Zootopia 2 : สะท้อนกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) ผ่าน Nick กับ Judy

zootopia
บทความนี้จะชวนมาสำรวจแง่มุมในเชิงกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) จากภาพยนต์ zootopia 2 ท่ีเป็นการสะท้อนถึงการการแชร์ความรู้สึกที่เปราะบาง ว่าสามารถเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้อย่างไรบ้าง

#spoiler alert!

โดยปกติแล้ว ความรู้สึกที่เปราะบาง เช่น กลัว (fear) เศร้า (sad) กังวล (anxious) ไม่มั่นคง (insecure) โดดเดี่ยว (lonely) มักเป็นความรู้สึกที่คนเรามองในแง่ลบ และไม่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกพวกนี้
แต่ในการบำบัดคู่ ความรู้สึกเหล่านี้กลับเป็นกุญแจสำคัญในการกลับมารักษาบาดแผลทางความสัมพันธ์ และสร้างความผูกพันเชื่อมโยงกันของคู่รักที่มั่นคงมากขึ้น

เพราะโดยธรรมชาติแล้ว คนเราจะมี “กลไกในการป้องกันตนเอง” จากความรู้สึกทางลบที่เกิดขึ้น และมักจะเป็นการรับมือที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ จนหลายๆ คนอาจจะไม่ทันได้เข้าใจถึงที่มาของพฤติกรรมของตัวเองด้วยซ้ำ
เช่น ในกรณีของ Nick จากบทที่ Nick ได้พูดกับ Judy เพื่ออธิบายถึงกลไกการรับมือกับความกลัวที่เกิดขึ้น หากเกิดอันตรายขึ้นกับ Judy

“I am an emotionally insecure source of your discomfort who is not good at expressing his emotions…Instead of telling you that you’re the best thing that’s ever happened to me, I make jokes about your ears and tell you that you try too hard”
“แทนที่ฉันจะบอกเธอว่าเธอคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน… ฉันกลับชอบแซวหูเธอบ้าง บอกว่าเธอพยายามมากเกินไปบ้าง”

บทนี้ของ Nick สะท้อนให้เห็นถึงกลไกในการรับมือกับความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจ และ Nick เลือกที่จะทำให้เป็นเรื่องตลก (Humor) เพื่อ “หลีกเลี่ยง” การแสดงออกถึงอารมณ์ที่แท้จริง ทำให้ความรู้สึกดูชิล ไม่ซีเรียส ทำเหมือนไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตัดสิน หรือปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง พูดง่ายๆ คือ ในใจของ Nick ก็คงกลัวไม่น้อย ที่จะแสดงความรู้สึกรักและเป็นห่วง Judy ออกไปตรงๆ เลยทำเป็นพูดแซว หรือตำหนิอีกฝ่ายว่าพยายามมากเกินไปแทน

——————————————

คำถามสำคัญ คือ เราตระหนัก และรู้ทันพฤติกรรมที่ตอบสนองอย่างอัตโนมัติของตัวเราเองแค่ไหน?

เพราะบางพฤติกรรม เช่น การแซว ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสนุก ไม่มีอะไรจริงจัง แต่มันก็อาจจะส่งผลให้คนที่เรารัก “รู้สึก” อะไรบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ และเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความห่างเหิน” ในความสัมพันธ์ได้

ในช่วงแรกของการบำบัดคู่ การทำความเข้าใจ pattern การตอบสนองอารมณ์เปราะบางของตนเอง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญ มากกว่าการพยายามหา “ทางแก้ไข” ปัญหาที่คู่รักกำลังเผชิญ เพราะถ้าเรายังไม่เข้าใจที่มาและจุดเริ่มต้นของความห่างเหินที่เกิดขึ้น ก็คงเหมือนการที่เราพยายามกินยาแก้ปวด เพื่อให้คลายความเจ็บปวดชั่วขณะ โดยที่ไม่รักษาที่ต้นตอของโรคอย่างแท้จริง

