3 สัญญาณ “ภาวะหมดไฟ (Burnout)” ในการทำงาน

หมดไฟ
“ภาวะหมดไฟ” (Burnout) คือ สภาวะที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกาย และจิตใจ จากการที่ต้องเจอกับความเครียดซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน โดยมีสาเหตุมาจาก ทำงานล่วงเวลาเป็นประจำ work – life ไม่ balance กัน ไม่มีอำนาจตัดสินใจในงานของตัวเอง งานที่ทำมีความยาก หรือซับซ้อนมากเกินไป หรือ ปัญหาความสัมพันธ์ในที่ทำงาน

ทั้งนี้มีสัญญาณหลายอย่างที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะ Burnout หรือไม่ บทความนี้จะชวนทุกคนมาลองสังเกตสัญญาณเหล่านั้น เพื่อที่จะได้หาแนวทางป้องกัน และดูแลใจของตัวเองได้อย่างทันท่วงที

สัญญาณด้านร่างกาย

  • รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรงตลอดเวลา แม้ว่าจะเพิ่งตื่นนอน
  • มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย
  • ปวดหัวจากความเครียด ไมเกรน
  • ภูมิคุ้มกันลดลง ไม่สบายบ่อยขึ้น
  • มีปัญหาการนอน นอนหลับยาก หรือ ง่วงนอนบ่อยๆ
  • ความอยากอาหารลดลง
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย

สัญญาณด้านอารมณ์

  • รู้สึกโมโห หรือหงุดหงิดง่ายขึ้นกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
  • รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้น กับทั้งเรื่องงาน และชีวิตประจำวัน
  • มีมุมมองในแง่ลบต่องาน และคนรอบตัว
  • ความรู้สึกอยากมีปฏิสัมพันธ์ หรือพูดคุยกับคนอื่นลดลง
  • มีภาวะซึมเศร้า รับรู้ว่าตนเองไม่มีคุณค่า
  • การให้ความสนใจ และพลังงานในการทำสิ่งต่างๆ ลดลง
  • รู้สึกสิ้นหวัง มองว่าไม่มีทางเจอในสิ่งที่ดีกว่านี้
  • ไม่รู้สึกสนุกกับการได้ทำกิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชอบ
  • รับรู้คุณค่าในตัวเองลดลง มองว่าตนเองไม่สามารถควบคุมงาน หรือชีวิตได้

สัญญาณด้านพฤติกรรม

  • มีปัญหาด้านสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับการทำงานได้
  • ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทั้งในแง่ปริมาณ และคุณภาพ
  • แสดงออกว่าไม่ชอบงานของตัวเอง ทั้งลักษณะงาน และเพื่อนร่วมงาน
  • มีพฤติกรรมแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว ไม่ติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องเจอคนอื่น
  • ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน

หากเรารับรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ การกลับมาดูแลจิตใจตัวเองในทุกวันหลังเลิกงาน เช่น การทำงานอดิเรกที่ชอบ การมีกิจกรรมผ่อนคลายที่ทำได้ในทุกวัน และการพยายามแบ่งขอบเขตระหว่างชีวิตในที่ทำงานกับชีวิตที่บ้านให้ชัดเจน เพื่อเป็นการรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตให้เหมาะสม

 

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

 

Picture of ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ

ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง “การให้อภัยตัวเอง” ทำได้ยังไงบ้าง 1. ยอมรับความผิดพลาดโดยไม่ตัดสินตัวเอง การยอมรับความผิดพลาด ไม่ได้หมายความว่าเรายอมแพ้ หรือยอมรับว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่คือการเข้าใจว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยังมีสิ่งที่ไม่รู้ ไม่แน่ใจ และความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การยอมรับความจริง เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต 2. แยก “การกระทำ” ออกจาก “คุณค่าในตัวเอง” ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวตนของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงพฤติกรรม การกระทำ หรือการตัดสินใจในบางช่วงเวลา และบางสถานการณ์ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเราเสมอไป เมื่อเราแยกความผิดพลาดออกจากคุณค่าในตัวเองได้ เราจะมองตัวเองอย่างเป็นธรรมมากขึ้น และไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดมากำหนดว่าเราเป็นใคร 3. ใช้คำพูดเชิงบวกกับตัวเอง การพูดกับตัวเองในแง่ลบ เช่น “ทำไมถึงทำแบบนี้” หรือ “ทำไมไม่เก่งเหมือนคนอื่น” มักทำให้เรารู้สึกแย่ และบั่นทอนความมั่นใจ ลองปรับมาใช้คำพูดที่อ่อนโยนและเป็นจริงกับตัวเองมากขึ้น เช่น “เราทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์นั้น” หรือ “ทุกคนล้วนมีวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ” คำพูดเหล่านี้ช่วยให้ใจเราผ่อนคลาย และให้อภัยตัวเองได้ง่ายขึ้น 4. ตั้งขอบเขตและนิยามของคำว่า “ให้อภัยตัวเอง” ให้ชัดเจน การให้อภัยตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการลืมความผิดพลาด หรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คือการตั้งขอบเขตในใจ ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกผิดมาทำร้ายเราอย่างต่อเนื่อง และไม่ให้ความรู้สึกผิดนั้นมาควบคุมการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน การให้อภัยตัวเองคือ การยอมรับและรับผิดชอบต่อความผิดพลาด พร้อมกับเรียนรู้ และให้โอกาสตัวเองได้เติบโต โดยไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งชีวิต

“ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญง่ายๆ ที่มีความหมายกับใจ

การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง

Read More »
"ความหวังดี" เป็นสิ่งที่หลายคนอยากมอบให้กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อน เพราะเราตั้งใจดี อยากให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือหลุดพ้นจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ในบางครั้ง หาก “ความหวังดี” นั้นไม่มีขอบเขต ก็อาจทำให้เราลืมตัว และเผลอทำสิ่งที่เกินขอบเขต จนกลายเป็นผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้

4 “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต จนส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์

บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้

Read More »
รักตัวเอง

รักตัวเองอย่างไร ในมุมนักจิตวิทยา

การรักตัวเอง (Self-Love) เป็นคำที่หลายคนคุ้นหูแต่ความหมายของคำนี้กลับถูกตีความไปหลากหลายรูปแบบ บางครั้งอาจถูกเข้าใจว่าเป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือการตามใจตัวเองมากเกินไป บทความนี้จะชวนมาทำความเข้าใจคำนี้ ในมุมมองของนักจิตวิทยากันให้มากขึ้น

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save