Zootopia 2 : สะท้อนกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) ผ่าน Nick กับ Judy

zootopia
บทความนี้จะชวนมาสำรวจแง่มุมในเชิงกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) จากภาพยนต์ zootopia 2 ท่ีเป็นการสะท้อนถึงการการแชร์ความรู้สึกที่เปราะบาง ว่าสามารถเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้อย่างไรบ้าง

#spoiler alert!

โดยปกติแล้ว ความรู้สึกที่เปราะบาง เช่น กลัว (fear) เศร้า (sad) กังวล (anxious) ไม่มั่นคง (insecure) โดดเดี่ยว (lonely) มักเป็นความรู้สึกที่คนเรามองในแง่ลบ และไม่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกพวกนี้
แต่ในการบำบัดคู่ ความรู้สึกเหล่านี้กลับเป็นกุญแจสำคัญในการกลับมารักษาบาดแผลทางความสัมพันธ์ และสร้างความผูกพันเชื่อมโยงกันของคู่รักที่มั่นคงมากขึ้น

เพราะโดยธรรมชาติแล้ว คนเราจะมี “กลไกในการป้องกันตนเอง” จากความรู้สึกทางลบที่เกิดขึ้น และมักจะเป็นการรับมือที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ จนหลายๆ คนอาจจะไม่ทันได้เข้าใจถึงที่มาของพฤติกรรมของตัวเองด้วยซ้ำ
เช่น ในกรณีของ Nick จากบทที่ Nick ได้พูดกับ Judy เพื่ออธิบายถึงกลไกการรับมือกับความกลัวที่เกิดขึ้น หากเกิดอันตรายขึ้นกับ Judy

“I am an emotionally insecure source of your discomfort who is not good at expressing his emotions…Instead of telling you that you’re the best thing that’s ever happened to me, I make jokes about your ears and tell you that you try too hard”
“แทนที่ฉันจะบอกเธอว่าเธอคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน… ฉันกลับชอบแซวหูเธอบ้าง บอกว่าเธอพยายามมากเกินไปบ้าง”

บทนี้ของ Nick สะท้อนให้เห็นถึงกลไกในการรับมือกับความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจ และ Nick เลือกที่จะทำให้เป็นเรื่องตลก (Humor) เพื่อ “หลีกเลี่ยง” การแสดงออกถึงอารมณ์ที่แท้จริง ทำให้ความรู้สึกดูชิล ไม่ซีเรียส ทำเหมือนไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตัดสิน หรือปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง พูดง่ายๆ คือ ในใจของ Nick ก็คงกลัวไม่น้อย ที่จะแสดงความรู้สึกรักและเป็นห่วง Judy ออกไปตรงๆ เลยทำเป็นพูดแซว หรือตำหนิอีกฝ่ายว่าพยายามมากเกินไปแทน

——————————————

คำถามสำคัญ คือ เราตระหนัก และรู้ทันพฤติกรรมที่ตอบสนองอย่างอัตโนมัติของตัวเราเองแค่ไหน?

เพราะบางพฤติกรรม เช่น การแซว ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสนุก ไม่มีอะไรจริงจัง แต่มันก็อาจจะส่งผลให้คนที่เรารัก “รู้สึก” อะไรบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ และเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความห่างเหิน” ในความสัมพันธ์ได้

ในช่วงแรกของการบำบัดคู่ การทำความเข้าใจ pattern การตอบสนองอารมณ์เปราะบางของตนเอง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญ มากกว่าการพยายามหา “ทางแก้ไข” ปัญหาที่คู่รักกำลังเผชิญ เพราะถ้าเรายังไม่เข้าใจที่มาและจุดเริ่มต้นของความห่างเหินที่เกิดขึ้น ก็คงเหมือนการที่เราพยายามกินยาแก้ปวด เพื่อให้คลายความเจ็บปวดชั่วขณะ โดยที่ไม่รักษาที่ต้นตอของโรคอย่างแท้จริง

