หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำหรือแนวทางในการปรึกษาเพื่อจัดการกับปัญหาทางจิตใจที่เกิดขึ้น นั่นก็คือการกลับมา “รักตัวเอง” แนวทางนี้เป็นพื้นฐานที่ช่วยให้ตัวเองนั้นเข้มแข็งและแข็งแรงมากพอที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น แนวทางนี้ก็ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกัน หลายคนอาจจะมีคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่ม “รักตัวเอง”
“ถ้าฉันปฏิเสธเขา ฉันจะดูเห็นแก่ตัวไหม”
“ถ้าฉันเลือกพัก ทั้งที่คนอื่นยังต้องการฉันอยู่ ฉันผิดหรือเปล่า”
“ถ้าฉันให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น ฉันจะกลายเป็นคนเอาแต่ใจไหม”
คำถามเหล่านี้สะท้อนความสับสนที่เกิดขึ้นในใจของคนจำนวนไม่น้อย เพราะหลายคนเติบโตมากับการถูกสอนให้เป็นคนดี เป็นคนเกรงใจ เป็นคนที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นอยู่เสมอ จนบางครั้งเราอาจหลงลืมไปว่า ตัวเราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ควรได้รับการดูแลเช่นกัน
เมื่อถึงวันที่ร่างกายเหนื่อยล้า จิตใจอ่อนแรง หรือความสัมพันธ์บางอย่างเริ่มทำให้เราสูญเสียตัวตน เราเริ่มอยากตั้งขอบเขต อยากปฏิเสธ อยากพัก อยากเลือกตัวเองบ้างแต่ทันทีที่ทำอย่างนั้น ความรู้สึกผิดกลับปรากฏขึ้นราวกับว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่ต้องขออนุญาตจากใครสักคนก่อน ราวกับว่าความต้องการของเราไม่มีสิทธิ์สำคัญเท่าความต้องการของคนอื่น ความจริงแล้ว สิ่งที่หลายคนกำลังเผชิญอาจไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่อาจเป็นเพียงการเริ่มฝึก “รักตัวเอง” ในโลกที่เคยสอนให้เราเอาใจคนอื่นมากเกินไป
ทั้ง Self-Love (รักตัวเอง) และ Selfish (เห็นแก่ตัว) เริ่มต้นจากการมองเห็นตัวเอง
สิ่งที่ทำให้สองแนวคิดนี้ถูกเข้าใจสับสนอยู่เสมอ คือทั้งคู่ต่างให้ความสำคัญกับตัวเองเหมือนกัน คนที่รักตัวเองใส่ใจความต้องการของตัวเอง คนที่เห็นแก่ตัวก็ใส่ใจความต้องการของตัวเอง มองเพียงผิวเผิน ทั้งสองอาจดูเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสำคัญ คือ “เจตนา” และ “ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น” การรักตัวเองไม่ได้เกิดจากความเชื่อว่าตัวเองสำคัญกว่าคนอื่น แต่เกิดจากความเข้าใจว่าตัวเองก็สำคัญ “เท่ากับ” คนอื่น ในทางกลับกัน
“ความต้องการของฉันสำคัญ และความต้องการของคนอื่นก็สำคัญเช่นกัน”
การรักตัวเองไม่ใช่การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
มีคนจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่าการรักตัวเองคือการตามใจตัวเอง แต่ในมุมมองของจิตวิทยา การรักตัวเองไม่ใช่การทำทุกอย่างที่ตัวเองอยากทำ หากเป็นการยอมรับตัวเองตามความเป็นจริง ทั้งข้อดีและข้อบกพร่องของตนเอง เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากทุกคน เพราะคุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงปรบมือจากภายนอก
คนที่รักตัวเองสามารถพูดคำว่า “ไม่” ได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไม่ดี สามารถพักได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด สามารถขอความช่วยเหลือได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองอ่อนแอ และสามารถเลือกเดินออกจากความสัมพันธ์ที่ทำร้ายจิตใจได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองพังเสียก่อน
