ปรึกษานักจิตวิทยา แบบคู่รัก

workshop สุขภาพจิต นักจิตวิทยา องค์กร บทความ

(Couples Counseling)

workshop สุขภาพจิต นักจิตวิทยา องค์กร บทความ
workshop สุขภาพจิต

หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ในความสัมพันธ์…

หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ในความสัมพันธ์…

“ความรัก…ทำให้เราเริ่มต้นความสัมพันธ์ ความเข้าใจ…ทำให้เรามั่นคงในความสัมพันธ์”

ทั้งๆ ที่ยังรัก … แต่เพราะความไม่เข้าใจกัน จึงทำให้เรารู้สึกห่างเหินกันมากขึ้น

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์เปลี่ยนไป หรืออยู่ในช่วงที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
Couple Counseling จะช่วยให้ทั้งสองได้เข้าใจความต้องการลึกๆ ของกันและกัน
และตัดสินใจด้วยความชัดเจนมากขึ้น

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์เปลี่ยนไป
หรืออยู่ในช่วงที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
Couple Counseling จะช่วยให้ทั้งสองได้เข้าใจ
ความต้องการลึกๆ ของกันและกันและตัดสินใจ
ด้วยความชัดเจนมากขึ้น

การปรึกษาแบบคู่รัก เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้คุณและ partner ได้กลับมารับฟังความรู้สึกที่แท้จริงของกันและกัน และทำความเข้าใจปัญหา หรือความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นความห่างเหินกันมากขึ้น (Emotional disconnection)

การปรึกษาแบบคู่รัก เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้คุณ
และ partner ได้กลับมารับฟังความรู้สึกที่แท้จริงของกันและกัน และทำความเข้าใจปัญหา หรือความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้น
ในความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นความห่างเหิน
กันมากขึ้น (Emotional disconnection)

โดยมีนักจิตวิทยาช่วยสะท้อนให้คู่รักได้เข้าใจถึงความรู้สึกและสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในความสัมพันธ์ รวมถึงให้เราได้ทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ partner ไปพร้อมกัน

โดยมีนักจิตวิทยาช่วยสะท้อนให้คู่รักได้เข้าใจถึงความรู้สึก
และสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในความสัมพันธ์
รวมถึงให้เราได้ทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ partner
ไปพร้อมกัน

Couple Counseling ไม่ได้ช่วยให้คู่รักไม่ทะเลาะกันอีกเลย …

เพราะปัญหาในความสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ แต่ Couple Counseling จะช่วยให้ทั้งสองคนเข้าใจว่า “เกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา”
และเรียนรู้วิธีการรับมือกับอารมณ์และกลับมารู้สึกผูกพันต่อกันในรูปแบบที่ปลอดภัยมากขึ้น 

เพราะปัญหาในความสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ แต่ Couple Counseling จะช่วยให้ทั้งสองคนเข้าใจว่า “เกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา” และเรียนรู้วิธีการรับมือกับอารมณ์และกลับมารู้สึกผูกพันต่อกันในรูปแบบที่ปลอดภัยมากขึ้น 

นักจิตวิทยาผู้ให้บริการปรึกษาแบบคู่รัก

ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ (เบล)

นักจิตวิทยาใช้หลักทฤษฎี EFCT : Emotionally Focused Couple Therapy ในการให้บริการ

ซึ่งเป็นแนวทางการบำบัดคู่รักที่ได้รับการวิจัยรองรับอย่างกว้างขวาง
โดยมุ่งเน้นการสร้างความผูกพัน (Attachment) ที่ปลอดภัยระหว่างคู่รัก
โดยไม่ได้มุ่งหาว่าใครถูกหรือผิด แต่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจความต้องการทางอารมณ์
ของกันและกัน และสร้างรูปแบบการสื่อสารที่นำไปสู่ความใกล้ชิด
และความมั่นคงในความสัมพันธ์

ซึ่งเป็นแนวทางการบำบัดคู่รักที่ได้รับการวิจัยรองรับอย่างกว้างขวางโดยมุ่งเน้นการสร้างความผูกพัน (Attachment) ที่ปลอดภัยระหว่างคู่รัก โดยไม่ได้มุ่งหาว่าใครถูกหรือผิด แต่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจความต้องการทางอารมณ์ของกันและกัน และสร้างรูปแบบการสื่อสารที่นำไปสู่ความใกล้ชิด และความมั่นคงในความสัมพันธ์

ประวัติการฝึกอบรม

ขั้นตอนการเข้ารับบริการ

หากสนใจเข้ารับบริการ....
FREE
Pre-couple counseling 30 นาที
เป็นการนัดพูดคุยกับนักจิตวิทยาพร้อมกันทั้งคู่
เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบ
และข้อจำกัดในการให้บริการแบบคู่
รวมถึงสำรวจและทำความเข้าใจประเด็น
ปัญหาเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
หากตกลงเข้ารับบริการ
และดำเนินการชำระค่าบริการแล้ว
Session 1 : Intake Interview (คุยเดี่ยว)
คู่รักจะเข้ารับบริการแยก เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจ
มุมมองที่มีต่อประเด็น ปัญหาในความสัมพันธ์
รวมถึงรูปแบบการรับมือทางอารมณ์ของแต่ละฝ่าย
ก่อนเข้ารับบริการร่วมกันแบบคู่ ระยะเวลา 60-90 นาที / session
Session 2 : Couple Session
เริ่มกระบวนการทำงานแบบคู่ ระยะเวลา 90-120 นาที / session

ขั้นตอนการเข้ารับบริการ

หากสนใจเข้ารับบริการ

นัดหมาย Pre-counseling Session : 30 นาที Free
เป็นการนัดพูดคุยกับนักจิตวิทยาพร้อมกันทั้งคู่ เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบและข้อจำกัดในการให้บริการแบบคู่ รวมถึงสำรวจและทำความเข้าใจประเด็นปัญหาเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

หากตัดสินใจเข้ารับบริการ

Intake Interview Session : การพูดคุยแบบเดี่ยว

a: คู่รักจะเข้ารับบริการแยก เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจมุมมอง
ที่มีต่อประเด็นปัญหาในความสัมพันธ์ รวมถึงรูปแบบการรับมือ
ทางอารมณ์ของแต่ละฝ่าย ก่อนเข้ารับบริการร่วมกันแบบคู่

b: ระยะเวลา 60-90 นาที / session

a: คู่รักจะเข้ารับบริการแยก เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจมุมมองที่มีต่อประเด็นปัญหาในความสัมพันธ์ รวมถึงรูปแบบการรับมือทางอารมณ์ของแต่ละฝ่าย ก่อนเข้ารับบริการร่วมกันแบบคู่

b: ระยะเวลา 60-90 นาที / session

Couples Session : การปรึกษาแบบคู่

a: ระยะเวลา 90-120 นาที / session

โดยในการเข้ารับบริการครั้งแรก จะเป็น package รวม Intake Session + Couples Session ในราคา 3,000 บาท (บริการภาษาไทย) และ 4,000 บาท (บริการภาษาอังกฤษ)