ตัวอย่าง pattern ในการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางจาก Nick ในฉากที่พยายามแซว Judy ในช่วงปีนหน้าผาขึ้นไปหาข้อมูลสืบคดีต่อ จนปากกาแครอทร่วงลงไปและแตก ซึ่งอาจทำให้ Judy รับรู้ถึง “ความไม่จริงจัง” ที่อาจถูกตีความเป็น “ความไม่ใส่ใจ” ในสิ่งที่ Judy มุ่งมั่นและพยายามทำเพื่อพิสูจน์การเป็น Partner ของเราได้

และในฉากที่ทั้งคู่ปีนขึ้นไปถึง Honeymoon Logdeรู้สึกกลัวว่าจะถูกจับ และพยายามบอกให้ Judy หนี จนพูดออกไปว่า มันคงไม่คุ้มค่าในการทำสิ่งนี้หรอก ซึ่งเป็นการรับมือในรูปแบบของ Nick ที่เมื่อรู้สึกกลัวจะเลือกวิธีการ “หลีกหนี” ก่อนเสมอ แต่การหนีของ Nick กลับทำให้ Judy รู้สึกไม่มั่นคง และเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับการเป็น Partner กันมากขึ้น หรือว่าเราแตกต่างกันเกินไปนะ…

——————————————

แต่การจะให้ Nick ที่ใช้ชีวิตด้วยการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางในใจด้วยวิธีการ “หลีกหนี” มาตลอด (และเป็นกลไกที่เกิดขึ้นอัตโนมัติด้วย) เปลี่ยนมาใช้วิธีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในทันทีก็คงไม่ง่ายซะทีเดียว
การจะต้องพูดความรู้สึกที่เปราะบางออกมา มันคงมีทั้งความกลัวการถูกตัดสิน กลัวการถูกปฏิเสธจากผู้อื่น และอีกหลายๆ อย่างที่จะกลัวได้

และสิ่งน่ากลัวที่สุด คือ “ตัวเอง” เพราะการพูดความรู้สึกเปราะบางที่อยู่ในใจออกมา คือกระบวนการในการ “เผชิญหน้า” และ “ยอมรับ” กับความรู้สึกนั้นของตัวเอง

Nick ต้องเผชิญกับการรับรู้ว่า ตัวเอง “กลัว” ซึ่งมันอาจจะขัดกับคุณค่าและตัวตนที่ Nick พยายามสร้างขึ้นมาภายนอกให้ดูแข็งแกร่ง และชิล เพื่อปกปิดความรู้สึกที่ดูน่าอ่อนแอนี้เอาไว้
การกลับมา เผชิญหน้ากับความกลัว และยอมรับว่า เรากลัว ก็อาจจะไม่ต่างกับการยอมรับว่าตนเอง อ่อนแอ
ทำให้การเผชิญหน้ากับความรู้สึกเหล่านี้ … ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลยสำหรับ Nick

เช่นเดียวกับในการบำบัดคู่ … พาร์ทของการกลับมาฝึกตระหนัก และเข้าใจ pattern การรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางของตนเอง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

แต่หากเราสามารถกลับไปตระหนัก ทำความเข้าใจ และยอมรับความรู้สึกพวกนี้ว่าเป็นความรู้สึกที่เกิดได้ในใจของคนคนหนึ่งที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย
ความรู้สึกเปราะบางนี้ จะกลายเป็น กุญแจสำคัญ ในการกลับมา รักษา และเติมเต็มความรัก ความผูกพันต่อกันในความสัมพันธ์ได้อย่างน่าทึ่ง

——————————————

ซึ่งในหนัง… Nick กลับไปเผชิญหน้า และ สื่อสารมันออกมาได้อย่างสวยงาม จนทำให้ Judy รับรู้ถึงความรัก และคุณค่าที่ Nick มีให้กับเธอ และทำให้ Judy เอง ก็พร้อมที่จะแชร์ความรู้สึกเปราะบางในใจของตัวเองให้ Nick ได้รับรู้ด้วยเช่นกัน