ตัวอย่าง pattern ในการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางจาก Nick ในฉากที่พยายามแซว Judy ในช่วงปีนหน้าผาขึ้นไปหาข้อมูลสืบคดีต่อ จนปากกาแครอทร่วงลงไปและแตก ซึ่งอาจทำให้ Judy รับรู้ถึง “ความไม่จริงจัง” ที่อาจถูกตีความเป็น “ความไม่ใส่ใจ” ในสิ่งที่ Judy มุ่งมั่นและพยายามทำเพื่อพิสูจน์การเป็น Partner ของเราได้

และในฉากที่ทั้งคู่ปีนขึ้นไปถึง Honeymoon Logdeรู้สึกกลัวว่าจะถูกจับ และพยายามบอกให้ Judy หนี จนพูดออกไปว่า มันคงไม่คุ้มค่าในการทำสิ่งนี้หรอก ซึ่งเป็นการรับมือในรูปแบบของ Nick ที่เมื่อรู้สึกกลัวจะเลือกวิธีการ “หลีกหนี” ก่อนเสมอ แต่การหนีของ Nick กลับทำให้ Judy รู้สึกไม่มั่นคง และเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับการเป็น Partner กันมากขึ้น หรือว่าเราแตกต่างกันเกินไปนะ…

——————————————

แต่การจะให้ Nick ที่ใช้ชีวิตด้วยการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางในใจด้วยวิธีการ “หลีกหนี” มาตลอด (และเป็นกลไกที่เกิดขึ้นอัตโนมัติด้วย) เปลี่ยนมาใช้วิธีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในทันทีก็คงไม่ง่ายซะทีเดียว
การจะต้องพูดความรู้สึกที่เปราะบางออกมา มันคงมีทั้งความกลัวการถูกตัดสิน กลัวการถูกปฏิเสธจากผู้อื่น และอีกหลายๆ อย่างที่จะกลัวได้

และสิ่งน่ากลัวที่สุด คือ “ตัวเอง” เพราะการพูดความรู้สึกเปราะบางที่อยู่ในใจออกมา คือกระบวนการในการ “เผชิญหน้า” และ “ยอมรับ” กับความรู้สึกนั้นของตัวเอง

Nick ต้องเผชิญกับการรับรู้ว่า ตัวเอง “กลัว” ซึ่งมันอาจจะขัดกับคุณค่าและตัวตนที่ Nick พยายามสร้างขึ้นมาภายนอกให้ดูแข็งแกร่ง และชิล เพื่อปกปิดความรู้สึกที่ดูน่าอ่อนแอนี้เอาไว้
การกลับมา เผชิญหน้ากับความกลัว และยอมรับว่า เรากลัว ก็อาจจะไม่ต่างกับการยอมรับว่าตนเอง อ่อนแอ
ทำให้การเผชิญหน้ากับความรู้สึกเหล่านี้ … ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลยสำหรับ Nick

เช่นเดียวกับในการบำบัดคู่ … พาร์ทของการกลับมาฝึกตระหนัก และเข้าใจ pattern การรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางของตนเอง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

แต่หากเราสามารถกลับไปตระหนัก ทำความเข้าใจ และยอมรับความรู้สึกพวกนี้ว่าเป็นความรู้สึกที่เกิดได้ในใจของคนคนหนึ่งที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย
ความรู้สึกเปราะบางนี้ จะกลายเป็น กุญแจสำคัญ ในการกลับมา รักษา และเติมเต็มความรัก ความผูกพันต่อกันในความสัมพันธ์ได้อย่างน่าทึ่ง

——————————————

ซึ่งในหนัง… Nick กลับไปเผชิญหน้า และ สื่อสารมันออกมาได้อย่างสวยงาม จนทำให้ Judy รับรู้ถึงความรัก และคุณค่าที่ Nick มีให้กับเธอ และทำให้ Judy เอง ก็พร้อมที่จะแชร์ความรู้สึกเปราะบางในใจของตัวเองให้ Nick ได้รับรู้ด้วยเช่นกัน