ค่าบริการปรึกษาแบบคู่รัก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาแบบคู่รัก

ได้ค่ะ
จริง ๆ แล้วนี่เป็นความรู้สึกที่พบได้บ่อยมากในคู่รักที่เข้ามารับบริการ หลายคนรู้สึกว่าหากอีกฝ่ายเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ความสัมพันธ์ก็น่าจะดีขึ้น

และในหลายครั้ง ความรู้สึกนั้นก็มีเหตุผลรองรับจากประสบการณ์ที่เราเผชิญอยู่จริง

อย่างไรก็ตาม ใน Couple Therapy เราจะไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ใครผิด” หรือ “ใครควรเปลี่ยนก่อน”

แต่จะชวนทั้งคู่มาสำรวจว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเราสองคนบ้าง

หลายครั้งเราพบว่า แม้แต่พฤติกรรมที่ทำให้เราเจ็บปวด ก็อาจกำลังเป็นวิธีที่อีกฝ่ายใช้เพื่อรับมือกับความกลัว ความไม่มั่นคง
หรือความต้องการบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมนั้นถูกต้อง หรือไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ แต่การเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม
มักช่วยเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นกันและกันได้ลึกขึ้น

ในกระบวนการ Couple Therapy เราจะช่วยให้ทั้งคู่มองเห็น “วงจร” ที่เกิดขึ้นระหว่างกัน มากกว่ามองว่าอีกฝ่ายคือปัญหา

เพราะบ่อยครั้ง สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ติดขัดไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นรูปแบบการตอบสนองต่อกันที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างเจ็บปวด
และห่างไกลจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อเราเริ่มเข้าใจวงจรนั้นได้ชัดขึ้น คู่รักจำนวนมากมักค้นพบว่า แท้จริงแล้วทั้งสองคนกำลังพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
และต่างก็ต้องการความรัก ความเข้าใจ และความรู้สึกปลอดภัยจากอีกฝ่ายไม่ต่างกัน

ดังนั้น แม้คุณจะรู้สึกว่าปัญหาเกิดจากอีกฝ่ายมากกว่า การเข้ามาพูดคุยร่วมกันก็ยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ในความสัมพันธ์ได้ลึกขึ้น และค้นหาวิธีเชื่อมโยงกันในรูปแบบใหม่ที่อ่อนโยนต่อกันมากขึ้นค่ะ

ได้ค่ะ
จริง ๆ แล้วนี่เป็นความรู้สึกที่พบได้บ่อยมากในคู่รักที่เข้ามารับบริการ หลายคนรู้สึกว่าหากอีกฝ่ายเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ความสัมพันธ์ก็น่าจะดีขึ้น

และในหลายครั้ง ความรู้สึกนั้นก็มีเหตุผลรองรับจากประสบการณ์ที่เราเผชิญอยู่จริง

อย่างไรก็ตาม ใน Couple Therapy เราจะไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ใครผิด” หรือ “ใครควรเปลี่ยนก่อน”

แต่จะชวนทั้งคู่มาสำรวจว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเราสองคนบ้าง

หลายครั้งเราพบว่า แม้แต่พฤติกรรมที่ทำให้เราเจ็บปวด ก็อาจกำลังเป็นวิธีที่อีกฝ่ายใช้เพื่อรับมือกับความกลัว ความไม่มั่นคงหรือความต้องการบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมนั้นถูกต้อง หรือไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ แต่การเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมมักช่วยเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นกันและกันได้ลึกขึ้น

ในกระบวนการ Couple Therapy เราจะช่วยให้ทั้งคู่มองเห็น “วงจร” ที่เกิดขึ้นระหว่างกัน มากกว่ามองว่าอีกฝ่ายคือปัญหา

เพราะบ่อยครั้ง สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ติดขัดไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นรูปแบบการตอบสนองต่อกันที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างเจ็บปวด และห่างไกลจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อเราเริ่มเข้าใจวงจรนั้นได้ชัดขึ้น คู่รักจำนวนมากมักค้นพบว่า แท้จริงแล้วทั้งสองคนกำลังพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดและต่างก็ต้องการความรัก ความเข้าใจ และความรู้สึกปลอดภัยจากอีกฝ่ายไม่ต่างกัน

ดังนั้น แม้คุณจะรู้สึกว่าปัญหาเกิดจากอีกฝ่ายมากกว่า การเข้ามาพูดคุยร่วมกันก็ยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ได้ลึกขึ้น และค้นหาวิธีเชื่อมโยงกันในรูปแบบใหม่ที่อ่อนโยนต่อกันมากขึ้นค่ะ

แม้ว่าทั้งการปรึกษาแบบเดี่ยวและแบบคู่จะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการทำความเข้าใจตนเองและอารมณ์ของตน
แต่เป้าหมายและจุดเน้นของกระบวนการมีความแตกต่างกันค่ะ ในการปรึกษาแบบเดี่ยว นักจิตวิทยาจะทำงานโดยมุ่งเน้นที่ประสบการณ์ภายใน
ของผู้รับบริการเป็นหลัก ช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจความคิด อารมณ์ และความต้องการของตนเองมากขึ้น รวมถึงค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการดูแลและรับมือกับความรู้สึกต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ส่วนในการปรึกษาแบบคู่ นักจิตวิทยาจะให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกัน”
มากกว่าการมองว่าใครเป็นต้นเหตุของปัญหา เราจะช่วยสะท้อนให้ทั้งสองฝ่ายเห็นรูปแบบการตอบสนองต่อกันในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้ง
รวมถึงอารมณ์และความต้องการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมต่าง ๆ ที่แต่ละคนแสดงออกมา

