3 วิธีฮีลใจในคาเฟ่ | ดูแลใจตัวเองง่ายๆ ได้ทุกวัน

ฮีลใจในคาเฟ่
ในวันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย การได้เข้าคาเฟ่เล็กๆ สักแห่ง แล้วค่อยๆ จิบเครื่องดื่มแก้วโปรด คือช่วงเวลาที่หลายคนใช้เป็นการ “ฮีลใจ” แบบง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เวลามากมาย

สำหรับบางคนคาเฟ่…อาจเป็นมากกว่าสถานที่แวะพัก มันอาจเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้เรากลับมาหายใจลึกๆ ได้อีกครั้ง ทั้งนี้ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีดูแลใจตัวเองให้มากขึ้นระหว่างนั่งอยู่ในร้านกาแฟ บทความนี้เรามี 3 วิธีมาฝากกัน

1. ดื่มอย่างมีสติ (Mindful Coffee Drinking)

ลองเปลี่ยนการจิบกาแฟธรรมดาๆ ให้เป็นช่วงเวลาที่ตั้งใจอยู่กับสิ่งตรงหน้า
สังเกตว่ากาแฟมีสีแบบไหน กลิ่นเป็นอย่างไร แก้วที่ถืออยู่รู้สึกอุ่นหรือเย็น มีหยดน้ำเกาะบ้างไหม

ค่อยๆ ลิ้มรสของเครื่องดื่ม ความหวาน ความขม ความเปรี้ยม แล้วอยู่กับความรู้สึกขณะนั้น
แค่นี้ก็ช่วยให้เรารู้สึกสงบ คลายความกังวล และเชื่อมต่อกับปัจจุบันได้มากขึ้นแล้ว

2. ขอบคุณจากใจในทุกจิบ (Gratitude with Every Sip)

ระหว่างที่คุณนั่งอยู่ในคาเฟ่ ลองนึกถึงสิ่งเล็กๆ ที่คุณรู้สึกขอบคุณ
เช่น “ขอบคุณที่วันนี้อากาศดี” หรือ “ขอบคุณที่มีเวลาว่างมานั่งร้านโปรด”

แม้เป็นเรื่องธรรมดา แต่มันช่วยให้เรากลับมาเห็นมุมดีๆ ที่เคยมองข้าม
ความรู้สึกดีเหล่านี้ จะค่อยๆ เติมพลังให้ใจเราโดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ

3. ใจดีกับตัวเองบ้างก็ได้นะ (Self-Kindness for Busy Minds)

หลายครั้ง เมื่อชีวิตมีแต่ความวุ่นวายจากภาระหน้าที่หลายด้าน พอเรายังจัดการปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ ก็ยิ่งเหนื่อยล้า คิดวนไปวนมา ตลอดจนเผลอตำหนิตัวเอได้ คาเฟ่สงบ ๆ จึงเป็นสถานที่ที่อาจช่วยให้เราได้กลับมาอยู่กับตัวเอง

อ่อนโยนกับตนเองให้มากขึ้น ในวันที่เราหลงลืมไปว่า “เราเอง ก็ต้องกลับมาดูแลใจตัวเองบ้างเหมือนกันนะ”

ดังนั้น ครั้งหน้าที่ไปคาเฟ่ ทุกคนอาจลองใจดีกับตัวเองให้มากขึ้นด้วยการ…

เลือกมุมสงบๆ นั่งเงียบๆ อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ หรือจิบเครื่องดื่มช้าๆ เมื่อมีความคิดตำหนิตัวเองขึ้นมา วางมือไว้ที่หัวใจของเรา (หรือ

จุดไหนก็ได้ที่ทำให้รู้สึกสบายใจ) และลองปรับคำตำหนินั้นเป็นคำที่ใจดีกับตัวเองมากขึ้น เช่น จาก “ฉันไม่สมควรได้พัก” เป็น “การพักผ่อนบ้างเวลาเหนื่อย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกนะ”

แล้วก่อนออกจากร้าน อย่าลืมบอกตัวเองว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราเป็นคนที่มีคุณค่าเสมอ”