Nick :
“The truth is I don’t want you getting hurt… because no one else in the world matters to me more than you do.”
“ความจริงคือ… ฉันไม่อยากเห็นเธอเจ็บเลย เพราะไม่มีใครในโลกนี้สำคัญกับฉันได้มากไปกว่าเธอแล้ว”

Judy:
“You’re my pack. I only take what you say personally because you’re the only one in my life who ever believed in me… Even when I don’t believe in myself. And I should have told you that. And no one else in the world matters to me more than you do, either… and the thought of losing you scares me”
“เธอคือฝูงของฉันนะ… ฉันถึงเก็บทุกคำพูดของเธอมาใส่ใจ ก็เพราะเธอเป็นคนเดียวในชีวิตที่เคยเชื่อในตัวฉัน… แม้ในตอนที่ฉันเองยังไม่เชื่อตัวเองเลยก็ตาม และฉันควรจะบอกเธอตั้งนานแล้วว่า ไม่มีใครบนโลกนี้สำคัญสำหรับฉันได้มากไปกว่าเธออีกแล้ว… แค่ความคิดว่าฉันอาจจะเสียเธอไป ก็ทำฉันกลัวมากแล้ว”

การที่ทั้งคู่ สื่อสาร “ความกลัว” ในใจของตัวเองออกไป เป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ต่างฝ่าย ต่างรับรู้ว่า “ฉันสำคัญและมีความหมายสำหรับเธอแค่ไหน” ได้ชัดเจนมากขึ้น และนี่ คือปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยเสริมให้เกิดความรู้สึกผูกพัน และวางใจต่อกันและกันได้มากขึ้นระหว่างคู่รัก

และเมื่อคู่รักได้เข้าใจ pattern การรับมือกับอารมณ์เปราะบางของกันและกันมากขึ้น บาดแผลจากความห่างเหินในความสัมพันธ์ก็จะลดน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยความรัก ความผูกพัน ที่จะช่วยให้ทั้งคู่กลับมาพูดคุยถึงปัญหา หรือความท้าทายต่างๆ ที่เผชิญในความสัมพันธ์ด้วยความรู้สึกแบบใหม่

ดังนั้น ในการบำบัดคู่จึงไม่ใช่พื้นที่ในการแนะนำ ว่าคู่รักควรทำอย่างไรกับปัญหา แต่เป็นพื้นที่ในการกลับมาทำความเข้าใจ pattern ในการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางของตนเอง และสามารถ “เติมเต็มความผูกพันที่จางหายไป” ด้วยตัวพวกเขาเอง

และเมื่อความสัมพันธ์ถูกเติมเต็มจนมั่นคง คู่รักจะพร้อมกลับไปเผชิญความท้าทายต่างๆ ด้วยตัวพวกเขาเองต่อไป
——————————————
Note ทิ้งท้าย :
ใน Zootopia2 Nick กับ Judy ไม่ได้เอา Couple Therapy มาเป็นส่วนที่ฉายภาพความเข้าใจกันและกันในความสัมพันธ์มากนัก แต่ใช้ “เหตุการณ์วิกฤต” ที่เกือบจะสูญเสียกันและกันไป มาเป็นส่วนกระตุ้น ให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้ที่จะสื่อสารความรู้สึกเปราะบางเหล่านี้ในใจมากขึ้น จนสามารถกลับมารับรู้ถึงความรัก และคุณค่าที่ทั้งคู่มีให้กันได้

แต่ในชีวิตจริง…เราอาจจะไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเหตุการณ์วิกฤตแบบ Nick กับ Judy ก็ได้ เพราะเราอาจจะไม่ได้โชคดี ที่ยังมีโอกาสและช่วงจังหวะเวลาที่พอดีกันในการกลับมาสื่อสารกันแบบในหนัง

การกลับมาตระหนักรู้และเข้าใจตัวเองมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความห่างเหินขึ้นในความสัมพันธ์ จึงย่อมดีกว่าการปล่อยให้ความห่างเหินเกิดขึ้นและต้องกลับมารักษาบาดแผลทางความรู้สึกที่เราอาจจะเผลอสร้างขึ้นในความสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ

และสุดท้ายนี้ … Nick และ Judy พวกเธอเก่งมากๆ เลยนะ 🙂

 

