4 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการปรึกษานักจิตวิทยา

ปรึกษานักจิตวิทยา
การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่หลายๆ คน ให้ความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นการไปหาจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาเวลาที่เจอกับปัญหา หรือความไม่สบายใจจึงถือเป็นเรื่องที่ปกติมากขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตามเนื่องจากการปรึกษานักจิตวิทยานั้น ถือเป็นบริการที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย จึงอาจจะทำให้หลายคนยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบริการนี้อยู่บ้าง ในวันนี้ on mind way จึงอยากชวนมาทำความเข้าใจ 4 ประเด็นที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษา

1. นักจิตวิทยา ไม่ใช่ จิตแพทย์ … เราเน้นทำงานในบทบาทที่แตกต่างกัน

นักจิตวิทยาจะทำงานผ่านการพูดคุยเพื่อให้เข้าใจตนเองมากขึ้น และชวนปรับเปลี่ยนมุมมองบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อใจ ให้เป็นมุมมองที่ดีต่อสภาวะใจตนเองและมีพื้นฐานใจที่แข็งแรงมากขึ้น

จิตแพทย์จะเน้นการวินิจฉัยและรักษา สามารถจ่ายยา เพื่อช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ช่วงที่ยังไม่สามารถควบคุมสภาวะอารมณ์ หรือจัดการใจได้ เช่น ยาต้านเศร้า ยาสมาธิสั้น ยานอนหลับ

2. ❌ ต้องไปหาจิตแพทย์ก่อน ถึงคุยกับนักจิตวิทยาได้

✅ ไม่จำเป็นต้องมีคำวินิจฉัยจากแพทย์ ก็คุยกับนักจิตวิทยาได้

ถ้าหากต้องการพื้นที่ในการจัดการอารมณ์ ทำความเข้าใจตนเอง และปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด ก็ทำนัดเข้ามาคุยได้เลย

แต่ถ้าหากผู้รับบริการมีแนวโน้มของภาวะของโรคทางจิตเวชร่วมด้วย นักจิตวิทยาจะแนะนำให้พบจิตแพทย์ ควบคู่กับการพูดคุย บำบัด กับนักจิตวิทยา

3. ❌ ถ้าคุยกับนักจิตวิทยา จะต้องกลับไปแตะเรื่องสะเทือนใจและร้องไห้ทุกครั้ง

✅ ไม่เสมอไป คุยเสร็จแล้วใจฟูก็มีนะ 🙂

แต่ก็คงมีบ้าง ที่นักจิตวิทยาชวนกลับไปทบทวนบางเรื่องที่ส่งผลต่อใจของเรา เพื่อทำความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนมุมมองให้เราอยู่กับเรื่องนั้นๆ ได้อย่างดีต่อใจมากขึ้น เพราะการพูดคุยกับนักจิตวิทยา คือ พื้นที่ในการกลับไปทำความเข้าใจตัวเอง ทั้งด้านบวกและลบ

4. ❌ ต้องมีปัญหาหนักมากๆ ถึงเข้ามาคุยได้

✅ เรื่องเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ก็มาคุยได้ เพื่อหาทางรับมือแบบที่ดีต่อใจตนเอง

เพราะคนเรามีพื้นฐานใจที่รับปัญหาได้ไม่เท่ากัน บางเรื่องอาจจะดูเล็กในสายตาคนอื่น แต่กระทบใจมากๆ สำหรับเรา…อย่ารอให้ใจพัง แล้วค่อยหาทางกู้ใจ แต่มาคุยเพื่อเสริมเกราะป้องกันใจ ในวันที่ยังไหวน่าจะดีกว่า

เหมือนเวลาป่วยกาย หากดูแลตัวเองตอนอาการยังน้อยๆ ร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกัน ไม่ทรุดหนัก และรักษาง่ายกว่าตอนที่ปล่อยให้ร่างกายพังไปแล้ว

 