แล้วทำไมเราถึงรู้สึกผิดเมื่อเริ่มรักตัวเอง
คำตอบอาจอยู่ที่ประสบการณ์ที่เราถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่วัยเด็ก หลายคนเติบโตมาพร้อมข้อความที่ว่า
“ต้องคิดถึงคนอื่นก่อน”
“อย่าทำให้คนอื่นผิดหวัง”
“อย่าสร้างปัญหาให้ใคร”
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อได้รับมากเกินไป โดยไม่มีใครสอนเรื่องการดูแลตัวเองควบคู่กันไป เราอาจเริ่มเชื่อว่าหน้าที่ของเราคือการรับผิดชอบความรู้สึกของทุกคน และนั่นคือจุดที่ความสับสนเริ่มต้นขึ้น เรามักสับสนระหว่าง
“ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น” กับ “ความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของผู้อื่น”
เราอาจต้องรับผิดชอบคำพูด การกระทำ และผลกระทบที่เราก่อขึ้น แต่เราไม่สามารถรับผิดชอบความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในใจของอีกคนได้ เพราะในท้ายที่สุด อารมณ์ ความคาดหวัง และการตีความของแต่ละคน เป็นสิ่งที่เขาต้องจัดการและดูแลด้วยตัวเองเช่นกัน
ความรู้สึกผิดไม่ใช่หลักฐานว่าเรากำลังทำผิด
บางครั้งมันเป็นเพียงสัญญาณว่าเรากำลังทำสิ่งที่ “ไม่คุ้นชิน” โดยเฉพาะสำหรับคนที่เคยใช้ชีวิตเพื่อเอาใจคนอื่นมาตลอด การเริ่มตั้งขอบเขตจึงรู้สึกแปลก การเริ่มปฏิเสธจึงรู้สึกอึดอัด การเริ่มเลือกตัวเองจึงรู้สึกเหมือนกำลังทรยศใครบางคน ทั้งที่ในความเป็นจริง เราเพียงกำลังเรียนรู้บทเรียนใหม่ ว่า
“ฉันสามารถรักคนอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวเอง”
วิธีสังเกตว่ากำลังรักตัวเอง หรือกำลังเห็นแก่ตัว คือ ทุกครั้งที่รู้สึกผิดจากการเลือกดูแลตัวเอง ลองถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า
“ฉันกำลังทำร้ายใครหรือไม่”
“ฉันกำลังเอาเปรียบใครหรือไม่”
“ฉันกำลังละเมิดสิทธิหรือศักดิ์ศรีของใครหรือไม่”
ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวเลย แต่อาจเป็นเพียงเพราะคุณไม่ได้ทำตามความคาดหวังของใครบางคนเท่านั้น และบางครั้ง ความผิดหวังของผู้อื่น ไม่ได้หมายความว่าคุณทำผิด มันอาจหมายความเพียงว่า พวกเขาเคยชินกับการที่คุณยอมเสียสละตัวเองเพื่อพวกเขามาตลอด
ท้ายที่สุดแล้ว การรักตัวเองไม่ได้หมายถึงการคิดว่าตัวเองสำคัญกว่าใคร ไม่ได้หมายถึงการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกความสัมพันธ์ และไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผู้อื่น การรักตัวเอง คือการยอมรับว่าเราเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ที่เหนื่อยได้ พลาดได้ มีขีดจำกัดได้ และคู่ควรที่จะได้รับความรัก ความเมตตา และความเข้าใจจากตัวเองเช่นเดียวกับที่เรามอบให้กับคนอื่น เมื่อเรารักตัวเองได้จริง ๆ เราจะไม่ได้รักคนอื่นน้อยลง แต่เราจะเลิกทำร้ายตัวเองเพื่อพิสูจน์ความรักที่มีต่อคนอื่น
“การรักตัวเอง ไม่ได้เกิดจากการคิดว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น แต่เกิดจากการยอมรับว่าตัวเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่คู่ควรจะได้รับความรักเช่นกัน”
🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱
🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W
🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/