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

พวกเราไม่ส่งจดหมายขยะ หรือ Spam และสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เพิ่มเติมได้ที่นี่

Picture of ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

เคยไหม... ช่วงที่ชีวิตไม่ได้มีปัญหาใหญ่ ไม่ได้เศร้าจนทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุข มีพลัง หรือรู้สึกตื่นเต้นกับการใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมา สภาวะนี้ในทางจิตวิทยาถูกเรียกว่า “Languishing” หรือ สภาวะอิดโรยทางใจ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกเฉย ๆ ว่างเปล่า และขาดความเชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเอง สภาวะอิดโรยทางใจ (Languishing) คืออะไร? Languishing คือสภาวะที่บุคคลรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจ รู้สึกว่าชีวิตขาดความสดใสหรือความหมาย แม้จะไม่ได้ทุกข์ใจรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตอย่างมากก็ตาม ลักษณะที่อาจพบได้ เช่น รู้สึกเหนื่อยหน่ายหรืออิดโรยทางใจ ไม่ได้ทุกข์จนกระวนกระวายใจหรือรบกวนการนอนหลับ ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขหรือมีชีวิตที่ดี รับรู้เป้าหมายหรือความฝันในชีวิตได้ไม่ชัดเจน หากมองเป็นภาพรวมของสุขภาวะทางใจ อาจเปรียบเทียบได้ดังนี้ Depression (ภาวะซึมเศร้า) รู้สึกสิ้นหวัง รู้สึกไร้คุณค่า หมดแรงใจ Languishing (สภาวะอิดโรยทางใจ) ไม่ได้ทุกข์อย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุข Flourishing (ภาวะเบ่งบานทางใจ) มีพลังในการใช้ชีวิต รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย เชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเอง สาเหตุที่อาจทำให้เกิดสภาวะอิดโรยทางใจ 1. ความเครียดสะสม (Chronic Stress & Burnout) เมื่อเราเผชิญกับความเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน สมองอาจพยายามปกป้องตัวเองด้วยการลดความไวต่ออารมณ์ ผลลัพธ์คือ เราอาจไม่ได้รู้สึกทุกข์อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกตื่นเต้น มีพลัง หรือมีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ เหมือนเดิม 2. ขาดความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ (Lack of Meaningful Connection) การมีคนอยู่รอบตัวหรือมีเพื่อนจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกเชื่อมโยงกับคนเหล่านั้นอย่างแท้จริงเสมอไป แม้ปัจจุบันเราจะสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา แต่หลายคนกลับมีพื้นที่สำหรับบทสนทนาที่ลึกซึ้งน้อยลง หรือมีโอกาสพูดคุยในแบบที่ทำให้รู้สึกว่า “มีคนเข้าใจเรา” น้อยลงเช่นกัน 3. การต้องสนใจหลายอย่างพร้อมกัน (Fragmented Attention) สมองของเราทำงานได้ดีที่สุดเมื่อสามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง แต่ในชีวิตประจำวัน เรามักต้องสลับความสนใจไปมาระหว่างงาน ข้อความ การแจ้งเตือน และข้อมูลจำนวนมากตลอดทั้งวัน เมื่อความสนใจถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็ก ๆ อยู่เสมอ เราจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะได้ดื่มด่ำกับสิ่งที่กำลังทำ หรือได้อยู่กับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 4. ชีวิตประจำวันที่ซ้ำเดิมและไม่ท้าทาย (Monotonous Routine) เมื่อชีวิตดำเนินไปในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ไม่มีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้ ไม่มีเป้าหมายใหม่ ไม่มีโอกาสได้ลองประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป ความรู้สึกตื่นตัว ความกระตือรือร้น และพลังในการใช้ชีวิตจึงอาจค่อย ๆ ลดลง การอยู่ในภาวะ Languishing ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ Languishing ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว และไม่ได้หมายความว่าเรากำลังป่วยทางจิตเสมอไป บางครั้ง มันอาจเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่เรารู้สึกว่างเปล่า ขาดความกระตือรือร้น หรือไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพราะมนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีความสุขตลอดเวลา และก็ไม่ได้จำเป็นต้องทุกข์ตลอดเวลาเช่นกัน สิ่งสำคัญคือการหันกลับมาสังเกตตัวเอง รับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไร และลองทำความเข้าใจว่าความรู้สึกเหล่านั้นกำลังสื่อสารอะไรกับเรา