เมื่อทั้งคู่เริ่มเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นภายในใจของตัวเองและอีกฝ่าย ความสัมพันธ์จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการปกป้องตัวเองหรือโต้ตอบกันด้วยความเจ็บปวด ไปสู่การรับฟังและตอบสนองกันด้วยความเข้าใจมากขึ้น หัวใจสำคัญของ Couple Counseling คือการช่วยให้ทั้งสองคนกลับมาอยู่ “ทีมเดียวกัน”
ในการรับมือกับความยากลำบากที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ แทนที่จะรู้สึกว่าต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง หรือยืนอยู่คนละฝั่งของปัญหา
แม้ในบางช่วงของกระบวนการจะมีการพูดคุยแบบรายบุคคล แต่นักจิตวิทยาจะยังคงทำงานภายใต้ภาพรวมของความสัมพันธ์
ซึ่งช่วยให้สามารถสะท้อนวงจรที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และนำความเข้าใจเหล่านั้นกลับมาใช้ในการทำงานร่วมกันในฐานะคู่รักต่อไป

แม้ว่าทั้งการปรึกษาแบบเดี่ยวและแบบคู่จะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการทำความเข้าใจตนเองและอารมณ์ของตนแต่เป้าหมายและจุดเน้นของกระบวนการมีความแตกต่างกันค่ะ ในการปรึกษาแบบเดี่ยว นักจิตวิทยาจะทำงานโดยมุ่งเน้นที่ประสบการณ์ภายในของผู้รับบริการเป็นหลัก ช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจความคิด อารมณ์ และความต้องการของตนเองมากขึ้น รวมถึงค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการดูแลและรับมือกับความรู้สึกต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ส่วนในการปรึกษาแบบคู่ นักจิตวิทยาจะให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกัน”
มากกว่าการมองว่าใครเป็นต้นเหตุของปัญหา เราจะช่วยสะท้อนให้ทั้งสองฝ่ายเห็นรูปแบบการตอบสนองต่อกันในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งรวมถึงอารมณ์และความต้องการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมต่าง ๆ ที่แต่ละคนแสดงออกมา

เมื่อทั้งคู่เริ่มเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นภายในใจของตัวเองและอีกฝ่าย ความสัมพันธ์จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการปกป้องตัวเองหรือโต้ตอบกันด้วยความเจ็บปวด ไปสู่การรับฟังและตอบสนองกันด้วยความเข้าใจมากขึ้น หัวใจสำคัญของ Couple Counseling คือการช่วยให้ทั้งสองคนกลับมาอยู่ “ทีมเดียวกัน” ในการรับมือกับความยากลำบากที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ แทนที่จะรู้สึกว่าต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง หรือยืนอยู่คนละฝั่งของปัญหาแม้ในบางช่วงของกระบวนการจะมีการพูดคุยแบบรายบุคคล แต่นักจิตวิทยาจะยังคงทำงานภายใต้ภาพรวมของความสัมพันธ์ซึ่งช่วยให้สามารถสะท้อนวงจรที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และนำความเข้าใจเหล่านั้นกลับมาใช้ในการทำงานร่วมกันในฐานะคู่รักต่อไป

หาก Partner ของคุณรู้สึกกังวล ไม่แน่ใจว่าการมาพบนักจิตวิทยาจะต้องทำอะไรบ้าง หรือกลัวว่าจะถูกตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายผิด ทาง on mind way
มีบริการ Pre-Couple Session ฟรี 30 นาที เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้ามาพูดคุยกับนักจิตวิทยา และทำความเข้าใจภาพรวมของกระบวนการ
Couple Counseling ก่อนรวมถึงสอบถามข้อสงสัย พูดคุยเกี่ยวกับความกังวลที่มีก่อนตัดสินใจเริ่มกระบวนการเนื่องจากเราเชื่อว่าความรู้สึกพร้อม
และความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกัน

หาก Partner ของคุณรู้สึกกังวล ไม่แน่ใจว่าการมาพบนักจิตวิทยาจะต้องทำอะไรบ้าง หรือกลัวว่าจะถูกตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายผิด ทาง on mind way มีบริการ Pre-Couple Session ฟรี 30 นาที เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้ามาพูดคุยกับนักจิตวิทยา และทำความเข้าใจภาพรวมของกระบวนการ Couple Counseling ก่อนรวมถึงสอบถามข้อสงสัย พูดคุยเกี่ยวกับความกังวลที่มีก่อนตัดสินใจเริ่มกระบวนการเนื่องจากเราเชื่อว่าความรู้สึกพร้อมและความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกัน

หลายคู่ที่เข้ามารับบริการ ไม่ได้มาด้วยปัญหาเล็ก ๆ แต่กำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่สะสมมาเป็นเวลานาน จนรู้สึกเหนื่อย ท้อ
หรือไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์จะไปต่อได้หรือไม่ Couple Counseling ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ช่วยให้หยุดทะเลาะกัน
แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้ชะลอวงจรความขัดแย้ง กลับมาทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวเองและในความสัมพันธ์
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เพิ่งเริ่มต้น หรือความเจ็บปวดที่สะสมมานาน กระบวนการนี้สามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้ที่จะรับฟัง เข้าใจ
และสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยต่อกันมากขึ้นได้

หลายคู่ที่เข้ามารับบริการ ไม่ได้มาด้วยปัญหาเล็ก ๆ แต่กำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่สะสมมาเป็นเวลานาน จนรู้สึกเหนื่อย ท้อหรือไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์จะไปต่อได้หรือไม่ Couple Counseling ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ช่วยให้หยุดทะเลาะกันแต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้ชะลอวงจรความขัดแย้ง กลับมาทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวเองและในความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เพิ่งเริ่มต้น หรือความเจ็บปวดที่สะสมมานาน กระบวนการนี้สามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้ที่จะรับฟัง เข้าใจ และสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยต่อกันมากขึ้นได้

ได้ค่ะ

เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของกระบวนการปรึกษาแบบคู่ คือการช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตนเอง เข้าใจอีกฝ่าย และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์
อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เราไม่ได้กำหนดว่าต้องอยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบใดจึงสามารถเข้ารับบริการได้ แต่หากทั้งสองคนต้องการพื้นที่
ในการกลับมาทำความเข้าใจตัวเอง และอีกฝ่ายมากขึ้น Couple counseling ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเอื้อให้ทั้งคู่ได้กลับมาเรียนรู้
และทำความเข้าใจกันได้มากขึ้นเช่นกัน

ได้ค่ะ

เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของกระบวนการปรึกษาแบบคู่ คือการช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตนเอง เข้าใจอีกฝ่าย และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เราไม่ได้กำหนดว่าต้องอยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบใดจึงสามารถเข้ารับบริการได้ แต่หากทั้งสองคนต้องการพื้นที่ในการกลับมาทำความเข้าใจตัวเอง และอีกฝ่ายมากขึ้น Couple counseling ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเอื้อให้ทั้งคู่ได้กลับมาเรียนรู้ และทำความเข้าใจกันได้มากขึ้นเช่นกัน