Nick :
“The truth is I don’t want you getting hurt… because no one else in the world matters to me more than you do.”
“ความจริงคือ… ฉันไม่อยากเห็นเธอเจ็บเลย เพราะไม่มีใครในโลกนี้สำคัญกับฉันได้มากไปกว่าเธอแล้ว”

Judy:
“You’re my pack. I only take what you say personally because you’re the only one in my life who ever believed in me… Even when I don’t believe in myself. And I should have told you that. And no one else in the world matters to me more than you do, either… and the thought of losing you scares me”
“เธอคือฝูงของฉันนะ… ฉันถึงเก็บทุกคำพูดของเธอมาใส่ใจ ก็เพราะเธอเป็นคนเดียวในชีวิตที่เคยเชื่อในตัวฉัน… แม้ในตอนที่ฉันเองยังไม่เชื่อตัวเองเลยก็ตาม และฉันควรจะบอกเธอตั้งนานแล้วว่า ไม่มีใครบนโลกนี้สำคัญสำหรับฉันได้มากไปกว่าเธออีกแล้ว… แค่ความคิดว่าฉันอาจจะเสียเธอไป ก็ทำฉันกลัวมากแล้ว”

การที่ทั้งคู่ สื่อสาร “ความกลัว” ในใจของตัวเองออกไป เป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ต่างฝ่าย ต่างรับรู้ว่า “ฉันสำคัญและมีความหมายสำหรับเธอแค่ไหน” ได้ชัดเจนมากขึ้น และนี่ คือปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยเสริมให้เกิดความรู้สึกผูกพัน และวางใจต่อกันและกันได้มากขึ้นระหว่างคู่รัก

และเมื่อคู่รักได้เข้าใจ pattern การรับมือกับอารมณ์เปราะบางของกันและกันมากขึ้น บาดแผลจากความห่างเหินในความสัมพันธ์ก็จะลดน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยความรัก ความผูกพัน ที่จะช่วยให้ทั้งคู่กลับมาพูดคุยถึงปัญหา หรือความท้าทายต่างๆ ที่เผชิญในความสัมพันธ์ด้วยความรู้สึกแบบใหม่

ดังนั้น ในการบำบัดคู่จึงไม่ใช่พื้นที่ในการแนะนำ ว่าคู่รักควรทำอย่างไรกับปัญหา แต่เป็นพื้นที่ในการกลับมาทำความเข้าใจ pattern ในการรับมือกับอารมณ์ที่เปราะบางของตนเอง และสามารถ “เติมเต็มความผูกพันที่จางหายไป” ด้วยตัวพวกเขาเอง

และเมื่อความสัมพันธ์ถูกเติมเต็มจนมั่นคง คู่รักจะพร้อมกลับไปเผชิญความท้าทายต่างๆ ด้วยตัวพวกเขาเองต่อไป
——————————————
Note ทิ้งท้าย :
ใน Zootopia2 Nick กับ Judy ไม่ได้เอา Couple Therapy มาเป็นส่วนที่ฉายภาพความเข้าใจกันและกันในความสัมพันธ์มากนัก แต่ใช้ “เหตุการณ์วิกฤต” ที่เกือบจะสูญเสียกันและกันไป มาเป็นส่วนกระตุ้น ให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้ที่จะสื่อสารความรู้สึกเปราะบางเหล่านี้ในใจมากขึ้น จนสามารถกลับมารับรู้ถึงความรัก และคุณค่าที่ทั้งคู่มีให้กันได้

แต่ในชีวิตจริง…เราอาจจะไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเหตุการณ์วิกฤตแบบ Nick กับ Judy ก็ได้ เพราะเราอาจจะไม่ได้โชคดี ที่ยังมีโอกาสและช่วงจังหวะเวลาที่พอดีกันในการกลับมาสื่อสารกันแบบในหนัง

การกลับมาตระหนักรู้และเข้าใจตัวเองมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความห่างเหินขึ้นในความสัมพันธ์ จึงย่อมดีกว่าการปล่อยให้ความห่างเหินเกิดขึ้นและต้องกลับมารักษาบาดแผลทางความรู้สึกที่เราอาจจะเผลอสร้างขึ้นในความสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ

และสุดท้ายนี้ … Nick และ Judy พวกเธอเก่งมากๆ เลยนะ 🙂

 

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

พวกเราไม่ส่งจดหมายขยะ หรือ Spam และสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เพิ่มเติมได้ที่นี่

Picture of ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

ถ้อยคำเหล่านี้คุ้น ๆ บ้างมั้ย? Hyper-Independence: เมื่อประสบการณ์ในอดีต ทำให้เราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป “ต้องทำทุกอย่างเอง จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่น” “ถ้าขอให้คนอื่นช่วย แปลว่าเราอ่อนแอ” “ทำเองง่ายกว่า ไม่ต้องพึ่งคนอื่นน่ะดีแล้ว” คุณเคยคิดหรือพูดกับตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้บ้างไหม? การพึ่งพาตัวเองเป็นทักษะที่มีประโยชน์ แต่เมื่อเรารู้สึกว่าต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองอยู่เสมอ แม้ในวันที่เหนื่อยล้าหรือจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังพึ่งพาตัวเองมากเกินไป รูปแบบพฤติกรรมนี้เรียกว่า Hyper-Independence ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายการพึ่งพาตัวเองอย่างสุดโต่งและไม่ยืดหยุ่น ไม่ใช่โรคทางจิตเวชหรือการวินิจฉัยทางคลินิกอย่างเป็นทางการ The Standard Hyper-Independence คืออะไร Hyper-Independence คือรูปแบบการพึ่งพาตัวเองมากเกินไป จนรู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้บางเรื่องอาจจำเป็นต้องให้คนอื่นช่วยก็ตาม พฤติกรรมนี้อาจแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้การทำเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อตัวเองก็ตาม รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจเมื่อมีคนพยายามช่วยเหลือ เพราะไม่คุ้นเคยกับการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น สร้างกำแพงในความสัมพันธ์ และยอมให้คนอื่นเข้ามาสนิทสนมด้วยได้ยาก แบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว จนเกิดความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ หรือเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) สิ่งสำคัญคือ การพึ่งพาตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเรารู้สึกว่าไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย แม้ในเวลาที่ต้องการจริง ๆ การกลับมาสำรวจพฤติกรรมของตัวเองอาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น การพึ่งพาตัวเองมากเกินไป เกิดมาจากอะไรได้บ้าง พฤติกรรม Hyper-Independence อาจเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาคนอื่นได้ หรือการขอความช่วยเหลือไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ทำให้ผิดหวัง จนรู้สึกว่าความช่วยเหลือจากคนอื่นเชื่อถือไม่ได้หรือไม่มั่นคง การเรียนรู้ว่าการขอความช่วยเหลือเท่ากับความอ่อนแอ ทำให้รู้สึกว่าการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การต้องเป็นผู้ดูแลคนอื่นตั้งแต่วัยเด็ก จนคุ้นเคยกับการรับผิดชอบและจัดการปัญหาด้วยตัวเอง การขาดแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง จนไม่คุ้นชินกับการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่ติดตัวมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่พึ่งพาตัวเองสูงจะมีประสบการณ์ในอดีตแบบเดียวกัน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของตัวเองจึงสำคัญกว่าการรีบสรุปว่าตัวเองเป็นอะไร จริง ๆ แล้ว การพึ่งพาตัวเองก็เคยมีประโยชน์กับเรา การที่เราพัฒนาพฤติกรรมบางอย่างขึ้นมา อาจเป็นเพราะพฤติกรรมนั้นเคยช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ในอดีตได้ ตัวอย่างเช่น หากเราเคยต้องการความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเรา เราอาจเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังจากการคาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่น การพึ่งพาตัวเองจึงอาจเคยช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัย และรู้สึกว่าสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้มากขึ้น แต่เมื่อสังเกตพฤติกรรมนี้หลาย ๆ ครั้ง เราอาจพบว่า สิ่งที่เคยช่วยเราในอดีต อาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับเราในวันนี้อีกต่อไป การพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองอาจทำให้เราเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ขณะที่การสร้างกำแพงและไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาใกล้ ก็อาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ดังนั้น ในวันนี้ การพึ่งพาตัวเองมากเกินไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราอีกแล้ว และเราอาจเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างได้ แล้วเราจะค่อย ๆ ปรับได้อย่างไรบ้าง เป้าหมายไม่ใช่การเลิกเป็นคน Independent หรือเปลี่ยนจากการพึ่งพาตัวเองไปเป็นการพึ่งพาคนอื่นทั้งหมด แต่คือการ ยืดหยุ่นกับตัวเองมากขึ้น และมองเห็นว่าเรามีทางเลือกในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าหนึ่งทาง ฝึกขอความช่วยเหลือในเรื่องเล็ก ๆ ลองเริ่มจากการฝึกรับหรือขอความช่วยเหลือในเรื่องเล็กน้อย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ก่อน อาจเป็นการให้เพื่อนร่วมงานช่วยงานบางส่วน หรือพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังลำบากใจอยู่เล็กน้อยก็ได้ การเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อาจช่วยให้เราค่อย ๆ คุ้นเคยกับการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของเรามากขึ้น เปลี่ยนจาก Hyper-Independence เป็น Interdependence ลองค่อย ๆ ปรับจากความคิดที่ว่า “ฉันต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” มาเป็นการเข้าใจว่า การดูแลตัวเองและการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นสามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ เราอาจดูแลตัวเองได้ในหลายเรื่อง แต่ในบางเวลา เราก็สามารถขอให้คนอื่นช่วยเหลือได้เช่นกัน การมีคนอื่นคอยสนับสนุนไม่ได้หมายความว่าเราสูญเสียความเป็นอิสระ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เราทั้งดูแลตัวเองและเชื่อมโยงกับคนรอบข้างได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ท้าทายความเชื่อของตัวเองทีละนิด ความเชื่อที่เรามีอาจส่งผลต่อพฤติกรรมที่เราแสดงออก ลองกลับมาสำรวจความคิดที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น หากเราเชื่อว่า “ขอความช่วยเหลือ = อ่อนแอ” ลองถามตัวเองว่า การขอความช่วยเหลือทำให้เราอ่อนแอจริง ๆ หรือไม่? คนที่เข้มแข็งจำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองจริงหรือ? หากเราเชื่อว่า “ถ้าพึ่งคนอื่น สุดท้ายเขาจะทำให้เราผิดหวังอยู่ดี” ลองทบทวนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงทุกครั้งหรือไม่? เคยมีครั้งไหนบ้างที่คนอื่นช่วยเราได้โดยที่เราไม่ผิดหวัง? การตั้งคำถามกับความเชื่อเหล่านี้อาจช่วยให้เรามองเห็นมุมอื่น ๆ และกลับมาทบทวนว่า แท้จริงแล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้ การเป็นอิสระ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกอย่างคนเดียว เป้าหมายของเราไม่ใช่การเปลี่ยนจาก Independent เป็น Dependent แต่คือการทำให้ตัวเองมองเห็นว่า เรามี “ตัวเลือก” ระหว่างการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง กับการยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องที่จำเป็น เพราะการมี Connection กับคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียความเป็นอิสระ แต่การเปิดรับความช่วยเหลืออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราดูแลตัวเองได้อย่างยืดหยุ่นและสมดุลมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเก่งหรือเข้มแข็งตลอดเวลา และไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพังเสมอไป บางครั้ง การยอมรับว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการดูแลตัวเองเช่นกัน

