เมื่อพูดถึงคำว่า gratitude หลายคนจะนึกถึง “ความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ” หรือในภาษาไทยที่คุ้นหูที่สุดก็คือคำว่า “กตัญญู”
แต่ในชีวิตจริง คำว่า “กตัญญู” มักถูกใช้บ่อยจนบางครั้งฟังแล้วชวนอึดอัด เหมือนเป็นคำที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า เราต้องตอบแทนอะไรบางอย่างกลับไปเสมอ จนแอบมีความรู้สึก “ทางลบ” หรือรู้สึกถึง “ความผูกมัด/การถูกบังคับ” ตามมา ทั้งที่ความหมายแท้จริงแล้ว gratitude คือ ด้านหนึ่งของความรู้สึกเชิงบวก ที่ส่งผลดีต่อทั้ง “ตัวเรา” “ผู้อื่น” และ “สังคมรอบตัว”
Gratitude คืออะไร?
Gratitude คือ อารมณ์เชิงบวก ที่ผสมกันของความซาบซึ้ง ปิติ ยินดี หรือความรู้สึกขอบคุณ ที่เกิดขึ้นเมื่อเรารับรู้ว่า
เรา “ได้รับ” อะไรบางอย่าง
หรือรับรู้ว่าสิ่งที่มีคุณค่า/สิ่งดี ๆ บางอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตเรา
และสิ่งนั้นมาจาก การกระทำที่มีเจตนาดีของผู้อื่น
นอกจากนั้น ยังมีอีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันคือ Gratefulness ใช้เรียกอารมณ์เชิงบวกที่เกิดจาก การตระหนักและชื่นชมคุณค่าของสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลใดคนหนึ่งโดยตรง เช่น แสงแดด อากาศดี สุขภาพที่แข็งแรง ฯลฯ
ลักษณะของ “ผู้ให้” ที่ทำให้เราเกิด Gratitude
ความรู้สึก gratitude จะชัดขึ้นมาก เมื่อผู้รับ “รับรู้” บางอย่างเกี่ยวกับผู้ให้ ซึ่งแบ่งออกได้ 3 ด้านหลัก ๆ
1. เจตนาที่ดีของผู้ให้
คือ การรับรู้ของผู้รับว่า ผู้ให้มีเจตนาที่ดีต่อเขา ยิ่งผู้รับเชื่อว่าผู้ให้ตั้งใจช่วยเหลืออย่างจริงใจ ระดับ gratitude ก็จะยิ่งสูงขึ้น
ตัวอย่าง: เราเพิ่งเริ่มงานที่ใหม่ แล้วเพื่อนร่วมงานสละเวลาหลังเลิกงานมาช่วยอธิบายขั้นตอนงานให้ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเขาโดยตรง
การประเมินของเรา: “เขาตั้งใจอยากให้เราเข้าใจงานจริง ๆ”
ความรู้สึกซาบซึ้งจึงเกิดขึ้นจากการมองเห็น “ความหวังดีแท้ ๆ” ของผู้ให้
2. การกระทำที่เกินกว่าหน้าที่
คือการรับรู้ว่า ผู้ให้ ทำในสิ่งที่เขาไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ หรือทำ “เกินกว่าที่บทบาท หน้าที่ หรือความคาดหวัง” ระบุไว้
ตัวอย่าง: พนักงานคนหนึ่งช่วยตามหาข้อมูลหรือของที่หายในระบบให้เรา แม้จริง ๆ แล้วไม่ใช่งานในความรับผิดชอบโดยตรงของเขา
การประเมินของเรา: “เห็นความใส่ใจที่เกินขอบเขตบทบาทหน้าที่ของพนักงาน”
สิ่งที่เราได้รับจึงไม่ใช่แค่ “งานสำเร็จ” แต่เป็นความประทับใจในความตั้งใจของเขาด้วย
3. ต้นทุนของผู้ให้
คือ ระดับของการเสียสละหรือต้นทุนต่าง ๆ เช่น เวลา แรงกาย เงิน ความสบาย หรือแม้กระทั่งความเสี่ยง ที่ผู้ให้ต้องรับไว้
ผู้รับมักรู้สึก gratitude มากขึ้น เมื่อรับรู้ว่าผู้ให้ต้อง “เสียบางอย่าง” เพื่อเราจริง ๆ
ตัวอย่าง: เพื่อนคนหนึ่งยอมเลื่อนนัดส่วนตัวที่สำคัญ เพื่อพาเราไปหาหมอ โดยที่เราไม่ได้เอ่ยปากขอ
การประเมินของเรา: “เห็นถึงการยอมสละบางอย่าง เพื่อเราโดยเฉพาะ”
เมื่อเรามองเห็นต้นทุนเหล่านี้ ความรู้สึกซาบซึ้งที่มีต่อผู้ให้ก็ลึกขึ้นตามไปด้วย
ประโยชน์ของ Gratitude
1. ความรู้สึกอยากตอบแทน (Reciprocal motivation)
Gratitude ที่สูงจะทำให้เรา…
รู้สึก อยากตอบแทน (reciprocate) ไม่ว่าจะตอบแทนในรูปเดิม หรือในรูปแบบใหม่ ๆ
