หลายคนอาจเคยมีช่วงเวลาที่ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง หรือรู้สึกสงสัยว่าที่ทำไปนั้น “ดีพอแล้วหรือยัง” ความรู้สึกแบบนี้ถูกเรียกว่า Self-doubt ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถเผชิญได้
แล้ว Self-doubt คืออะไร? ในอดีตคำนี้มักถูกมองว่าเป็นผลรวมของสองปัจจัย คือ การชอบตัวเองต่ำ (Low self-liking) และ การรับรู้ความสามารถต่ำ (Low self-competence)
แต่ในปัจจุบัน Self-doubt มักถูกอธิบายในมิติของ “Self-competence” หรือความสามารถของตัวเองมากกว่า เช่น บางคนอาจ “ชอบตัวเอง” เพราะเป็นที่รักของเพื่อน แต่ก็ยังรู้สึกว่าเรียนไม่เก่ง หรือทำงานไม่ดีพอ
ดังนั้น Self-doubt จึงหมายถึง ความสงสัยหรือความไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ซึ่งเมื่อตั้งคำถามกับความสามารถ ก็อาจเลือกที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่กลัวว่าจะล้มเหลว และนั่นนำไปสู่ความกังวลว่า “ความสามารถของเรา” จะเพียงพอต่อความสำเร็จหรือไม
ผลกระทบจาก Self-doubt ที่มากเกินไป
Self-doubt เป็นความรู้สึกทั่วไปที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่เมื่อมากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบ เช่น
-
รู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับความสามารถของตัวเอง
-
ใช้ความสงสัยบั่นทอนศักยภาพจนเกิดผลลัพธ์ที่ไม่เต็มที่
นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น
-
วิตกกังวลกับคุณค่าและศักยภาพของตัวเอง
-
ไวต่อคำพูดหรือการประเมินจากผู้อื่นมากเกินไป เช่น “คุณแน่ใจหรอ ว่าที่คุณคิดมันถูกต้อง?”
-
ส่งผลให้เกิดความเครียดและความไม่มั่นคง
ดังนั้น บุคคลจึงควรหาวิธีรับมือกับ Self-doubt ผ่านการสังเกตความคิดและพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้กลายเป็นอุปสรรคต่อชีวิต
Self-handicapping: การสร้างอุปสรรคให้ตนเอง
เมื่อมี Self-doubt สูง บางคนเลือกที่จะ “เบี่ยงเบนความล้มเหลว” ไปที่สิ่งอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการโทษตัวเอง พฤติกรรมนี้เรียกว่า Self-handicapping ตัวอย่างเช่น
-
ใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์
-
เลี่ยงงานสำคัญด้วยการทำกิจกรรมอื่น
-
ผัดวันประกันพรุ่ง
ผลลัพธ์คือ หากล้มเหลวก็จะบอกตัวเองว่า “เพราะฉันไม่ได้เตรียม” ไม่ใช่เพราะ “ฉันไม่เก่ง” จริง ๆ แต่สิ่งนี้ยิ่งทำให้ Self-doubt ดำรงอยู่และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
Overachievement: การทำงานเกินมาตรฐาน
อีกด้านหนึ่ง บางคนพยายามอย่างหนักเพื่อป้องกันความล้มเหลว โดยใช้ ความพยายามมากเกินไป ลงแรงอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น
-
อ่านหนังสือหนักมากก่อนสอบ เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี
-
แม้ได้คะแนนสูง ก็ยังคิดว่าเป็นเพราะ “ซ้อมเยอะ” ไม่ใช่เพราะความสามารถจริง
แม้ดูเหมือนเป็นผลดี แต่แท้จริงแล้ว Overachievement ไม่ได้ช่วยให้ Self-doubt หายไป กลับกลายเป็นการตอกย้ำความสงสัยในตัวเอง
Imposter Phenomenon
Imposter Phenomenon คือการที่เรามองว่าความสำเร็จของเราไม่ได้มาจากความสามารถจริง แต่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น “โชคดี” “จังหวะเวลา” หรือ “มีคนช่วย”
ผลที่เกิดขึ้นคือ แม้จะมีหลักฐานมากมายว่าตนเองประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังสงสัยในความสามารถ และกลัวว่าจะถูกจับได้ว่า “ไม่เก่งจริง” ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเครียดและความวิตกกังวล
Imposter Phenomenon มักเชื่อมโยงกับ Self-doubt อย่างใกล้ชิด โดยผู้ที่มี Self-doubt สูง มักไม่มั่นใจในความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากตัวเอง
จากทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า Self-doubt ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะรับมือ โดยเริ่มจากการ กลับมาทบทวน “จุดแข็ง” หรือความสามารถของตัวเอง แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ก็สามารถนำมา Appreciate และย้ำเตือนตัวเองได้ว่า “เราไม่ได้แย่อย่างที่คิด”
การโฟกัสที่จุดแข็งเหล่านี้ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างมุมมองใหม่ ๆ และช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าและศักยภาพของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱
🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W
🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/