การไกล่เกลี่ยมักมุ่งเน้นการหาข้อตกลงหรือทางออกของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในขณะที่ Couple Counseling จะยังไม่รีบหาทางออกของปัญหาตั้งแต่แรก แต่จะให้ความสำคัญกับ การกลับไป “ทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของเรา” ก่อน โดยนักจิตวิทยาจะช่วยสะท้อนให้ผู้รับบริการทำความเข้าใจรูปแบบการตอบสนองทางอารมณ์ของทั้งตนเองและ partner เวลาที่อยู่ในความสัมพันธ์ รวมถึงทำความเข้าใจความต้องการ
ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมที่ทั้งคู่แสดงออกต่อกัน ซึ่งอาจจะเกิดจากประสบการณ์ในอดีต หรือแม้กระทั่งวัยเด็กที่เราเรียนรู้และนำมาใช้รับมือ
กับอารมณ์ต่างๆ ในแบบของเรา

นักจิตวิทยาจะชวนกลับไปสังเกต ว่าอะไรที่ทำให้เราแสดงพฤติกรรมแบบนี้ออกมา เพื่อให้เราได้กลับไปสัมผัสถึงความรู้สึกที่แท้จริงภายใต้พฤติกรรม
ดังกล่าว เช่น ความเสียใจ โดดเดี่ยว กลัว เจ็บปวด รู้สึกไม่สำคัญ หรือไม่มีคุณค่า และชวนให้เราได้ฝึกรับมือ

โดยในการบวนการปรึกษา เราจะไม่ได้มุ่งหาว่าใครถูกหรือผิด หรือบอกว่าควรตัดสินใจอย่างไร แต่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ระหว่างกัน และเรียนรู้ที่จะรับมือกับอารมณ์เหล่านั้นทั้งของตัวเองและ partner ในรูปแบบของ “การเป็นทีมเดียวกัน”
มากกว่าการที่ต่างฝ่ายต่างพยายามรับมือกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่เพียงลำพัง ซึ่งจะเป็นการสร้างวิธีเชื่อมโยงกันในรูปแบบใหม่
ที่ให้คู่รักได้มีวิธีการตอบสนองต่อความต้องการทางอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงต่อกันมากขึ้น

การไกล่เกลี่ยมักมุ่งเน้นการหาข้อตกลงหรือทางออกของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในขณะที่ Couple Counseling จะยังไม่รีบหาทางออกของปัญหาตั้งแต่แรก แต่จะให้ความสำคัญกับ การกลับไป “ทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของเรา” ก่อน โดยนักจิตวิทยาจะช่วยสะท้อนให้ผู้รับบริการทำความเข้าใจรูปแบบการตอบสนองทางอารมณ์ของทั้งตนเองและ partner เวลาที่อยู่ในความสัมพันธ์ รวมถึงทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมที่ทั้งคู่แสดงออกต่อกัน ซึ่งอาจจะเกิดจากประสบการณ์ในอดีต หรือแม้กระทั่งวัยเด็กที่เราเรียนรู้และนำมาใช้รับมือกับอารมณ์ต่างๆ ในแบบของเรา

นักจิตวิทยาจะชวนกลับไปสังเกต ว่าอะไรที่ทำให้เราแสดงพฤติกรรมแบบนี้ออกมา เพื่อให้เราได้กลับไปสัมผัสถึงความรู้สึกที่แท้จริงภายใต้พฤติกรรมดังกล่าว เช่น ความเสียใจ โดดเดี่ยว กลัว เจ็บปวด รู้สึกไม่สำคัญ หรือไม่มีคุณค่า และชวนให้เราได้ฝึกรับมือ

โดยในการบวนการปรึกษา เราจะไม่ได้มุ่งหาว่าใครถูกหรือผิด หรือบอกว่าควรตัดสินใจอย่างไร แต่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างกัน และเรียนรู้ที่จะรับมือกับอารมณ์เหล่านั้นทั้งของตัวเองและ partner ในรูปแบบของ “การเป็นทีมเดียวกัน” มากกว่าการที่ต่างฝ่ายต่างพยายามรับมือกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่เพียงลำพัง ซึ่งจะเป็นการสร้างวิธีเชื่อมโยงกันในรูปแบบใหม่ที่ให้คู่รักได้มีวิธีการตอบสนองต่อความต้องการทางอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงต่อกันมากขึ้น

ระยะเวลาในการทำ Couple Therapy ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหา เป้าหมาย และความต้องการของแต่ละคู่ จึงไม่สามารถกำหนดจำนวนครั้งที่แน่นอนได้
โดยทั่วไป ครั้งแรกจะเป็นการพูดคุยแบบรายบุคคลกับแต่ละฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจมุมมอง ประสบการณ์ และความคาดหวังของแต่ละคนต่อความสัมพันธ์
หลังจากนั้น เราจะเริ่มกระบวนการทำงานร่วมกันในรูปแบบคู่รักตั้งแต่ Session ที่ 2 เป็นต้นไป

เมื่อผ่านช่วงเริ่มต้น ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมกันทบทวนได้ว่ามีประเด็นใดที่ต้องการทำงานต่อ และตัดสินใจได้อย่างอิสระว่าจะดำเนินกระบวนการต่อเนื่องหรือไม่สำหรับคู่ที่ต้องการทำงานต่อเนื่อง ทางเรามี Package Couple Therapy 4 Sessions ฟรี 1 Session
สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Line: @onmindway

ระยะเวลาในการทำ Couple Therapy ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหา เป้าหมาย และความต้องการของแต่ละคู่ จึงไม่สามารถกำหนดจำนวนครั้งที่แน่นอนได้โดยทั่วไป ครั้งแรกจะเป็นการพูดคุยแบบรายบุคคลกับแต่ละฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจมุมมอง ประสบการณ์ และความคาดหวังของแต่ละคนต่อความสัมพันธ์หลังจากนั้น เราจะเริ่มกระบวนการทำงานร่วมกันในรูปแบบคู่รักตั้งแต่ Session ที่ 2 เป็นต้นไป

เมื่อผ่านช่วงเริ่มต้น ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมกันทบทวนได้ว่ามีประเด็นใดที่ต้องการทำงานต่อ และตัดสินใจได้อย่างอิสระว่าจะดำเนินกระบวนการต่อเนื่องหรือไม่สำหรับคู่ที่ต้องการทำงานต่อเนื่อง ทางเรามี Package Couple Therapy 4 Sessions ฟรี 1 Session สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Line: @onmindway

