตัวเอง

คุยกับตัวเองยังไง…ให้ดีต่อใจ

การคุยกับตัวเอง (self-talk) คือการสื่อสารกับตัวเองด้วยเสียงจากข้างในของเรา ที่มาจากความคิด ความเชื่อ และประสบการณ์ที่ผ่านมา แน่นอนว่า การคุยกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเกือบจะตลอดเวลา รวมทั้งมีผลโดยตรงกับทั้งความคิด ความรู้สึก การกระทำ และการตัดสินใจของตัวเรา บทความนี้ เราจึงอยากนำเสนอแนวทางในการคุยกับตัวเองเชิงบวก 3 แนวทาง

Read More »
ความคิด

รู้จัก ความคิดที่ทำให้เราทุกข์ หรือ “Cognitive Distortions”

Cognitive Distortions คือ“รูปแบบความคิดต่างๆ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง นำไปสู่การมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ที่ทำให้เรามีความเชื่อทางลบเกี่ยวกับตัวเองหรือสิ่งต่างๆ รอบตัวโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”

Read More »
ปีชง

5 แนวทาง ดูแลใจยังไง…ในปีชง ??

ในช่วงเทศกาลปีใหม่แบบนี้ บางคนอาจจะกำลังรู้สึกกังวลใจ และไม่สบายใจหากตัวเองเกิดในปีที่เป็น “ปีชง” กับปีนี้ ดังนั้น on mind way จึงอยากนำวิธีในการดูแลใจเบื้องต้นสำหรับคนที่อาจจะกำลังรู้สึกกังวล หรือไม่มั่นใจกับการใช้ชีวิตในปีนี้มาฝากกัน

Read More »
รู้สึกดิ่ง

จบวันหยุดยาวทีไร รู้สึกดิ่งทุกที…ทำไงดีนะ?

ช่วงวันหยุดยาว คงเป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย เพราะจะได้พักผ่อนจากการเรียน หรือการทำงาน ได้มีเวลาให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หรือได้กลับไปใช้เวลากับคนที่เรารัก แต่เมื่อช่วงเวลานั้นจบลง บางคนอาจเกิดความรู้สึกดิ่ง ความรู้สึกเศร้า หรือที่เรียกว่า “Post-Vacation Blues” ดังนั้น วันนี้ on mind way จึงอยากมาชวนดูวิธีที่จะรับมือกับสภาวะนี้กัน

Read More »
วันหยุด

How to… มีวันหยุด แบบได้พักทั้งกายและใจ

เคยมั้ย มีวันหยุด…แต่เหมือนไม่ได้หยุด เพราะต้องนั่งตอบเรื่องงาน พอตอบเสร็จ ในหัวก็กังวล เครียดเรื่องงานไม่หยุด จนไม่ได้เที่ยว หรือพักใจอย่างที่อยากทำ วันนี้เรามีทริคง่ายๆ สำหรับการรับมือกับใจ ที่ว้าวุ่นเวลาโดนตามงานในวันที่เรากำลังพัก เพื่อให้เราได้ใช้เวลาพักผ่อนที่มีค่าอย่างเต็มที่กัน

Read More »
ของขวัญ

รู้ไหม…เราให้ของขวัญตัวเองได้ทุกวัน

ช่วงเวลาในการได้รับของขวัญ คงเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข ความตื่นเต้น ความประทับใจ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะได้สัมผัสความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ในทุกวัน ผ่านการให้ของขวัญกับตัวเอง

Read More »
เพื่อน ซึมเศร้า

เพื่อนเหมือนจะ “ซึมเศร้า” ช่วยยังไงได้บ้าง?

เคยเป็นมั้ย บางทีรู้รู้สึกเหมือนเพื่อนจะกำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้า รู้สึกว่าเพื่อนไม่ไหว แต่เราก็ไม่รู้จะช่วยยังไงดี วันนี้เลยมี 6 ข้อที่เราพอจะช่วยเพื่อนได้มาฝากกัน

Read More »
เป้าหมาย

มี “เป้าหมาย” แล้ว…ทำยังไงให้ “สำเร็จ”?

เคยมั้ย…ตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ทำสักที เพราะเราก็เอาแต่จะผลัดวันไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่ได้เริ่มลงมือทำ หรือบางครั้งเริ่มทำไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกกลางทางเพราะรู้สึกท้อ หรือเหนื่อยเกินไป หากเราเป็นคนหนึ่งที่มักจะเป็นแบบนี้ ลองเอาทริคพวกนี้ไปลองปรับใช้ เพื่อให้เราลงมือทำตาม goal ที่ตั้งไว้ได้มากขึ้นกัน

Read More »
พักใจ พักกาย

How to พักใจ พักกาย…แบบไม่รู้สึกผิด

หากใครไม่เคยปล่อยให้ตัวเองได้พัก เราจะชวนมาดูมุมมองที่จะทำให้เราสามารถพักกาย พักใจได้โดยไม่รู้สึกผิด เพื่อให้เราสามารถพักได้อย่างเต็มที่ และกลับไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกัน