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

Picture of ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยน สร้างการเชื่อมต่อใหม่ และพัฒนาได้จากประสบการณ์ที่เราลงมือทำและวิธีคิดที่เราเลือกในแต่ละวัน ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต ช่วงนี้หลายๆ คนอาจได้ยินชื่อ ไอลีน กู่ (Eileen Gu) นักสกีฟรีสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน-จีนวัย 22 ปี ผู้คว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิกฤดูหนาวทั้งปี 2022 และ 2026 อีกทั้งยังเป็นนางแบบระดับโลกที่ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำและมีผลงานบนเวทีใหญ่ ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง ล่าสุดในการสัมภาษณ์หลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ผ่านมา ไอลีนได้พูดถึงกระบวนการคิดของตัวเองว่า ปกติเธอใช้เวลาอยู่กับ “การคิดทบทวนตนเอง เขียนบันทึก แยกแยะ วิเคราะห์กระบวนการคิดของตนเอง” และเชื่อว่า “เมื่อเราควบคุมวิธีคิดของตัวเองได้ เราก็จะควบคุมได้ว่าเราอยากจะเป็นใคร โดยเฉพาะเมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) จะอยู่ข้างเรา เธอเลยสามารถเป็นคนแบบที่อยากจะเป็นได้จริง ๆ” จริงๆ แล้ว Neuroplasticity หรือ “ความยืดหยุ่นของสมอง” ที่ไอลีนพูดถึง ไม่ได้เป็นเคล็ดลับพิเศษที่จำกัดอยู่แค่นักกีฬาโอลิมปิกแต่อย่างใด แต่หมายถึง ความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตามประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เซลล์ประสาท (Neurons) ที่มีอยู่นับล้านในสมองคนเราจะมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน หากเราทำพฤติกรรมใหม่ ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เซลล์ประสาทก็จะสร้างสะพานเชื่อมต่อเส้นใหม่ขึ้น และเมื่อเราทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ เส้นใยที่สร้างขึ้นก็จะถูกใช้และแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันพฤติกรรมไหนที่เลิกทำ เส้นใยนั้นจะไม่ได้ถูกใช้ ทำให้อ่อนแรงลงและถูกตัดทิ้งในที่สุด แปลว่า ถ้าเราทำสิ่งไหนซ้ำ ๆ สมองเราก็จะทำสิ่งนั้นเก่งขึ้นนั่นเอง เช่น การเรียนและฝึกพูดภาษาที่ 3 บ่อย ๆ ทำให้เราพูดภาษานั้นคล่องขึ้น การฝึกฝนวาดรูป ก็จะทำให้เราวาดได้ลายเส้นที่สวยขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงทักษะบางอย่าง แต่ยังรวมถึง “ความคิด” ของเราด้วย ถ้าเราคิดในด้านลบ เส้นใยที่เป็นสะพานเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเกี่ยวกับความคิดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นชุดรูปแบบ (pattern) ความคิดติดตัวเราได้ แม้ไอลีนจะบอกว่า เมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมองจะอยู่ข้างเรา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าอายุเท่าไหร่สมองก็จะยังยืดหยุ่นและสร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ ขึ้นได้เสมอ💡 โดยมีหลายสิ่งที่เราอาจทำได้ เช่น ✅เรียนภาษาใหม่ ✅ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ✅เรียนทักษะใหม่ๆ ✅ฝึกสมาธิ ฝึกสติ ✅เล่น puzzle ท้ายที่สุดแล้ว Neuroplasticity สอนให้เรารู้ว่า ความสามารถที่เรามีไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พัฒนาได้เสมอด้วยการฝึกฝนและเลือกคิดในทุก ๆ วันนั่นเอง

ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)…เคล็ดลับนักกีฬาโอลิมปิก ที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต

Read More »
หลายคนเข้าใจว่า Self-esteem คือความมั่นใจสูง ๆ หรือการมองตัวเองในแง่ดีตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว Self-esteem คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างสมดุล ทั้งในวันที่เราทำได้ดี และในวันที่เราผิดพลาด บทความนี้จะชวนคุณสำรวจ 4 มุมมองสำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้าง Self-esteem ให้เติบโตอย่างมั่นคงและอ่อนโยนจากภายใน ก่อนที่เราจะพูดถึงมุมมองต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่ม Self-esteem ให้กับตัวเอง ลองมาทำความเข้าใจคำว่า Self-esteem กันก่อน Self-esteem ประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. การตระหนักถึงความจริง (Realistic) คือการยอมรับและรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน สิ่งที่ชอบและไม่ชอบของตนเอง บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่างตรงไปตรงมา 2. การชื่นชมและยินดีกับส่วนที่ดีในตัวเอง (Appreciative) คือความรู้สึกที่ดีต่อภาพรวมของตนเอง หากนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงเพื่อนสนิทที่ชื่นชมเรา เขาเลือกมองเห็นด้านที่ดีในตัวเรามากกว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ มุมมองแบบนี้เองที่เราสามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ ดังนั้น Self-esteem คือ การรับรู้ว่าตนเองมีจุดเด่นและจุดด้อยอะไร โดยไม่เอาข้อเสียมากลบ “ข้อดี” ของตนเอง และสามารถสังเกต เห็นคุณค่า และชื่นชมด้านบวกของตัวเองได้ Self-esteem คือการหลงตัวเองหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” เพราะ Self-esteem ที่ดี จะทำให้เรา… ยินดีอย่างสม่ำเสมอต่อความเป็นตัวเอง แต่ไม่หวือหวา: ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมี “คุณค่า” ในตัวเอง และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน มีพื้นที่ให้กับ “การพัฒนาตัวเอง”: เมื่อเรามองเห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เราจะรู้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีก เมื่อเข้าใจความหมายของ Self-esteem แล้ว ลองมาดูว่า “มุมมอง” แบบใดที่จะช่วยพัฒนา Self-esteem ในตัวเราได้บ้าง 1. การยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance) คือการสังเกตตัวเองอย่างชัดเจนด้วย “สติ” มองเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบ เห็นข้อจำกัดของตัวเอง และยอมรับว่าความทุกข์และความสุขเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เข้าใจถึงข้อจำกัดของตนเอง ไม่พยายามหลีกเลี่ยง เร่งรีบเปลี่ยนแปลง หรือกำจัดความทุกข์ตรงหน้าในทันที มีอิสระในการตัดสินใจ และให้พื้นที่กับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะของชีวิต Carl Rogers กล่าวว่า “เมื่อเรายอมรับตนเองในแบบที่เป็น เราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้” ดังนั้น การยอมรับตัวเองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ในจังหวะของเรา และเพิ่ม Self-esteem ได้อย่างมั่นคง 2. ความอดทน (Patience) เมื่อเรามองเห็นข้อจำกัดของตัวเองแล้ว บางครั้งเราอาจใจร้อน อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที แต่การเติบโตต้องอาศัย “ความอดทน” การไว้วางใจในกระบวนการ ไม่คาดหวังเกินจริง และไม่ยอมแพ้ต่อความผิดหวัง จำไว้เสมอว่า “ทุกคนมีเวลาในการเติบโตของตัวเองเสมอ” 3. เมตตาและกรุณา (Loving-kindness & Compassion) เราควรมีความเมตตาและกรุณาต่อตัวเอง ด้วยการแสดงความห่วงใยและหวังดี แม้ในวันที่รู้สึกไม่ดีหรือไม่พอใจกับตัวเอง หากยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลอง… ปรับคำพูดกับตัวเอง จากการตำหนิรุนแรง ให้พูดตามความเป็นจริง เช่น จาก “แกมันโง่จริง ๆ” เป็น “เราทำคะแนนสอบไม่ได้ดังที่หวัง” ปรับน้ำเสียงที่ใช้กับตัวเอง จากน้ำเสียงหงุดหงิดหรือโกรธ เป็นน้ำเสียงปกติที่เข้าใจสถานการณ์ ให้โอกาสตัวเอง แม้จะผิดหวัง ผิดพลาด หรือไม่ได้ดั่งใจ 4. การไม่ตัดสิน (Non-judgement) ประโยคแบบนี้คุ้นไหม… “ฉันไม่ดีเท่าเพื่อน” “ทำไมฉันไม่ดีกว่านี้?” “ฉันแย่มาก” “ฉันควรพัฒนาได้เร็วกว่านี้” “วันนี้ฉันทำได้ไม่ดีเท่าเมื่อวาน” “ฉันไม่ชอบตัวเองแบบนี้” “ฉันคงไม่มีวันดีขึ้น” “ฉันมันโง่” ถ้าเรามีประโยคเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ นั่นอาจหมายถึงว่าเรากำลังตัดสินและตีตราตัวเองอยู่ ลองถามตัวเองว่า…คำพูดเหล่านี้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่? ถ้าช่วยได้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความรู้สึก “มั่นคง” หรือ “กลัว” กันแน่? และมันทำให้ Self-esteem ของเราเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่? หากคำตอบคือคำพูดเหล่านี้สร้างบาดแผลทางใจมากกว่า ลองกลับมา “ยอมรับ” “อดทน” และ “ใจดี” กับตัวเองให้มากขึ้น คุณค่าในตัวเราไม่ได้ลดลงเพียงเพราะความผิดพลาด ข้อบกพร่อง หรือความผิดหวัง ค่อย ๆ มองทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยสายตาที่เข้าใจ อ่อนโยน และซื่อสัตย์ แล้ว Self-esteem จะค่อย ๆ เติบโตและงอกงามขึ้นเอง

Self-esteem: 4 มุมมองที่ช่วยเสริมสร้างการเห็นคุณค่าตัวเอง

Self-esteem ไม่ใช่การหลงตัวเอง แต่คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างเป็นจริง บทความนี้ชวนมอง 4 มุมสำคัญที่ช่วยให้เรายอมรับ เติบโต และใจดีกับตัวเองมากขึ้น

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save