แม้จะเป็นการดื่มกาแฟถ้วยเดิม ในคาเฟ่ร้านเดิมก็ตามที แต่หากเราลองใช้เวลากับกาแฟถ้วยนั้นให้มากขึ้น ด้วยวิธีฮีลใจ เหล่านี้ ก็อาจช่วยให้เราได้มีประสบการณ์ใหม่ ๆ และได้ความรู้สึกที่ต่างออกไปก็ได้นะ

 

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

พวกเราไม่ส่งจดหมายขยะ หรือ Spam และสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เพิ่มเติมได้ที่นี่

Picture of บุรณี ชิโนทัยกุล

บุรณี ชิโนทัยกุล

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

เราทุกคนต่างมีสิ่งที่กลัว ไม่ว่าจะเป็นแมงมุม ความสูง เครื่องบิน เข็มฉีดยา สุนัข หรือสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเมื่อเข้าใกล้ แต่เคยสงสัยไหมว่า ความกลัวแบบไหนที่ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติ และเมื่อไหร่ความกลัวจึงอาจเรียกว่า Phobia? จริง ๆ แล้ว “ความกลัว” เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์เอาตัวรอด แต่เมื่อความกลัวรุนแรงเกินกว่าความเสี่ยงจริง หลีกเลี่ยงสิ่งที่กลัวจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต เราอาจต้องลองกลับมาสังเกตว่า ความกลัวนั้นกำลังอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ ทำไมเราถึงรู้สึกกลัว? ความกลัวเป็นสัญชาตญาณที่สำคัญในการเอาตัวรอดของมนุษย์ เพราะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเตือนว่า “สิ่งที่เรากำลังเจออาจเป็นอันตราย” เมื่อสมองรับรู้ถึงภัยคุกคาม ร่างกายจึงเตรียมพร้อมเพื่อรับมือ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ การหนี หรือการหยุดนิ่ง หรือที่เรียกว่า Fight, Flight or Freeze ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้ว “ความกลัว” ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่เป็นระบบเตือนภัยที่มีประโยชน์ต่อเรา อย่างไรก็ตาม ปัญหาอาจเกิดขึ้นเมื่อความกลัวนั้น รุนแรงเกินความเป็นจริง หรือเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต เพราะในจุดนั้นความกลัวอาจไม่ได้ช่วยให้เราปลอดภัยอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่จำกัดชีวิตของเรา Specific Phobia คืออะไร? Specific Phobia หรือโรคกลัวเฉพาะชนิด เป็นความกลัวหรือความวิตกกังวลอย่างรุนแรงต่อวัตถุหรือสถานการณ์บางอย่างโดยเฉพาะ และความกลัวนั้นมีมากเกินกว่าความอันตรายที่เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น กลัวสัตว์บางชนิด กลัวความสูง กลัวเครื่องบิน กลัวเข็ม กลัวเลือด หรือกลัวสถานการณ์บางอย่าง สิ่งสำคัญคือ คนที่มี Specific Phobia อาจรู้ตัวว่าความกลัวของตัวเองดูมากเกินไป แต่ก็ยังรู้สึกว่าควบคุมความกลัวนั้นได้ยาก และมักพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งหรือสถานการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้น ลักษณะที่พบได้ เช่น มีความกลัวหรือวิตกกังวลอย่างรุนแรงและต่อเนื่องเมื่อเจอสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้น เมื่อพบหรือแม้แต่คิดถึงสิ่งที่กลัว ก็อาจเกิดความกลัวหรือความวิตกกังวลขึ้นอย่างรวดเร็ว พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งหรือสถานการณ์นั้น ระดับความกลัวไม่สัมพันธ์กับอันตรายจริง ความกลัวหรือการหลีกเลี่ยงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ในเกณฑ์การวินิจฉัย ความกลัวหรือการหลีกเลี่ยงต้องคงอยู่อย่างน้อย 6 เดือน ดังนั้น การที่เรากลัวบางสิ่งเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าเรามี Phobia เสมอไป แต่ต้องพิจารณาทั้งระดับความกลัว การหลีกเลี่ยง และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตร่วมกัน Specific Phobia มีแบบไหนบ้าง? Specific Phobia สามารถเกี่ยวข้องกับสิ่งกระตุ้นได้หลายรูปแบบ โดยแบ่งกลุ่มที่พบได้บ่อย เช่น กลัวสัตว์ เช่น กลัวสุนัข กลัวแมว กลัวงู กลัวแมงมุม กลัวแมลง กลัวหนู กลัวเลือด การฉีดยา หรือการบาดเจ็บ เช่น กลัวเลือด กลัวเข็ม กลัวการฉีดยา กลัวการทำหัตถการทางการแพทย์ กลัวสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น กลัวความสูง กลัวพายุ กลัวฟ้าร้อง กลัวการอยู่ใกล้น้ำ กลัวสถานการณ์บางอย่าง เช่น กลัวเครื่องบิน กลัวการขับรถ กลัวการขึ้นลิฟต์ กลัวการอยู่ในสถานที่ปิด กลัวสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ยังมีความกลัวเฉพาะอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ใน 4 กลุ่มแรก เช่น กลัวเสียงดัง หรือกลัวตัวตลก เป็นต้น แล้ว “ความกลัวปกติ” ต่างจาก Specific Phobia อย่างไร? สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่ที่ว่า “เรากลัวอะไร” แต่ต้องดูด้วยว่า “เรากลัวมากแค่ไหน และความกลัวนั้นส่งผลต่อชีวิตอย่างไร” ดังตาราง กลัวมาก ไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติเสมอไป หลายครั้ง คนที่มี Phobia หรือกลัวบางสิ่งอาจรู้สึกว่า “ทำไมเราถึงกลัวเรื่องนี้ขนาดนี้ ทั้งที่คนอื่นไม่ได้กลัว?” แต่ความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ หรือเป็นความผิดของเรา ความกลัวเป็นกลไกหนึ่งของมนุษย์ เพียงแต่ในบางกรณี ระบบเตือนภัยของสมองอาจตอบสนองรุนแรงมากเกินไปเมื่อเจอกับสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตำหนิตัวเองว่า “ทำไมถึงไม่เลิกกลัวสักที” แต่เป็นการทำความเข้าใจว่า ความกลัวนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และกำลังส่งผลต่อชีวิตของเราแค่ไหน ไม่ใช่ทุกความกลัวจะเรียกว่า Phobia การกลัวแมงมุม กลัวความสูง กลัวเข็ม หรือกลัวเครื่องบินเพียงอย่างเดียว ยังไม่ได้หมายความว่าเรามี Specific Phobia สิ่งที่ควรสังเกตคือ ความกลัวนั้นรุนแรงเกินไปหรือไม่ เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือแม้แต่เพียงคิดถึงสิ่งกระตุ้นก็รู้สึกกลัวหรือไม่ เราพยายามหลีกเลี่ยงมากแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดคือ ความกลัวนั้นกำลังส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราหรือเปล่า เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า “กลัวมากไปหรือเปล่า” อาจไม่ใช่เรื่องที่เราควรตำหนิตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะรับมือได้มากขึ้น