สภาวะอิดโรยทางใจ (Languishing) คืออะไร? เมื่อเราไม่ได้ทุกข์ แต่ก็ไม่ได้มีความสุข

Languishing หรือ “สภาวะอิดโรยทางใจ” คือช่วงเวลาที่เราไม่ได้ทุกข์รุนแรง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุข มีพลัง หรือมีความหมายในการใช้ชีวิต บทความนี้ชวนทำความเข้าใจสภาวะดังกล่าว พร้อมสำรวจสาเหตุที่อาจทำให้เรารู้สึกเฉยชา ว่างเปล่า และขาดความเชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเอง

Read More »
หลายครั้ง เวลาพูดถึง “การให้อภัยตัวเอง” คนมักเข้าใจว่าเป็นการปล่อยผ่าน หรือยกโทษให้ตัวเองแบบไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่จริง ๆ แล้ว การให้อภัยตัวเอง (Self-Forgiveness) คือการค่อย ๆ กลับมายอมรับและเผชิญกับความผิดพลาดของตัวเอง พร้อมกับค่อย ๆ ปล่อยตัวเองออกจากการตำหนิหรือโทษตัวเองซ้ำ ๆ การให้อภัยตัวเอง จึงไม่ได้แปลว่า “การปล่อยให้ตัวเองพ้นผิด” แต่คือการยอมรับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมรักษาความรู้สึกที่ดีและคุณค่าในตัวเองเอาไว้ ทำไมบางคนจึงให้อภัยตัวเองไม่ได้? งานของ Woodyatt และคณะ ได้พูดถึงลักษณะร่วมของคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ และพบว่ามักมีปัจจัยสำคัญบางอย่างร่วมกัน 1. ยังรับรู้เหตุการณ์ในอดีตราวกับว่ายังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน (Past-as-present) บางคนยังคงรู้สึกว่า ความผิดพลาดในอดีตยัง “สดใหม่” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ความทรงจำ อารมณ์ หรือผลกระทบของเหตุการณ์นั้น จนเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ดังนั้นคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักคิดถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ และยังคงได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดนั้นอยู่เสมอ ขณะที่คนที่ให้อภัยตัวเองได้ จะค่อย ๆ เปลี่ยนจุดสนใจไปยัง “อนาคต” และเริ่มปล่อยวางเรื่องราวในอดีตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้อภัยตัวเองไม่ได้หมายความว่า “จะไม่รู้สึกทางลบอีกเลย” แต่คือการไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นเข้ามาครอบงำชีวิตทั้งหมด 2. สับสนระหว่าง “ตัวเราผิด” กับ “ความผิดพลาดไม่ได้หมายถึงตัวตนทั้งหมดของเรา” คนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักโทษตัวเองอย่างรุนแรง และเต็มไปด้วยประโยคว่า “ถ้าวันนั้นทำได้ดีกว่านี้…” “ถ้าเลือกอีกแบบ…” หลายครั้งพวกเขาพยายามหลีกหนี “ความรู้สึกผิด” ด้วยการบอกตัวเองว่า “มันไม่ใช่ความผิดของฉันทั้งหมด” แต่ลึก ๆ ยังเชื่อว่าตัวเองควรทำได้ดีกว่านั้นอยู่เสมอ ในทางกลับกัน คนที่ให้อภัยตัวเองได้ มักค่อย ๆ เข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีข้อบกพร่อง และการให้อภัยตัวเอง ไม่ได้แปลว่าไม่รับผิดชอบ แต่คือการยอมรับข้อบกพร่อง โดยไม่ตัดสินคุณค่าของตัวเองทั้งหมดจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว รวมทั้งเข้าใจว่าบางเหตุการณ์มีข้อจำกัดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมทำให้สามารถมองสถานการณ์ได้สมจริงขึ้น แทนที่จะโทษตัวเองทั้งหมด 3. ความกังวลต่อ “ตัวตนทางสังคม” และศีลธรรม บางครั้ง ความผิดพลาดไม่ได้กระทบแค่เหตุการณ์ แต่กระทบถึง “ภาพของตัวเอง” ที่เราอยากเป็น เช่น คนที่ให้คุณค่ากับ “ความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์” อาจรู้สึกสั่นคลอนอย่างมาก หากตัวเองเคยนอกใจ หรือทำผิดกับความสัมพันธ์ เมื่อ “สิ่งที่เกิดขึ้น” ไม่สอดคล้องกับ “ภาพที่เราเชื่อว่าเราเป็น” ตัวตนของเราจึงอาจถูกสั่นคลอน และเกิดทั้ง ความโกรธตัวเอง ความเสียใจ ความรังเกียจตัวเอง คนที่ให้อภัยตัวเองได้ มักเริ่มจากการยอมรับว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นจริง เปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้รู้สึกกับอารมณ์ทางลบเหล่านั้น และค่อย ๆ แยก “ตัวเองในอดีต” ออกจาก “ตัวเองในปัจจุบัน” จนสามารถบอกตัวเองได้ว่า “วันนี้ฉันไม่ใช่คนเดิมทั้งหมดกับวันที่เคยทำผิด ฉันยังเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองได้” และค่อย ๆ กลับมายึดโยงกับคุณค่าที่สำคัญกับตัวเองอีกครั้ง เพราะ “คนที่เคยทำผิด” และ “คนที่ยังอยากใช้ชีวิตตามคุณค่าเดิม” สามารถอยู่ร่วมกันได้ในตัวเรา 4. วิธีรับมือกับความรู้สึกทางลบที่แตกต่างกัน ความแตกต่างสำคัญของคนที่ให้อภัยตัวเองได้ กับคนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักอยู่ที่ “วิธีเผชิญกับความรู้สึกทางลบ” คนที่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ มักพยายามหลีกเลี่ยงความรู้สึกแย่ กดอารมณ์ ทำตัวให้ยุ่ง ตำหนิตัวเองซ้ำ ๆ และอยากลืมเหตุการณ์นั้นให้เร็วที่สุด ซึ่งแม้ในระยะสั้นจะดูเหมือนดีขึ้น แต่ความรู้สึกผิดมักย้อนกลับมาอีกครั้ง ขณะที่คนที่ให้อภัยตัวเองได้ จะค่อย ๆ ทบทวนตัวเอง อยู่กับอารมณ์ พูดคุยกับตัวเองและคนอื่น รวมทั้งสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้ช่วงแรกอาจไม่สบายใจ แต่ในระยะยาว อารมณ์ทางลบจะไม่ครอบงำชีวิตทั้งหมด “การยอมรับ โดยไม่หลีกหนี” อาจเป็นหัวใจสำคัญของการให้อภัยตัวเอง หากมองภาพรวมทั้งหมด ความแตกต่างสำคัญของคนที่ให้อภัยตัวเองได้ กับคนที่ยังติดอยู่กับความผิดพลาด อาจไม่ใช่การ “ลืม” สิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือการค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะ “ยอมรับ โดยไม่หลีกหนี” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา กระบวนการเรียนรู้ และการทำความเข้าใจความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ท้ายที่สุด ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะเล็กหรือใหญ่ การให้อภัยตัวเองอาจเริ่มต้นจากการยอมรับ เรียนรู้ เปลี่ยนแปลง และให้โอกาสตัวเองได้เติบโตจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น อ้างอิง: Woodyatt, L., et al. (2025). Self-forgiveness and the process of working through personal wrongdoing.