ไม่จำเป็นค่ะ

หากเข้ารับบริการในรูปแบบ Online ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่คนละสถานที่ และเข้าร่วมผ่าน Zoom ได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม หากสามารถอยู่ในสถานที่เดียวกันได้ กระบวนการพูดคุยและการเชื่อมโยงระหว่างกันมักเกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติมากกว่า
เนื่องจากทั้งสองฝ่ายสามารถรับรู้สีหน้า ท่าทาง และปฏิสัมพันธ์ของกันและกันได้อย่างเต็มที่

ไม่จำเป็นค่ะ

หากเข้ารับบริการในรูปแบบ Online ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่คนละสถานที่ และเข้าร่วมผ่าน Zoom ได้ตามปกติอย่างไรก็ตาม หากสามารถอยู่ในสถานที่เดียวกันได้ กระบวนการพูดคุยและการเชื่อมโยงระหว่างกันมักเกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติมากกว่าเนื่องจากทั้งสองฝ่ายสามารถรับรู้สีหน้า ท่าทาง และปฏิสัมพันธ์ของกันและกันได้อย่างเต็มที่

จริงๆ แล้ว การปรึกษาแบบคู่ เป็นกระบวนการที่เอื้อให้ทั้งคู่ได้กลับมาทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจตนเองและอีกฝ่ายเมื่อเกิดความท้าทายบางอย่างขึ้น
ในความสัมพันธ์ เพื่อให้ทั้งคู่ได้กลับมาเข้าใจ รู้สึกปลอดภัยต่อกัน และกลับมาเชื่อมโยงกันทางความรู้สึกในความสัมพันธ์มากขึ้น
โดยไม่ได้กำหนดว่าสุดท้ายแล้วผู้รับบริการทั้งคู่จะยังคงเลือกอยู่ในความสัมพันธ์นี้ด้วยกันต่อสำหรับบางคู่ กระบวนการนี้อาจช่วยให้กลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้ง ขณะที่บางคู่ อาจตัดสินใจแยกทางกัน แต่จากความเข้าใจในตนเองและอีกฝ่าย จะช่วยให้ทั้งคู่สามารถแยกจากกันด้วยความเข้าใจ
ความเคารพ และความเจ็บปวดที่ได้รับการเยียวยามากขึ้น

จริงๆ แล้ว การปรึกษาแบบคู่ เป็นกระบวนการที่เอื้อให้ทั้งคู่ได้กลับมาทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจตนเองและอีกฝ่ายเมื่อเกิดความท้าทายบางอย่างขึ้นในความสัมพันธ์ เพื่อให้ทั้งคู่ได้กลับมาเข้าใจ รู้สึกปลอดภัยต่อกัน และกลับมาเชื่อมโยงกันทางความรู้สึกในความสัมพันธ์มากขึ้น โดยไม่ได้กำหนดว่าสุดท้ายแล้วผู้รับบริการทั้งคู่จะยังคงเลือกอยู่ในความสัมพันธ์นี้ด้วยกันต่อสำหรับบางคู่ กระบวนการนี้อาจช่วยให้กลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้ง ขณะที่บางคู่ อาจตัดสินใจแยกทางกัน แต่จากความเข้าใจในตนเองและอีกฝ่าย จะช่วยให้ทั้งคู่สามารถแยกจากกันด้วยความเข้าใจความเคารพ และความเจ็บปวดที่ได้รับการเยียวยามากขึ้น

ไม่จำเป็นต้องรอให้ความสัมพันธ์เดินมาถึงจุดวิกฤตก่อนค่ะ

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าการสื่อสารยากขึ้น ทะเลาะเรื่องเดิมซ้ำ ๆ รู้สึกห่างเหิน หรือมีบางอย่างในความสัมพันธ์ที่อยากทำความเข้าใจมากขึ้น
ก็สามารถเข้ามารับบริการเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการกลับมาทำความเข้าใจกันได้เช่นกันการเริ่มต้นดูแลความสัมพันธ์ตั้งแต่ปัญหายังไม่รุนแรง
อาจช่วยป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งสะสมจนกลายเป็นความเจ็บปวดที่ยากต่อการเยียวยาและทำความเข้าใจในภายหลัง

ไม่จำเป็นต้องรอให้ความสัมพันธ์เดินมาถึงจุดวิกฤตก่อนค่ะ

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าการสื่อสารยากขึ้น ทะเลาะเรื่องเดิมซ้ำ ๆ รู้สึกห่างเหิน หรือมีบางอย่างในความสัมพันธ์ที่อยากทำความเข้าใจมากขึ้นก็สามารถเข้ามารับบริการเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการกลับมาทำความเข้าใจกันได้เช่นกันการเริ่มต้นดูแลความสัมพันธ์ตั้งแต่ปัญหายังไม่รุนแรงอาจช่วยป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งสะสมจนกลายเป็นความเจ็บปวดที่ยากต่อการเยียวยาและทำความเข้าใจในภายหลัง

ได้ค่ะ

หลังจาก Pre-Couple Session หากทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่ากระบวนการนี้เหมาะกับความต้องการของตนเอง และต้องการเริ่ม Couple Counseling
ต่อ สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการได้ทันที โดยปกติสามารถเริ่มนัดหมายได้เร็วที่สุดตั้งแต่วันถัดไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตารางนัดหมายที่ว่าง
ของทั้งสองฝ่ายและนักจิตวิทยา ก่อนเริ่มกระบวนการ จะมีขั้นตอนการลงทะเบียน กรอกเอกสารยินยอมรับบริการ (Consent Form)
และจัดตารางนัดหมายสำหรับ Session แรก เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาเตรียมตัว และเพื่อให้นักจิตวิทยาสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างเหมาะสม
กับความต้องการของคู่รักแต่ละคู่ เราให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและพร้อมสำหรับทั้งสองฝ่ายตั้งแต่เริ่มต้น
เพื่อให้กระบวนการ Couple Counseling เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ของคุณมากที่สุดค่ะ

ได้ค่ะ

หลังจาก Pre-Couple Session หากทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่ากระบวนการนี้เหมาะกับความต้องการของตนเอง และต้องการเริ่ม Couple Counseling ต่อ สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการได้ทันที โดยปกติสามารถเริ่มนัดหมายได้เร็วที่สุดตั้งแต่วันถัดไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตารางนัดหมายที่ว่างของทั้งสองฝ่ายและนักจิตวิทยา ก่อนเริ่มกระบวนการ จะมีขั้นตอนการลงทะเบียน กรอกเอกสารยินยอมรับบริการ (Consent Form)
และจัดตารางนัดหมายสำหรับ Session แรก เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาเตรียมตัว และเพื่อให้นักจิตวิทยาสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของคู่รักแต่ละคู่ เราให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและพร้อมสำหรับทั้งสองฝ่ายตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้กระบวนการ Couple Counseling เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ของคุณมากที่สุดค่ะ