Hyper-Independence : เมื่อเราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป

เคยรู้สึกไหมว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากเป็นภาระของใคร? ทำความรู้จัก Hyper-Independence รูปแบบการพึ่งพาตัวเองมากเกินไปที่อาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในอดีต พร้อมสำรวจผลกระทบและวิธีค่อย ๆ เปิดรับความช่วยเหลือจากคนอื่น

Read More »
ตอนเป็นเด็ก เราอาจแค่นั่งข้างกันในห้องเรียนไม่กี่วัน ก็รู้สึกเป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนได้แล้ว แต่พอโตขึ้น การจะหาเพื่อนใหม่ จนรู้สึกสนิทกับกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้น แม้จะเป็นคนที่เราคุยถูกคอหรือเจอกันบ่อยก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าเราเข้าสังคมไม่เก่งเหมือนเดิม เข้ากับคนอื่นยากขึ้น หรือมีอะไรผิดปกติกับตัวเรา แต่อาจเป็นเพราะเมื่อเราโตขึ้น เงื่อนไขในการสร้างความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไป จนทำให้การมีเพื่อนสนิทคนใหม่ไม่ง่ายเหมือนตอนเด็ก แล้วอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปบ้าง เรามีช่วงเวลาที่ “ไม่มีเป้าหมาย” น้อยลง ตอนเป็นเด็ก เรามีเวลาที่ไม่ได้มีเป้าหมายกับเพื่อนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการพักเที่ยง เดินกลับบ้าน นั่งเล่นบ้านเพื่อน หรือใช้เวลาหลังเลิกเรียนด้วยกัน ช่วงเวลาเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้รู้จักกันในรายละเอียด สะสมมิตรภาพ และค่อย ๆ สนิทกันโดยไม่จำเป็นต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์อย่างจริงจัง แต่เมื่อโตขึ้น ทุกนาทีของเรากลับถูกแบ่งออกเป็นงาน ภาระ และการเดินทาง การนัดเจอกันจึงมักต้องมีการวางแผนและมีเวลาจำกัด แม้จะเจอกันบ่อย เราก็อาจไม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนชีวิตในมิติอื่น ๆ ร่วมกันมากนัก นอกเหนือจากเรื่องงานหรือเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เรา “เปิดเผยตัวเอง” ยากขึ้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจพูดกับเพื่อนได้อย่างง่ายดายว่า “วันนี้ที่บ้านทะเลาะกัน” “เรากลัวเรื่องนี้” “เราไม่เก่งเลย” หรือ “เราเสียใจ” และ “เราไม่รู้จะทำยังไง” เราอาจไม่ได้คิดมากว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร แต่เมื่อโตขึ้น เราเริ่มรู้สึกว่ามีภาพลักษณ์บางอย่างที่ต้องรักษาไว้มากขึ้น เราอาจเริ่มคิดว่า “พูดเรื่องนี้ดีไหม?” “เขาจะคิดว่าเราอ่อนแอหรือเปล่า?” หรือ “นี่จะเป็นภาระของเขาไหม?” เราจึงอาจคุยกับคนหลายคนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกว่ามีใครสักคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา เรา “เลือกใช้เวลา” กับคนอื่นมากขึ้น ตอนเด็ก เราอาจเลือกเพื่อนจากคนที่อยู่รอบตัว เช่น เรียนห้องเดียวกัน บ้านอยู่ใกล้กัน หรือเล่นกีฬาเดียวกัน โดยที่แทบไม่ได้ถามตัวเองเลยว่า “คนนี้เข้ากับเราได้ไหม” เพียงแค่ได้อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ มิตรภาพก็อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อโตขึ้น เวลาของเรามีจำกัดมากขึ้น เราจึงต้องตัดสินใจว่าจะใช้มันกับใคร หรือความสัมพันธ์ไหนที่เราอยากลงทุนเวลาและพลังใจลงไป เราอาจรู้จักคนมากมาย แต่คนที่เราได้เจอ ได้พูดคุย และได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งจริง ๆ อาจมีไม่กี่คน แล้วเราจะทำอย่างไรให้ “สนิท” กับใครสักคนได้มากขึ้น? ค่อย ๆ ใช้เวลาในการรู้จักกัน ไม่ต้องรีบหรือกดดันตัวเอง ความสนิทสนมต้องใช้เวลา เราไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจว่าใครจะกลายเป็น “เพื่อนสนิท” ของเรา แต่ลองปล่อยให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ พัฒนาไป สร้างเวลาให้ได้อยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องมีธุระ อาจเป็นการชวนไปเดินเล่น นั่งคุยหลังเลิกงาน กินข้าวด้วยกัน หรือทักไปคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง เพราะความสนิทอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาธรรมดา ๆ ที่เราได้ใช้ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ เปิดใจในความสัมพันธ์ทีละนิด เราไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเรื่องในชีวิต แต่ลองให้อีกฝ่ายเห็นตัวเราที่ไม่ได้โอเคบ้าง เช่น การบอกว่า “ช่วงนี้เราก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” เพราะการเปิดเผยตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจช่วยให้อีกฝ่ายกล้าเปิดใจกลับมามากขึ้น และทำให้เราได้รู้จักกันในมิติที่ลึกกว่าเดิม การมีเพื่อนสนิทมากหรือน้อย เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความสบายใจของแต่ละคน ถ้าเราไม่ได้รู้สึกว่าขาด ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปหาเพื่อนเพิ่มเพียงเพราะคิดว่าควรมี แต่ถ้าเราอยากมีใครสักคนเพิ่มเข้ามาในชีวิต ก็ลองเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในแบบที่เป็นตัวเราเอง เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีคนอยู่รอบตัวกี่คน แต่อยู่ที่ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีทำให้เราสามารถเป็นตัวเอง และรู้สึกสบายใจมากแค่ไหน