ทำไม “การให้อภัยตัวเอง” (Self-Forgiveness) จึงเป็น “เรื่องยาก” สำหรับบางคน

ทำความเข้าใจว่า ทำไมการให้อภัยตัวเองจึงยาก ผ่านแนวคิด Self-Forgiveness ในทางจิตวิทยา พร้อมสำรวจความรู้สึกผิด การโทษตัวเอง และวิธีค่อย ๆ กลับมาอยู่กับตัวเองอย่างอ่อนโยน

Read More »
เวลาที่เราเจอกับความรู้สึกไม่สบายใจ เครียด ผิดหวัง หรือกังวล เรามักรับมือกับมันอย่างไร? บางคนรีบทักหาใครสักคนทันที บางคนไถโซเชียลเพื่อให้ลืมความรู้สึกนั้น หรือบางคนทำงานหนักขึ้น กินเยอะขึ้น เพื่อกลบอารมณ์ที่เกิดขึ้น ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้อาจเรียกว่า “Emotional Outsourcing” หรือการที่เราพึ่งพาคนอื่น สิ่งแวดล้อม หรือการตอบสนองจากภายนอก เพื่อช่วยจัดการอารมณ์ของตัวเอง อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาคนอื่นในความสัมพันธ์ที่ดีและปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมนุษย์สามารถช่วยกันประคับประคองอารมณ์กันได้ สิ่งนี้เรียกว่า Co-regulation ซึ่งเป็นการได้รับความสงบหรือความมั่นคงทางใจผ่านความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย แต่ Emotional Outsourcing แตกต่างออกไป เพราะเป็นการเลือกที่จะ พึ่งพาเฉพาะปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้กลับมาอยู่กับความรู้สึกของตัวเองเลย จนเมื่อเจอสถานการณ์ยากลำบาก เราอาจดูแลอารมณ์ของตัวเองได้ยากขึ้น สัญญาณที่อาจบอกว่า เรากำลังให้คนอื่น “จัดการ รับมือ หรือรับผิดชอบ” ความรู้สึกของเรา 1. ความรู้สึกของเรา ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของคนอื่นเสมอ ถ้าเขาตอบเร็ว → เราสบายใจ ถ้าเขาเงียบ → เรากังวล ถ้ามีคนชื่นชม → เรารู้สึกมีคุณค่า ถ้าไม่มีใครเห็นด้วย → เราไม่มั่นใจในตัวเอง การตอบสนองของคนอื่นย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของเราได้ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ เมื่อความรู้สึกของเราถูกควบคุมโดยปฏิกิริยาของคนอื่นเป็นหลัก 2. เมื่อรู้สึกไม่โอเค สิ่งแรกที่ทำคือรีบติดต่อหาใครสักคนทันที การอยากระบายให้คนที่ไว้ใจฟัง ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าเรา ไม่สามารถอยู่กับความรู้สึกของตัวเองได้แม้เพียงช่วงสั้น ๆ และต้องรีบหาคนมาช่วย “ดับอารมณ์” ทันที อาจเป็นสัญญาณของ Emotional Outsourcing เพราะเมื่ออีกฝ่ายตอบกลับเร็ว เราอาจใจเย็นลง แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ว่าง ความรู้สึกอาจยิ่งท่วมท้น สับสน หรือควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น 3. ต้องการการยืนยันจากคนอื่นอยู่เสมอ หลายครั้งเรารู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อมีใครบอกว่า “แบบนี้โอเคแล้ว” “เธอทำถูกแล้ว” “ไม่ได้เย็นชา” แต่บางครั้ง สิ่งที่เรากำลังมองหาอาจไม่ใช่เพียงความคิดเห็น หากเป็น การยืนยันคุณค่าและความมั่นใจในตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น จนทำให้เราไม่สามารถเชื่อความรู้สึก หรือการตัดสินใจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ 4. เมื่อความสัมพันธ์มีปัญหา ชีวิตด้านอื่นได้รับผลกระทบไปทั้งหมด