บทความ

เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ เรามักเห็นคำว่า Green Flag และ Red Flag อยู่บ่อยครั้ง เพื่อชวนให้กลับมาทบทวนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์นั้นเป็นสัญญาณที่ดีหรือเป็นสัญญาณเตือน หลายครั้ง สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราไม่เผลออยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ Healthy โดยไม่รู้ตัว และทำให้เรากลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าแฟนมี Red Flag เราควรไปต่อ หรือพอแค่นี้? ถ้ายังเลือกอยู่ต่อ แปลว่า ความสัมพันธ์เป็น Toxic หรือเราไม่รักตัวเองหรือเปล่า? คำตอบอาจไม่ได้เป็นเพียงการเลือกแบบขาวหรือดำเสมอไป เพราะคนที่ทำให้เราเจ็บ อาจเป็นคนเดียวกับคนที่เรารักและผูกพันมาก จนการตัดสินใจเดินออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย Red Flag ไม่ได้แปลว่า "ไม่รัก" เสมอไป ก่อนจะรีบตัดสินใจว่าเราควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ลองชวนมองพฤติกรรมที่เราเรียกว่า Red Flag ในอีกมุมหนึ่ง หลายครั้ง พฤติกรรมเหล่านี้อาจ ไม่ใช่สัญญาณว่าอีกฝ่ายไม่รัก แต่อาจเป็น วิธีที่เขาใช้รับมือกับความรู้สึกไม่มั่นคงเล็ก ๆ ภายในใจ เพราะเมื่อเรารักและให้ความสำคัญกับใครมาก ๆ ความกลัว การไม่มั่นใจ หรือความไม่รู้ว่าจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองอย่างไร ก็อาจเกิดขึ้นได้ สุดท้ายหลายคนจึงเลือกใช้วิธีที่เคยเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต เพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย แม้ว่าวิธีนั้นจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจก็ตาม ตัวอย่าง Red Flag ที่อาจซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ ขี้หึงมาก คอยเช็กทุกอย่าง จนเราไม่มีพื้นที่ส่วนตัว ภายใต้พฤติกรรมนี้ อาจมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เช่น กลัวว่าจะไม่ได้รับความรัก ไม่เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง ยากที่จะเชื่อว่ามีคนรักและเห็นคุณค่าในตัวเขาจริง ๆ รู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ จึงพยายามหาความชัดเจน เพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายยังอยู่กับตนจริง ๆ เวลาทะเลาะกัน มักเงียบ หายไป หรือปล่อยให้เราเผชิญปัญหาคนเดียว ภายใต้พฤติกรรมนี้ อาจมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เช่น การอยู่กับอารมณ์ด้านลบเป็นเรื่องน่ากลัว เมื่ออีกฝ่ายไม่พอใจ จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ หรือกำลังถูกตัดสิน การถอยออกมา หลบ หรือเงียบ จึงกลายเป็นวิธีที่ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น บางคนอาจรอให้อารมณ์ของทั้งสองฝ่ายสงบก่อน แล้วค่อยกลับมาพูดคุย โดยไม่อยากหยิบเรื่องเดิมมาทำร้ายกันซ้ำ โกรธง่าย ประชดประชัน หรือพูดตำหนิอีกฝ่าย เช่น "เธอเป็นแฟนที่แย่มาก" ภายใต้คำพูดหรือพฤติกรรมเหล่านี้ อาจมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เช่น กลัว รู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกเข้าใจ รู้สึกว่าไม่มีความสำคัญ บางครั้ง ความโกรธเป็นอารมณ์ที่ทำให้เรารู้สึกมีพลัง จึงถูกใช้เพื่อให้อีกฝ่ายหันมารับรู้ความเจ็บปวดของเรา จนแสดงออกเป็นการประชด การตำหนิ หรือการพูดรุนแรง เพราะหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลง หรือหยุดทำสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บ แต่อย่าลืมมองผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวเรา แม้เราจะเข้าใจที่มาของพฤติกรรมเหล่านั้นได้มากขึ้น แต่อีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของเรา เช่น ทุกครั้งที่อีกฝ่ายขี้หึง เราอาจรู้สึกอึดอัด ไม่มีอิสระ หรือรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อใจเรา ทุกครั้งที่อีกฝ่ายเงียบหาย เราอาจรู้สึกโดดเดี่ยว และเริ่มคิดว่า "เขาไม่แคร์เรา" ทุกครั้งที่อีกฝ่ายใช้คำพูดรุนแรง เราอาจเริ่มเจ็บปวด สงสัยในคุณค่าของตัวเอง และตีความว่าอีกฝ่ายไม่รักหรือไม่เห็นความสำคัญของเรา เมื่อเราตีความเช่นนี้ ความรู้สึกไม่มั่นคงในใจของเราก็อาจเพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อทั้งคู่ต่างรับมือกับความไม่มั่นคงในแบบของตัวเอง เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกไม่มั่นคง แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเผชิญอะไรอยู่ภายในใจ ต่างคนจึงเลือกใช้วิธีที่ตัวเองคุ้นเคย บางคนพยายามเข้าหา ต่อว่า เรียกร้อง หรือแสดงความไม่พอใจ ขณะที่อีกคนเลือกถอย เงียบ หายไป หรือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แม้พฤติกรรมจะต่างกัน แต่ลึก ๆ ข้างใน ทั้งสองฝ่ายอาจกำลังรู้สึกคล้ายกัน เช่น ฉันดีไม่พอ ฉันไม่มีคุณค่า ฉันไม่สำคัญ ฉันถูกตัดสิน จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างกระตุ้นความไม่มั่นคงของกันและกัน จนเกิดเป็นวงจรที่ทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหินขึ้นเรื่อย ๆ การเข้าใจ ไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับทุกอย่าง หากเราค่อย ๆ สังเกตและทำความเข้าใจว่า ภายใต้พฤติกรรมที่เราเรียกว่า Red Flag อาจมีความกลัวหรือความรู้สึกไม่มั่นคงซ่อนอยู่ เราอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยมากขึ้นให้อีกฝ่าย กล้าที่จะเผชิญหน้ากับอารมณ์ของตัวเอง และเรียนรู้วิธีรับมือแบบใหม่ที่ไม่ทำร้ายความสัมพันธ์เหมือนเดิม เมื่อความสัมพันธ์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายก็อาจลดการป้องกันตัวเองลง และเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงต่อกันได้มากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการของการเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน แต่การเป็นพื้นที่ปลอดภัย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยที่เราไม่หวั่นไหวกับพฤติกรรมบางอย่างของอีกฝ่าย ไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกัน การที่เรารู้สึกไม่มั่นคงจากพฤติกรรมของอีกฝ่าย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ หรือดีไม่พอ เพราะเมื่อเรารักและแคร์ใครมาก ๆ เราก็ย่อมเปราะบางทางความรู้สึกได้เป็นธรรมดา หากทั้งสองฝ่ายยังอยากเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อ Couple Therapy อาจเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่ช่วยให้ทั้งคู่เข้าใจทั้งตัวเองและอีกฝ่ายมากขึ้น ผ่านการทำความเข้าใจที่มาของพฤติกรรมต่าง ๆ เรียนรู้การสื่อสารความต้องการที่แท้จริงโดยไม่ทำร้ายกัน และค่อย ๆ สร้างความปลอดภัยในความสัมพันธ์ร่วมกัน สุดท้ายแล้ว Red Flag ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสัมพันธ์ Red Flag ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าเราควรไปต่อหรือพอแค่นี้ แต่มันอาจเป็นคำถามที่ชวนให้เรากลับมาถามทั้งตัวเองและคนรักว่า "เราทั้งคู่ยังอยากเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันไหม?" เพราะคงไม่มีใครตั้งใจอยากเป็น Red Flag ของคนที่ตัวเองรัก และความสัมพันธ์ก็เป็นงานของคนสองคน ที่ต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กัน แต่หากวันหนึ่ง เราหรืออีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่พร้อมจะเผชิญและเติบโตไปด้วยกัน การเลือกถอยออกมาจากความสัมพันธ์ ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่เรามีสิทธิ์เลือกได้เสมอ

