Zootopia 2 : สะท้อนกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) ผ่าน Nick กับ Judy

zootopia
บทความนี้จะชวนมาสำรวจแง่มุมในเชิงกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) จากภาพยนต์ zootopia 2 ท่ีเป็นการสะท้อนถึงการการแชร์ความรู้สึกที่เปราะบาง ว่าสามารถเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้อย่างไรบ้าง

#spoiler alert!

โดยปกติแล้ว ความรู้สึกที่เปราะบาง เช่น กลัว (fear) เศร้า (sad) กังวล (anxious) ไม่มั่นคง (insecure) โดดเดี่ยว (lonely) มักเป็นความรู้สึกที่คนเรามองในแง่ลบ และไม่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกพวกนี้
แต่ในการบำบัดคู่ ความรู้สึกเหล่านี้กลับเป็นกุญแจสำคัญในการกลับมารักษาบาดแผลทางความสัมพันธ์ และสร้างความผูกพันเชื่อมโยงกันของคู่รักที่มั่นคงมากขึ้น

เพราะโดยธรรมชาติแล้ว คนเราจะมี “กลไกในการป้องกันตนเอง” จากความรู้สึกทางลบที่เกิดขึ้น และมักจะเป็นการรับมือที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ จนหลายๆ คนอาจจะไม่ทันได้เข้าใจถึงที่มาของพฤติกรรมของตัวเองด้วยซ้ำ
เช่น ในกรณีของ Nick จากบทที่ Nick ได้พูดกับ Judy เพื่ออธิบายถึงกลไกการรับมือกับความกลัวที่เกิดขึ้น หากเกิดอันตรายขึ้นกับ Judy

“I am an emotionally insecure source of your discomfort who is not good at expressing his emotions…Instead of telling you that you’re the best thing that’s ever happened to me, I make jokes about your ears and tell you that you try too hard”
“แทนที่ฉันจะบอกเธอว่าเธอคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน… ฉันกลับชอบแซวหูเธอบ้าง บอกว่าเธอพยายามมากเกินไปบ้าง”

บทนี้ของ Nick สะท้อนให้เห็นถึงกลไกในการรับมือกับความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจ และ Nick เลือกที่จะทำให้เป็นเรื่องตลก (Humor) เพื่อ “หลีกเลี่ยง” การแสดงออกถึงอารมณ์ที่แท้จริง ทำให้ความรู้สึกดูชิล ไม่ซีเรียส ทำเหมือนไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตัดสิน หรือปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง พูดง่ายๆ คือ ในใจของ Nick ก็คงกลัวไม่น้อย ที่จะแสดงความรู้สึกรักและเป็นห่วง Judy ออกไปตรงๆ เลยทำเป็นพูดแซว หรือตำหนิอีกฝ่ายว่าพยายามมากเกินไปแทน

——————————————

คำถามสำคัญ คือ เราตระหนัก และรู้ทันพฤติกรรมที่ตอบสนองอย่างอัตโนมัติของตัวเราเองแค่ไหน?

เพราะบางพฤติกรรม เช่น การแซว ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสนุก ไม่มีอะไรจริงจัง แต่มันก็อาจจะส่งผลให้คนที่เรารัก “รู้สึก” อะไรบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ และเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความห่างเหิน” ในความสัมพันธ์ได้

ในช่วงแรกของการบำบัดคู่ การทำความเข้าใจ pattern การตอบสนองอารมณ์เปราะบางของตนเอง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญ มากกว่าการพยายามหา “ทางแก้ไข” ปัญหาที่คู่รักกำลังเผชิญ เพราะถ้าเรายังไม่เข้าใจที่มาและจุดเริ่มต้นของความห่างเหินที่เกิดขึ้น ก็คงเหมือนการที่เราพยายามกินยาแก้ปวด เพื่อให้คลายความเจ็บปวดชั่วขณะ โดยที่ไม่รักษาที่ต้นตอของโรคอย่างแท้จริง