รู้สึกว่า ความสัมพันธ์มั่นคงและไว้วางใจกันมากขึ้น เพราะแม้เวลาผ่านไปนาน ผู้รับก็ยังมีความรู้สึกอยากช่วยเหลือกลับไปอยู่
มีแนวโน้มสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับในระยะยาว การช่วยเหลือตอบแทนจึงเป็นเหมือนการแสดงออกที่ต่อยอดความสัมพันธ์นั้นให้ลึกขึ้น
2. ความเชื่อมโยงทางสังคม (Social-bond motivation)
เมื่อเรามี gratitude สูง จะทำให้เรา…
“เปิดรับผู้อื่น” มากขึ้น รู้สึกอบอุ่นและเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางสังคม
สิ่งนี้สอดคล้องกับกลไกของ Find – Remind – Bind theory
Find → มองหาความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรผูกสัมพันธ์ด้วย
Remind → ระลึกถึง “คุณค่า” ที่อยู่ในความสัมพันธ์นั้น
Bind → เสริมสร้างความผูกพันให้แน่นแฟ้นมากขึ้น
ผลที่ตามมาคือ
เกิด ความร่วมมือ
เกิด การให้อภัยกันได้ง่ายขึ้น
มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่อเนื่องในระยะยาว
3. ส่งเสริมสุขภาวะทางใจ (Psychological well-being)
Gratitude ที่สูง ยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตด้านในของเราเอง ทำให้เกิด…
ความสุข (happiness)
ความหวัง (hope)
ความหมายในชีวิต (meaning)
ความพึงพอใจในชีวิต (life satisfaction)
พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งเรามองเห็นและซาบซึ้งต่อสิ่งดี ๆ ในชีวิตมากเท่าไร ใจของเราก็ยิ่งแข็งแรงและอบอุ่นมากขึ้นเท่านั้น
Gratitude vs Gratefulness ต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้งสองคำจะมีแก่นเหมือนกันคือ “ความซาบซึ้ง ขอบคุณ” แต่ก็มีจุดโฟกัสที่ต่างกันเล็กน้อย ดังตารางด้านล่าง
Gratitude ไม่ได้เกิดจากการ “บังคับ” แต่เกิดจากการ “ตระหนัก”
มนุษย์ทุกคนสามารถสัมผัสความรู้สึก gratitude หรือ กตัญญู ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ระดับความรู้สึกนั้นจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ “การรับรู้ของผู้รับที่มีต่อผู้ให้”
เมื่อเราเห็นได้ชัดว่า…
ผู้ให้มี เจตนาดีตั้งต้น โดยไม่ได้คาดหวังหรือบังคับให้เราต้องตอบแทน
การช่วยเหลือของเขา เกินกว่าหน้าที่ และมาพร้อม การเสียสละบางอย่าง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ความรู้สึกซาบซึ้งในใจก็จะค่อย ๆ เติบโตมากขึ้น
สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนมองว่า gratitude ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะบังคับให้เกิดได้ มันไม่ได้มาจาก “การบีบบังคับ” แต่เกิดจากการที่เราค่อย ๆ ตระหนัก ถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต เมื่อเราเป็น “ผู้ให้” ขอเพียงให้ด้วยใจ ไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ และเมื่อเราเป็น “ผู้รับ” อย่าลืมตั้งใจมองเห็น “สิ่งดี ๆ และประโยชน์” ที่เกิดขึ้นกับเรา การหมั่นรับรู้และซาบซึ้งกับสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ในทุกวัน จะค่อย ๆ เติมเต็มทั้งตัวเรา ผู้อื่น และสังคมรอบตัวให้อบอุ่นขึ้นทีละน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ
🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱
🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W
🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/