โรคกลัว (Phobia) คืออะไร? กลัวแค่ไหนถึงเรียกว่า Specific Phobia?

ความกลัวเป็นกลไกป้องกันตัวที่สำคัญ แต่เมื่อความกลัวรุนแรงเกินจริง หลีกเลี่ยงสิ่งที่กลัว และส่งผลต่อการใช้ชีวิต อาจเข้าข่าย Specific Phobia หรือโรคกลัวเฉพาะชนิด

Read More »
หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance) เป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพใจที่ดี แต่รู้หรือไม่ว่า การยอมรับตัวเองไม่ได้ส่งผลแค่กับตัวเราเท่านั้น หากยังช่วยให้ ความสัมพันธ์กับคนรักแข็งแรงและมั่นคงขึ้น ได้อีกด้วย ก่อนจะไปดูว่าการยอมรับตัวเองส่งผลต่อความรักอย่างไร เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า ปัจจัยสำคัญอย่าง Self-compassion ที่ช่วยให้เรายอมรับตัวเองได้มากขึ้นคืออะไร Self-Compassion คือจุดเริ่มต้นของการยอมรับตัวเอง Self-Compassion คือ การปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความเมตตา ความเข้าใจ และความปรารถนาดี ทั้งในความคิด ความรู้สึก และการกระทำ โดยตระหนักว่า ความผิดพลาดหรือความไม่สมบูรณ์แบบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต่างต้องพบเจอ เมื่อเรามีความเมตตาต่อตัวเองมากขึ้น เราจะ ลดการตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ลดการต่อต้านข้อเสียของตนเอง เปิดใจยอมรับข้อจำกัดของตัวเองได้มากขึ้น ส่งผลให้ Self-Acceptance หรือการยอมรับตัวเอง เพิ่มสูงขึ้น Self-Compassion ช่วยให้ยอมรับคนรักได้จริงหรือไม่ เพื่อศึกษาว่า Self-Compassion และ Self-Acceptance ส่งผลต่อ ความสัมพันธ์แบบคู่รัก (Romantic Relationship) จริงหรือไม่ Zhang และคณะ (2020) ได้ทำการศึกษาวิจัยแบ่งออกเป็น 3 งานวิจัยย่อย โดยทุกงานมีการประเมินระดับ Self-Compassion ของผู้เข้าร่วม งานวิจัยที่ 1: การยอมรับตัวเองเชื่อมโยงกับการยอมรับคนรัก ผู้เข้าร่วมถูกขอให้เขียน ข้อเสียของตัวเอง ข้อเสียของคนรัก จากนั้นประเมินว่าตนเองสามารถยอมรับข้อบกพร่องของทั้งสองฝ่ายได้มากน้อยเพียงใด ผลการศึกษา ผู้ที่มี Self-Compassion สูง ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองได้มากกว่า และเมื่อยอมรับตัวเองได้ ก็มีแนวโน้มยอมรับข้อบกพร่องของคนรักได้มากขึ้นเช่นกัน กล่าวคือ Self-Compassion ไม่ได้ทำให้เรายอมรับคนอื่นโดยตรง แต่ทำให้เกิด การยอมรับตัวเอง ซึ่งกลายเป็นตัวเชื่อมสำคัญที่นำไปสู่การยอมรับคนรัก งานวิจัยที่ 2: ผลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนรัก นักวิจัยต้องการตรวจสอบต่อว่า การยอมรับที่เกิดขึ้นนี้จำกัดอยู่แค่คนรักหรือไม่ ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ประเมินเหตุการณ์ที่ "คนรัก" ทำผิดพลาดต่อตนเอง กลุ่มที่สอง