ตัวอย่าง pattern ในการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางจาก Nick ในฉากที่พยายามแซว Judy ในช่วงปีนหน้าผาขึ้นไปหาข้อมูลสืบคดีต่อ จนปากกาแครอทร่วงลงไปและแตก ซึ่งอาจทำให้ Judy รับรู้ถึง “ความไม่จริงจัง” ที่อาจถูกตีความเป็น “ความไม่ใส่ใจ” ในสิ่งที่ Judy มุ่งมั่นและพยายามทำเพื่อพิสูจน์การเป็น Partner ของเราได้

และในฉากที่ทั้งคู่ปีนขึ้นไปถึง Honeymoon Logdeรู้สึกกลัวว่าจะถูกจับ และพยายามบอกให้ Judy หนี จนพูดออกไปว่า มันคงไม่คุ้มค่าในการทำสิ่งนี้หรอก ซึ่งเป็นการรับมือในรูปแบบของ Nick ที่เมื่อรู้สึกกลัวจะเลือกวิธีการ “หลีกหนี” ก่อนเสมอ แต่การหนีของ Nick กลับทำให้ Judy รู้สึกไม่มั่นคง และเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับการเป็น Partner กันมากขึ้น หรือว่าเราแตกต่างกันเกินไปนะ…

——————————————

แต่การจะให้ Nick ที่ใช้ชีวิตด้วยการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางในใจด้วยวิธีการ “หลีกหนี” มาตลอด (และเป็นกลไกที่เกิดขึ้นอัตโนมัติด้วย) เปลี่ยนมาใช้วิธีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในทันทีก็คงไม่ง่ายซะทีเดียว
การจะต้องพูดความรู้สึกที่เปราะบางออกมา มันคงมีทั้งความกลัวการถูกตัดสิน กลัวการถูกปฏิเสธจากผู้อื่น และอีกหลายๆ อย่างที่จะกลัวได้

และสิ่งน่ากลัวที่สุด คือ “ตัวเอง” เพราะการพูดความรู้สึกเปราะบางที่อยู่ในใจออกมา คือกระบวนการในการ “เผชิญหน้า” และ “ยอมรับ” กับความรู้สึกนั้นของตัวเอง

Nick ต้องเผชิญกับการรับรู้ว่า ตัวเอง “กลัว” ซึ่งมันอาจจะขัดกับคุณค่าและตัวตนที่ Nick พยายามสร้างขึ้นมาภายนอกให้ดูแข็งแกร่ง และชิล เพื่อปกปิดความรู้สึกที่ดูน่าอ่อนแอนี้เอาไว้
การกลับมา เผชิญหน้ากับความกลัว และยอมรับว่า เรากลัว ก็อาจจะไม่ต่างกับการยอมรับว่าตนเอง อ่อนแอ
ทำให้การเผชิญหน้ากับความรู้สึกเหล่านี้ … ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลยสำหรับ Nick

เช่นเดียวกับในการบำบัดคู่ … พาร์ทของการกลับมาฝึกตระหนัก และเข้าใจ pattern การรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางของตนเอง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

แต่หากเราสามารถกลับไปตระหนัก ทำความเข้าใจ และยอมรับความรู้สึกพวกนี้ว่าเป็นความรู้สึกที่เกิดได้ในใจของคนคนหนึ่งที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย
ความรู้สึกเปราะบางนี้ จะกลายเป็น กุญแจสำคัญ ในการกลับมา รักษา และเติมเต็มความรัก ความผูกพันต่อกันในความสัมพันธ์ได้อย่างน่าทึ่ง

——————————————

ซึ่งในหนัง… Nick กลับไปเผชิญหน้า และ สื่อสารมันออกมาได้อย่างสวยงาม จนทำให้ Judy รับรู้ถึงความรัก และคุณค่าที่ Nick มีให้กับเธอ และทำให้ Judy เอง ก็พร้อมที่จะแชร์ความรู้สึกเปราะบางในใจของตัวเองให้ Nick ได้รับรู้ด้วยเช่นกัน