ทะเลาะกับแฟน → ทำงานไม่ได้ เพื่อนเงียบใส่ → นอนไม่หลับ มีปัญหากับครอบครัว → ไม่มีสมาธิเรียนหรือทำงาน จนบางครั้ง เราอาจเผลอมองว่าคนที่อยู่ในความสัมพันธ์นั้น ไม่ได้เป็นเพียง “คนคอยสนับสนุน” หรือ “คนให้กำลังใจ” แต่กลายเป็น แหล่งความมั่นคงทางใจทั้งหมดของเรา เราจะเริ่มกลับมา “จัดการ รับมือ หรือรับผิดชอบ” ความรู้สึกของตัวเองได้อย่างไร? 1. หยุดอยู่กับตัวเองสั้น ๆ ก่อนหันไปหาคนอื่น ครั้งต่อไปที่รู้สึกไม่ดี ลองหยุดสัก 5 นาที แล้วถามตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่กันแน่? เราอยากให้ใครช่วยจริง ๆ หรือกำลังพยายามหนีความรู้สึกนี้? 2. ฝึกตั้งชื่ออารมณ์ของตัวเอง แทนที่จะบอกเพียงว่า “ไม่โอเค” ลองลงรายละเอียดให้มากขึ้น เช่น กังวล ผิดหวัง เหงา เคว้ง กลัว เศร้า การเรียกชื่ออารมณ์อย่างชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับอารมณ์ได้ดีขึ้น เพราะเรารู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นในใจของเรา 3. สร้าง “คู่มือการรับมืออารมณ์” ของตัวเอง ลองหากิจกรรม 2–3 อย่าง ที่ช่วยให้ตัวเองรู้สึกสงบขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งใครทันที เช่น เขียน Journal, หายใจช้า ๆ, วิ่ง, ฟังเพลง, อาบน้ำ หรือดูแลตัวเอง รวมทั้งทำงานอดิเรกที่ชอบ ที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับอารมณ์ได้ในแบบของเราเอง 4. สังเกตตัวเองโดยไม่ตัดสิน เมื่อรู้สึกอยากรีบหาใครสักคน ให้ลองถามตัวเองเบา ๆ ว่า “ตอนนี้เรากำลังอยากแชร์ความรู้สึก” หรือ “เรากำลังต้องการให้ใครช่วยทำให้อารมณ์ของเราสงบลง” คำถามเหล่านี้อาจช่วยให้เราเห็นว่า ตอนนี้เรากำลังอยากพึ่งพาคนอื่น หรือกำลังฝากให้อารมณ์ด้านลบของตัวเองได้รับการจัดการจากคนอื่นอยู่หรือไม่ การที่เราได้กลับมาเห็น pattern ของตัวเองมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถตระหนัก และกลับมาจัดการอารมณ์ของตัวเองอย่างเหมาะสมได้ง่ายขึ้น สุดท้ายนี้ การเรียนรู้ดูแลอารมณ์ตัวเอง ไม่ได้แปลว่าต้องเข้มแข็งตลอดเวลา การต้องการให้ใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เราอ่อนแอ เป็นเรื่องปกติ เพราะความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรับมือทุกอย่างเพียงลำพัง แต่ในขณะเดียวกัน นอกจากพื้นที่ปลอดภัยจากคนอื่นแล้ว เราอาจค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ให้กับใจของตัวเองด้วย เพราะการดูแลอารมณ์ตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการห้ามอ่อนแอ หรือการเลิกพึ่งพาใคร แต่เป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า แม้ในวันที่ใจไม่ไหว เรายังสามารถอยู่ข้างตัวเองได้เช่นกัน

Emotional Outsourcing: เมื่อเรากำลังให้ “คนอื่น” จัดการอารมณ์ของเรา

เคยไหม… เมื่อรู้สึกไม่โอเค สิ่งแรกที่ทำคือรีบทักหาใครสักคน หรือรู้สึกดี–แย่ตามการตอบสนองของคนอื่น? บทความนี้ชวนทำความเข้าใจ Emotional Outsourcing หรือการฝากให้ปัจจัยภายนอกช่วยจัดการอารมณ์ พร้อมสำรวจสัญญาณที่อาจเกิดขึ้น และค่อย ๆ เรียนรู้วิธีกลับมาอยู่กับความรู้สึกของตัวเองอย่างอ่อนโยน

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save