ประเมินเหตุการณ์ที่ "คนรู้จัก" ทำผิดพลาดต่อตนเอง ผลการศึกษา ผู้ที่มี Self-Compassion สูง มีแนวโน้มที่จะ ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองได้มากกว่า ยอมรับข้อบกพร่องของคนรักได้มากกว่า และยอมรับข้อบกพร่องของคนรู้จักได้มากกว่าเช่นกัน ผลการศึกษานี้สะท้อนว่า Self-Compassion ส่งผลต่อการยอมรับผู้อื่นในภาพรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะความสัมพันธ์แบบคู่รัก งานวิจัยที่ 3: เรารับรู้หรือไม่ว่าคนรักยอมรับเรา? หลังจากพบว่า Self-Compassion ส่งผลต่อการยอมรับทั้งตนเองและผู้อื่น นักวิจัยจึงศึกษาต่อว่า สิ่งนี้จะส่งผลต่อ การรับรู้ในความสัมพันธ์ หรือไม่ ผู้เข้าร่วมที่เป็นคู่รักถูกแยกเข้ากลุ่มทดลอง โดยให้ทั้งสองฝ่ายเขียนข้อบกพร่องของตัวเอง พร้อมประเมิน ระดับการยอมรับตัวเอง และรับรู้ว่าคนรักยอมรับข้อบกพร่องของตนเองมากน้อยเพียงใด ผลการศึกษา ผู้ที่มี Self-Compassion สูง จะมีแนวโน้ม Self-Compassion -> ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง -> ยอมรับข้อบกพร่องของคนรัก -> รับรู้ว่าคนรักยอมรับข้อบกพร่องของตนเองได้มากขึ้น กล่าวคือ เมื่อเรายอมรับตัวเองได้มากขึ้น เราก็มักรับรู้ว่าคนรักยอมรับตัวเราเช่นเดียวกัน เมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายยอมรับเรา ความสัมพันธ์ก็แข็งแรงขึ้น เมื่อเรารับรู้ว่าอีกฝ่าย ยอมรับตัวเราในแบบที่เราเป็น ความสัมพันธ์ก็มีแนวโน้มแน่นแฟ้นขึ้น และก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกหลายด้าน เช่น ไว้ใจคู่รักมากขึ้น ไม่กลัวการถูกปฏิเสธ ลดความหวาดระแวงว่าจะถูกทอดทิ้ง กล้าเปิดเผยตัวตนกับอีกฝ่ายมากขึ้น เลือกแสดงพฤติกรรมที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์ มากกว่าปกป้องตัวเอง การทำให้ความสัมพันธ์มั่นคง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพยายามทำให้อีกฝ่ายรักหรือยอมรับเรามากขึ้นเสมอไป แต่จุดเริ่มต้นอาจอยู่ที่ การยอมรับตัวเอง เมื่อเราเข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความเมตตา และค่อย ๆ ยอมรับข้อบกพร่องของตนเองได้มากขึ้น เราก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับผู้อื่นได้มากขึ้นด้วย ท้ายที่สุด สิ่งนี้จะนำไปสู่ การยอมรับซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง และช่วยให้ทั้งความรักที่มีต่อตัวเองและความรักในความสัมพันธ์มั่นคงยิ่งขึ้น อ้างอิง : Zhang, J. W., Chen, S., Tomova Shakur, T., Bilgin, B., Chou, C.-Y., & Risen, J. L. (2020). From Me to You: Self-Compassion Predicts Acceptance of Own and Others' Imperfections. Personality and Social Psychology Bulletin, 46(2), 228–242.