Nick :
“The truth is I don’t want you getting hurt… because no one else in the world matters to me more than you do.”
“ความจริงคือ… ฉันไม่อยากเห็นเธอเจ็บเลย เพราะไม่มีใครในโลกนี้สำคัญกับฉันได้มากไปกว่าเธอแล้ว”

Judy:
“You’re my pack. I only take what you say personally because you’re the only one in my life who ever believed in me… Even when I don’t believe in myself. And I should have told you that. And no one else in the world matters to me more than you do, either… and the thought of losing you scares me”
“เธอคือฝูงของฉันนะ… ฉันถึงเก็บทุกคำพูดของเธอมาใส่ใจ ก็เพราะเธอเป็นคนเดียวในชีวิตที่เคยเชื่อในตัวฉัน… แม้ในตอนที่ฉันเองยังไม่เชื่อตัวเองเลยก็ตาม และฉันควรจะบอกเธอตั้งนานแล้วว่า ไม่มีใครบนโลกนี้สำคัญสำหรับฉันได้มากไปกว่าเธออีกแล้ว… แค่ความคิดว่าฉันอาจจะเสียเธอไป ก็ทำฉันกลัวมากแล้ว”

การที่ทั้งคู่ สื่อสาร “ความกลัว” ในใจของตัวเองออกไป เป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ต่างฝ่าย ต่างรับรู้ว่า “ฉันสำคัญและมีความหมายสำหรับเธอแค่ไหน” ได้ชัดเจนมากขึ้น และนี่ คือปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยเสริมให้เกิดความรู้สึกผูกพัน และวางใจต่อกันและกันได้มากขึ้นระหว่างคู่รัก

และเมื่อคู่รักได้เข้าใจ pattern การรับมือกับอารมณ์เปราะบางของกันและกันมากขึ้น บาดแผลจากความห่างเหินในความสัมพันธ์ก็จะลดน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยความรัก ความผูกพัน ที่จะช่วยให้ทั้งคู่กลับมาพูดคุยถึงปัญหา หรือความท้าทายต่างๆ ที่เผชิญในความสัมพันธ์ด้วยความรู้สึกแบบใหม่

ดังนั้น ในการบำบัดคู่จึงไม่ใช่พื้นที่ในการแนะนำ ว่าคู่รักควรทำอย่างไรกับปัญหา แต่เป็นพื้นที่ในการกลับมาทำความเข้าใจ pattern ในการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางของตนเอง และสามารถ “เติมเต็มความผูกพันที่จางหายไป” ด้วยตัวพวกเขาเอง

และเมื่อความสัมพันธ์ถูกเติมเต็มจนมั่นคง คู่รักจะพร้อมกลับไปเผชิญความท้าทายต่างๆ ด้วยตัวพวกเขาเองต่อไป
——————————————
Note ทิ้งท้าย :
ใน Zootopia2 Nick กับ Judy ไม่ได้เอา Couple Therapy มาเป็นส่วนที่ฉายภาพความเข้าใจกันและกันในความสัมพันธ์มากนัก แต่ใช้ “เหตุการณ์วิกฤต” ที่เกือบจะสูญเสียกันและกันไป มาเป็นส่วนกระตุ้น ให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้ที่จะสื่อสารความรู้สึกเปราะบางเหล่านี้ในใจมากขึ้น จนสามารถกลับมารับรู้ถึงความรัก และคุณค่าที่ทั้งคู่มีให้กันได้

แต่ในชีวิตจริง…เราอาจจะไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเหตุการณ์วิกฤตแบบ Nick กับ Judy ก็ได้ เพราะเราอาจจะไม่ได้โชคดี ที่ยังมีโอกาสและช่วงจังหวะเวลาที่พอดีกันในการกลับมาสื่อสารกันแบบในหนัง