Red Flag ในความสัมพันธ์ ควรไปต่อหรือพอแค่นี้?

แฟนมี Red Flag แปลว่าควรเลิกทันทีหรือไม่? บทความนี้ชวนมองพฤติกรรม Red Flag ในอีกมุมหนึ่ง ทำความเข้าใจที่มาของความรู้สึกไม่มั่นคง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย และสำรวจว่าความสัมพันธ์ยังมีพื้นที่ให้เรียนรู้ เติบโต และสร้างความปลอดภัยร่วมกันได้หรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้

Read More »
คงไม่มีความสัมพันธ์ไหน…ที่ไม่เคยเจอปัญหาหรืออุปสรรคเลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำของเราสองคน หรือปัจจัยภายนอกที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน จนกลายเป็นความไม่พอใจ การทะเลาะ และอาจขยายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นได้ แต่คำถามคือ…ปัญหาความสัมพันธ์ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี จะทำให้เรารักกันมากขึ้นได้จริงหรือ? เมื่อเกิดปัญหา เรามักรับมือแบบนี้… เมื่อความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหา เรามักรู้สึกไม่มั่นคง และเกิดอารมณ์ด้านลบ เช่น เสียใจ น้อยใจ กังวล โกรธ หรือไม่พอใจ หลายครั้ง เราอาจพยายามรับมือด้วยการ “หาคนถูกหรือผิด” หรือ “ระบายอารมณ์เพื่อเอาชนะ” เช่น “เพราะเธอไม่ใส่ใจไง เลยจำไม่ได้” “ถ้าเธอไม่ผิดสัญญาก่อน ก็คงไม่เป็นแบบนี้” “ทำไมเธอเป็นคนแบบนี้!” “เธอควรคิดถึงความรู้สึกฉันมากกว่านี้นะ” เราพยายามกล่าวโทษ หรือคาดหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยน เพื่อให้เขาไม่ทำในสิ่งที่กระทบความรู้สึกเราอีก แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิธีแบบนี้อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า “ตัวเองผิด” หรือ “ดีไม่พอ” และยิ่งรู้สึกว่าเราไม่ได้เข้าใจเขาจริง ๆ อีกแบบหนึ่ง…คือการไม่พูดอะไรเลย บางคนอาจเลือก “หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” ไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากสื่อสาร เพราะกลัวสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงจึงเลือกเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว แต่การไม่ทะเลาะ ก็ไม่ได้แปลว่า ความรู้สึกนั้นจะหายไป ความสัมพันธ์อาจดูเหมือน “ปกติ” แต่ภายใน เรากลับต้องแบกรับความรู้สึกเหล่านั้นไว้เพียงลำพัง โดยที่อีกฝ่ายอาจไม่เคยรับรู้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ...ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีไหน มันมักเป็นการ “รับมือจากมุมของเราเพียงฝ่ายเดียว” เราไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เข้าใจอีกฝ่าย หรือรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขา และนั่นอาจทำให้ เราทำร้ายความรู้สึกกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งคงไม่มีใคร “ตกหลุมรักกันมากขึ้น” ในช่วงเวลาที่ต่างคนต่างรู้สึกไม่มั่นคง และห่างเหินกันแบบนั้น ปัญหา ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความรักโดยตรง “ปัญหา” ไม่ได้บอกว่าเราจะรักกันมากขึ้นหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญคือ “วิธีที่เรารับมือกับปัญหา” ต่างหาก ที่ส่งผลต่อความรู้สึกในความสัมพันธ์ ถ้าเราเปลี่ยนวิธีรับมือ… ลองเปลี่ยนจากการหาคนถูกผิด มาเป็นการ “ทำความเข้าใจ” ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อเข้าใจว่า “เกิดอะไรขึ้นในใจของแต่ละฝ่าย ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีต่อกัน” เพราะหลายครั้ง สิ่งที่อยู่ใต้ปัญหา คือความรู้สึกบางอย่างที่เปราะบาง เช่น กลัวว่าจะไม่สำคัญ กลัวว่าจะไม่มีคุณค่าในสายตาอีกฝ่าย กลัวว่าตัวเองจะดีไม่พอ หรือไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ อาจเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในอดีต หรือแม้แต่ช่วงวัยเด็ก และความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก มักเป็นพื้นที่ที่ทำให้ความรู้สึกเหล่านี้ “ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง” เมื่อเราเริ่มเข้าใจ…เมื่อเราลองช้าลงกับตัวเอง และค่อย ๆ แบ่งปันให้อีกฝ่ายรับรู้ ความรู้สึกเหล่านั้น จะไม่ใช่ “ปัญหาของฉัน” หรือ “ปัญหาของเธอ” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น“ปัญหาของเรา” ไม่ใช่ “ฉัน vs เธอ” แต่เป็น “เรา vs ปัญหา” และนั่นคือจุดที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป เมื่อเรายังรับรู้ว่า เรายังอยู่ทีมเดียวกัน และจับมือกันเผชิญกับความไม่มั่นคงไปด้วยกัน เราจะเริ่มรู้สึก “ปลอดภัย” และเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะอยู่ข้าง ๆ แม้ในวันที่มีความท้าทาย ทั้งในความสัมพันธ์และชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้เอง คือสิ่งที่ค่อย ๆ ทำให้ความรัก “มั่นคงมากขึ้น”

ปัญหาความสัมพันธ์ ทำให้รักกันมากขึ้น…จริงหรือ?

ปัญหาความสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้รักกันมากขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ “วิธีรับมือ” ต่างหากที่กำหนดทิศทางของความรัก บทความนี้ชวนมองความขัดแย้งใหม่ จาก “ฉัน vs เธอ” เป็น “เรา vs ปัญหา”

Read More »
ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กตอนต้น คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่าเราจะรับมือกับความไม่มั่นคงทางใจอย่างไร และค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles เราทุกคนเติบโตจากประสบการณ์ในอดีตเมื่อตอนเราเป็นเด็ก เราเรียนรู้โลกผ่านความสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือผู้ดูแล โดยไม่ใช่แค่การได้รับการเลี้ยงดูทางกาย แต่รวมถึงการได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ด้วย ดังนั้นเด็กที่ได้รับการเข้าใจ ถูกปลอบโยน และได้รับความรักอย่างสม่ำเสมอ จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกนี้ปลอดภัย และรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า แต่ในทางกลับกัน หากความรัก ความใส่ใจ หรือการตอบสนองทางอารมณ์เป็นรูปแบบที่ไม่สม่ำเสมอ หรือคาดเดาไม่ได้ เด็กก็จะเรียนรู้วิธี “เอาตัวรอดทางใจ” ในแบบของตนเอง และรูปแบบเหล่านี้มักยังคงปรากฏอยู่เมื่อเราโตขึ้น โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายมีความสำคัญต่อหัวใจของเรา ดังนั้นเมื่อความสัมพันธ์กระตุ้นความไม่มั่นคงในใจ ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด เราอาจเผลอถามตัวเองอยู่ลึก ๆ ว่า “ฉันสำคัญกับเธอไหม” “แค่นี้พอหรือเปล่า” “เธอจะอยู่ข้างฉันไหม” “เธอจะยอมรับในตัวฉันแค่ไหน” คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นสัญญาณของความไม่มั่นคงที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา และวิธีที่เราตอบสนองต่อความรู้สึกเหล่านี้ ก็มักสะท้อนประสบการณ์ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวิธีที่เด็กคนนั้นเคยพยายามรับมือกับความไม่มั่นคงในอดีต รูปแบบความผูกพัน (Attachment Styles) Secure Attachment "ความผูกพันแบบมั่นคง" เกิดจากวัยเด็กที่มีพ่อแม่หรือผู้ดูแล แสดงความรักและความใส่อย่างสม่ำเสมอ และคาดเดาได้ เด็กได้รับการเข้าใจ และมีคนตอบสนองต่ออารมณ์ที่แสดงออกมา เด็กจึงเรียนรู้ว่า เราสามารถวางใจผู้อื่นได้ เราสามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองได้ เมื่อโตขึ้น คนที่มี Secure Attachment มัก กล้าสื่อสารความรู้สึกของตนเอง รับรู้คุณค่าของตัวเอง มีความไว้วางใจในอีกฝ่าย เพราะในวัยเด็ก เขามีใครบางคนคอยอยู่ข้าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดความมั่นคงภายในใจขึ้นมา Anxious Attachment "ความผูกพันแบบกังวล" เกิดจากวัยเด็กที่ความรักและความใส่ใจมาเป็นบางช่วง ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะได้รับความรัก เด็กเรียนรู้ว่า ความรักเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ต้องพยายามทำบางอย่างเพื่อให้ได้ความรักกลับมา เมื่อโตขึ้น มัก รู้สึกกังวลเมื่อคนรักเงียบหรือมีระยะห่าง รู้สึกว่าต้องพยายาม หรือพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้ยังคงได้รับความรัก เพราะในใจยังมีความกลัวว่าความรักอาจหายไปได้ทุกเมื่อ Avoidant Attachment "ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง" เกิดจากวัยเด็กที่ได้รับความใกล้ชิดทางกาย แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้แสดงออกทางอารมณ์ เช่น ถูกห้ามร้องไห้ หรือถูกมองข้ามความรู้สึกเด็กจึงเรียนรู้ว่า อารมณ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ การแสดงความรู้สึกไม่ได้ช่วยให้ได้รับความรัก เมื่อโตขึ้น มัก นิ่ง เงียบ และไม่ค่อยแสดงความรู้สึก เมื่ออีกฝ่ายอยากใกล้ชิด จะอยากถอยห่าง เพราะกลัวการ “ต้องรู้สึก” ไม่ใช่เพราะไม่แคร์ แต่เพราะความใกล้ชิดเคยเป็นสิ่งที่เจ็บปวด จนไม่กล้าเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นอีก Disorganized Attachment "ความผูกพันแบบสับสน" เกิดจากวัยเด็กที่ผู้ดูแล อาจตอบสนองด้วยความรุนแรง หรือสร้างความหวาดกลัว แต่บางครั้งก็ให้ความรักและการดูแล เด็กจึงเรียนรู้ว่า ความใกล้ชิดคืออันตราย แต่ขณะเดียวกันก็โหยหาความรักจนเกิดเป็นความสับสนในใจ เมื่อโตขึ้น มัก อยากเข้าใกล้เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ถอยห่างทันทีเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้จริง ๆ เพราะคนที่ต้องการมากที่สุดกลับเป็นคนที่อาจทำให้เจ็บปวดได้มากที่สุดเช่นกัน สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือการเข้าใจอดีต เพื่อดูแลใจในปัจจุบัน การเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กจะช่วยให้เราเห็นที่มาของการตอบสนอง เมื่อความไม่มั่นคงถูกกระตุ้นในความสัมพันธ์เราอาจย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน เราสามารถเรียนรู้ วิธีตอบสนองต่อความรู้สึกไม่มั่นคงในรูปแบบใหม่ได้ เพราะความปลอดภัยทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ผ่านการสังเกตตัวเอง การทำความเข้าใจใจของตนเอง และการเติบโตไปพร้อมกันในความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ในวันนี้…คือกระจกสะท้อนวัยเด็กของกันและกัน

ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles

Read More »

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

พวกเราไม่ส่งจดหมายขยะ หรือ Spam และสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เพิ่มเติมได้ที่นี่

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save