Self-Compassion คืออะไร? ทำไมการยอมรับตัวเองจึงช่วยให้ความรักแข็งแรงขึ้น

การยอมรับตัวเองไม่ได้ช่วยแค่ให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพของความสัมพันธ์ด้วย งานวิจัยของ Zhang และคณะ (2020) พบว่า Self-Compassion ช่วยเพิ่มการยอมรับตัวเอง การยอมรับคนรัก และทำให้เรารับรู้ว่าคนรักยอมรับเราได้มากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่มั่นคงและมีสุขภาพดี

Read More »
เคยไหม...ทั้งที่เรื่องราวในซีรีส์ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่พอเห็นคู่ที่ชอบมีโมเมนต์น่ารัก ๆ ก็อดยิ้มตามไม่ได้ บางครั้งถึงกับรู้สึกเขินแทน หรือเผลอมีความสุขไปกับตัวละครราวกับเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น ทั้งที่เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเลย? บทความนี้จะชวนมาดูคำอธิบายจากมุมมองทางจิตวิทยา ว่าทำไมเราถึง "ฮ็อบ" ตัวละครหรือคู่ที่ชอบได้ขนาดนี้ อาการ "ฮ็อบ" คืออะไร? คำว่า "ฮ็อบ" มักใช้เรียกอาการที่เรากลั้นยิ้มหรือกลั้นเขินไม่อยู่ เมื่อเห็นคู่ศิลปิน ดารา หรือคู่ตัวละครที่เราชื่นชอบมีโมเมนต์น่ารักร่วมกัน หลายคนอาจเคยรู้สึกยิ้มตาม เขินแทน หรือมีความสุขไปกับเหตุการณ์นั้น ทั้งที่เรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเราเลย แล้วความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? Mirror Neuron System: สมองที่จำลองสิ่งที่เราเห็น Mirror Neuron System คือกลุ่มเซลล์ประสาทหรือวงจรสมอง ที่ทำงานทั้งเวลาที่ เราทำบางอย่างเอง และเวลาที่ เราเห็นคนอื่นทำสิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเห็นคนอื่นโดนของหล่นใส่เท้า เราอาจสะดุ้ง หรือรู้สึกเจ็บแทนเล็กน้อย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะสมองของเราจะจำลองสถานการณ์บางส่วนขึ้นมา ราวกับว่าเรากำลังทำหรือกำลังรู้สึกสิ่งนั้นด้วย เช่นเดียวกับเวลาที่เราเห็นโมเมนต์หวาน ๆ ของคู่ตัวละคร สมองก็อาจจำลองความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมา จนเราเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว Emotional Contagion: เมื่ออารมณ์แพร่กระจาย หลายคนอาจเคยสังเกตว่า เวลาดูซีรีส์ พอตัวละครยิ้ม เราก็เผลอยิ้มตาม นั่นเป็นเพราะเรามักเลียนแบบสีหน้า ท่าทาง หรือแม้แต่น้ำเสียงของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว เมื่อเราเลียนแบบสีหน้าของอีกฝ่าย สมองก็รับรู้ว่า "เรากำลังยิ้มอยู่" จึงตีความต่อว่า "ถ้าเรากำลังยิ้ม เราก็น่าจะกำลังมีความสุข" สุดท้ายเราจึงค่อย ๆ รู้สึกดีตามไปด้วย ทั้งนี้ Emotional Contagion สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างนี้เป็นเพียงหนึ่งในกลไกที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว Parasocial Relationship: ความผูกพันที่เกิดขึ้นแม้อีกฝ่ายจะไม่รู้จักเรา เป็นความสัมพันธ์แบบทางเดียว ที่คนหนึ่งรู้สึกผูกพันหรือใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมาก แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้รู้จักเราจริง ๆ เช่น ความรู้สึกที่มีต่อศิลปิน ความรู้สึกที่มีต่อตัวละครในซีรีส์ เมื่อเราติดตามใครคนหนึ่งเป็นเวลานาน เรามักเริ่มรู้สึกว่าเขาเป็น ส่วนหนึ่งของโลกทางสังคมของเรา และโดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อคนที่เรารู้สึกผูกพันมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น เราก็มักรู้สึกดีใจไปกับเขาด้วย ไม่ต่างจากเวลาที่เพื่อนสนิทมีข่าวดี แล้วเรารู้สึกตื่นเต้นและยินดีตามไปด้วย ทำไมเราถึงอินกับตัวละครมากกว่าคนแปลกหน้า? เมื่อเราติดตามตัวละครมาเป็นเวลานาน เราจะค่อย ๆ รับรู้ว่า "นี่คือคนที่ฉันแคร์" "เขากำลังมีความสุข" จึงเกิดความรู้สึกร่วมกับตัวละครได้โดยอัตโนมัติ ในทางกลับกัน หากเป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก แม้จะมีโมเมนต์แบบเดียวกัน เราอาจไม่ได้รู้สึกอินมากนัก เพราะคนเหล่านั้นยังไม่ได้เป็นคนที่เราผูกพัน งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราเห็นคนที่มีความหมายกับเราได้รับประสบการณ์บางอย่าง สมองของเราจะตอบสนองคล้ายกับเวลาที่เราประสบเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเองในหลายด้าน สรุปแล้ว "ฮ็อบ" เกิดขึ้นได้อย่างไร? หากเป็นประสบการณ์ตรง กุ๊กกิ๊กกับแฟน → รู้สึกมีความสุขเต็มที่ แต่หากเป็นประสบการณ์ทางอ้อม เห็นคู่ที่ชอบมีโมเมนต์น่ารัก ↓ Mirror Neuron System + Emotional Contagion + Parasocial Relationship ↓ ทำให้เรารู้สึกเขิน ยิ้มตาม และมีความสุขไปกับเหตุการณ์นั้น แม้ความรู้สึกจะไม่เข้มข้นเท่ากับการประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเอง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเผลอยิ้มตามได้โดยไม่รู้ตัว

ทำไมเห็นคู่ที่ชอบแล้วเขินตาม…The Psychology Behind อาการ “ฮ็อบ”

ทำไมเราเขิน ยิ้มตาม หรือมีความสุข เมื่อเห็นคู่ศิลปินหรือตัวละครที่ชอบมีโมเมนต์น่ารัก ทั้งที่เรื่องนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา? บทความนี้จะพาไปรู้จักอาการ “ฮ็อบ” ผ่านแนวคิดทางจิตวิทยา ได้แก่ Mirror Neuron System, Emotional Contagion และ Parasocial Relationship ที่ช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงรู้สึกอินกับเรื่องราวของคนอื่นได้มากขนาดนี้

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save