การกลับมาตระหนักรู้และเข้าใจตัวเองมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความห่างเหินขึ้นในความสัมพันธ์ จึงย่อมดีกว่าการปล่อยให้ความห่างเหินเกิดขึ้นและต้องกลับมารักษาบาดแผลทางความรู้สึกที่เราอาจจะเผลอสร้างขึ้นในความสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ

และสุดท้ายนี้ … Nick และ Judy พวกเธอเก่งมากๆ เลยนะ 🙂

 

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

Picture of ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง “การให้อภัยตัวเอง” ทำได้ยังไงบ้าง 1. ยอมรับความผิดพลาดโดยไม่ตัดสินตัวเอง การยอมรับความผิดพลาด ไม่ได้หมายความว่าเรายอมแพ้ หรือยอมรับว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่คือการเข้าใจว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยังมีสิ่งที่ไม่รู้ ไม่แน่ใจ และความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การยอมรับความจริง เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต 2. แยก “การกระทำ” ออกจาก “คุณค่าในตัวเอง” ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวตนของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงพฤติกรรม การกระทำ หรือการตัดสินใจในบางช่วงเวลา และบางสถานการณ์ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเราเสมอไป เมื่อเราแยกความผิดพลาดออกจากคุณค่าในตัวเองได้ เราจะมองตัวเองอย่างเป็นธรรมมากขึ้น และไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดมากำหนดว่าเราเป็นใคร 3. ใช้คำพูดเชิงบวกกับตัวเอง การพูดกับตัวเองในแง่ลบ เช่น “ทำไมถึงทำแบบนี้” หรือ “ทำไมไม่เก่งเหมือนคนอื่น” มักทำให้เรารู้สึกแย่ และบั่นทอนความมั่นใจ ลองปรับมาใช้คำพูดที่อ่อนโยนและเป็นจริงกับตัวเองมากขึ้น เช่น “เราทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์นั้น” หรือ “ทุกคนล้วนมีวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ” คำพูดเหล่านี้ช่วยให้ใจเราผ่อนคลาย และให้อภัยตัวเองได้ง่ายขึ้น 4. ตั้งขอบเขตและนิยามของคำว่า “ให้อภัยตัวเอง” ให้ชัดเจน การให้อภัยตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการลืมความผิดพลาด หรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คือการตั้งขอบเขตในใจ ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกผิดมาทำร้ายเราอย่างต่อเนื่อง และไม่ให้ความรู้สึกผิดนั้นมาควบคุมการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน การให้อภัยตัวเองคือ การยอมรับและรับผิดชอบต่อความผิดพลาด พร้อมกับเรียนรู้ และให้โอกาสตัวเองได้เติบโต โดยไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งชีวิต

“ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญง่ายๆ ที่มีความหมายกับใจ

การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง

Read More »
"ความหวังดี" เป็นสิ่งที่หลายคนอยากมอบให้กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อน เพราะเราตั้งใจดี อยากให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือหลุดพ้นจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ในบางครั้ง หาก “ความหวังดี” นั้นไม่มีขอบเขต ก็อาจทำให้เราลืมตัว และเผลอทำสิ่งที่เกินขอบเขต จนกลายเป็นผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้

4 “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต จนส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์

บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้

Read More »
รักตัวเอง

รักตัวเองอย่างไร ในมุมนักจิตวิทยา

การรักตัวเอง (Self-Love) เป็นคำที่หลายคนคุ้นหูแต่ความหมายของคำนี้กลับถูกตีความไปหลากหลายรูปแบบ บางครั้งอาจถูกเข้าใจว่าเป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือการตามใจตัวเองมากเกินไป บทความนี้จะชวนมาทำความเข้าใจคำนี้ ในมุมมองของนักจิตวิทยากันให้มากขึ้น

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save