Read More »
เพื่อนที่ดี

เป็นเพื่อนที่ดีให้กับ “ตัวเอง” และ “คนอื่น” ด้วย Empathy

Empathy คือความสามารถในการเข้าใจและร่วมรู้สึกไปกับความรู้สึกของคนอื่น หากทุกคนได้เข้าใจว่า Empathy คืออะไร ได้กลับมาสังเกตคำพูด ความคิด หรือการกระทำของตัวเองเวลารับฟังเรื่องราวของคนอื่น และได้ลองนำแนวทางจากบทความนี้ไปปรับใช้กับตัวเอง Empathy ก็จะถือเป็นอีกทักษะที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝนและพัฒนาได้เช่นกัน

Read More »
empathy

Empathy vs Sympathy “ความเข้าใจ” ที่ไม่เหมือนกัน

หลายคนอาจจะเคยได้ยิน หรือเข้าใจความหมายของ Empathy และ  Sympathy มาบ้าง ในขณะที่บางคนก็อาจจะสับสนว่า 2 คำนี้มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจ 2 คำนี้ให้มากขึ้น โดยทั้ง 2 คำ ต่างเป็นความรู้สึกเข้าใจที่เกิดขึ้นเมื่อเราได้รับฟังปัญหาหรือความไม่สบายใจของคนอื่น แต่แตกต่างกันที่ลักษณะ จุดประสงค์ และการแสดงออก

Read More »
นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ เพราะหยุดคิดไม่ได้…ทำยังไงดี?

การนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนในหลายช่วงวัย ซึ่งสามารถเกิดได้จากปัจจัยทั้งทางกายภาพ หรือรูปแบบในการใช้ชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับหลายๆคนคือ โดยเฉพาะเมื่อมีสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกเครียด คือการคิดมาก หรือกังวล

Read More »
รักตัวเอง

ตำหนิตัวเองจนเหนื่อยแล้ว…มาลองรักตัวเองดูบ้างไหม?

เชื่อว่าทุกๆ คน คงไม่อยากที่จะ “ตำหนิตัวเอง (self-criticism)” แต่เชื่อไหมว่าการที่จะเลิกพฤติกรรมนี้มันยากเหลือเกิน ฉะนั้นวันนี้ on mind way จึงอยากแนะนำเทคนิคดีๆในการรับมือกับ “การตำหนิตัวเอง” ด้วยความรักตัวเอง และใจดีกับตัวเองผ่าน “ถ้อยคำที่นุ่มนวลต่อตัวเอง”

Read More »
อกหัก ปก

ทำไมอกหัก แล้วรู้สึกว่าเราไม่เหลืออะไรเลย ?

คงปฏิเสธได้ยากว่าเมื่อความสัมพันธ์มาถึงจุดสิ้นสุด “ฝ่ายที่ถูกบอกเลิก” หรือเป็นคนที่อกหัก มักจะเป็นผู้ที่รู้สึกแย่กว่าในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะสำหรับบางคน อาจรู้สึกราวกับว่าโลกใบนี้มันมืดมัวไปหมด รู้สึกราวกับว่าตัวเราไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่สิ่งที่เคยเป็นความสุขของเรา ในวันนี้กลับไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อน ตลอดจนกลับมามีข้อสงสัยในคุณค่าของตัวเอง

Read More »
ดูดวง นักจิต

มีปัญหา ควรไปคุยกับนักจิต หรือ ไปดูดวง??

จริงๆ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าการไปดูดวง ก็เป็นตัวเลือกแรก ที่หลายคนมักจะนึกถึง เวลาที่เจอปัญหา หรือความไม่สบายใจ แล้วหมอดู กับนักจิตวิทยา ต่างกันยังไงนะ

Read More »
ความสุข อยากมีบ้าง

“ความสุข” อยากมีบ้าง…ทำยังไงดี

“แล้วจะสร้างความสุขให้ตัวเองได้ยังไง” บทความนี้เรายากมานำเสนอบ้างแง่มุมที่จะเป็นตัวช่วยให้ทุกคนสามารถมองเห็นและมีความสุขในการใช้ชีวิตได้มากขึ้น

Read More »
สุขภาพจิต

ทำไมต้องใส่ใจ สุขภาพจิต(ใจ) ??

ถ้าถามว่าระหว่างร่างกาย กับ จิตใจ เรา “ให้ความสำคัญ” กับอะไรมากกว่ากัน หลายคนคงตอบว่าเท่ากัน หรือลังเลที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว ส่วนใหญ่เรามักจะดูแลสุขภาพกาย และละเลยการใส่ใจสุขภาพจิต…

Read More »
จิตแพทย์

จิตแพทย์ vs นักจิตวิทยา…ควรไปหาใครดี ??

รู้หรือไม่ จิตแพทย์ กับ นักจิตวิทยา ไม่ใช่อาชีพเดียวกันนะ…วันนี้เราจะมาอธิบายความแตกต่างของทั้ง 2 อาชีพ เพื่อให้ทุกคนเลือกใช้บริการได้ตรงตามจุดประสงค์ และความต้องการของตัวเอง

Read More »

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

* indicates required

Intuit Mailchimp

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save