ยิ่งโตยิ่งหาเพื่อนยาก? ทำไมการมีเพื่อนสนิทถึงยากขึ้นเมื่อเป็นผู้ใหญ่

เมื่อโตขึ้น ทำไมการมีเพื่อนสนิทคนใหม่จึงยากกว่าเดิม? ชวนสำรวจ 3 สิ่งที่เปลี่ยนไปตามวัย ทั้งเวลาที่มีน้อยลง การเปิดเผยตัวเองที่ยากขึ้น และการเลือกใช้เวลากับคนอื่น พร้อมแนวทางค่อย ๆ สร้างมิตรภาพใหม่ โดยไม่ต้องกดดันตัวเอง

Read More »
เวลาพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป หรือการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญในชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว ความสูญเสียไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การที่ความสัมพันธ์หนึ่งจบลง การต้องบอกลาคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ หรือแม้แต่การสูญเสียอนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า โหยหา และสูญเสียได้เช่นกัน และนี่อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจคำว่า “ภาวะอกหัก” ได้มากขึ้น เมื่อพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงอะไร? เรามักจะนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป เมื่อบุคคลใกล้ชิด หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเสียชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว เวลาที่เรา “อกหัก” หรือพบว่าความสัมพันธ์หนึ่งได้จบลง แม้จะไม่ได้สูญเสียใครไปทั้งหมด แต่เราก็อาจกำลังเผชิญกับความสูญเสียในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะสิ่งที่หายไปอาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจรวมถึงความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ดังนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงอาจมีความหมายกับเรามากกว่าที่คิด และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวผ่านไป เพราะเมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เราต้องปล่อยมืออาจไม่ใช่แค่ “คนหนึ่งคน” เมื่อความสัมพันธ์หนึ่งลดลงหรือสิ้นสุดลง สิ่งที่เราจำเป็นต้องปล่อยมือไป อาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจรวมถึง คนที่คอยซัพพอร์ตเราและอยู่ตรงนั้นมาตลอด ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า และเป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน เพราะฉะนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงมีความหมายกับเรามากกว่านั้น และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การเยียวยาหลังความสูญเสียไม่ได้เป็นเส้นตรง เมื่อพูดถึงการเยียวยาหลังการสูญเสีย เราอาจเผลอคิดว่าตัวเองควรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ วันนี้เศร้า พรุ่งนี้ดีขึ้น แล้วสักวันหนึ่งก็คงหายดี แต่ในความเป็นจริง การรับมือกับความสูญเสียอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบนั้น แนวคิด Dual Process Model ของ Stroebe และ Schut อธิบายว่า ในช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความสูญเสีย เราอาจสลับไปมาระหว่างสองโหมด คือ Loss-Oriented และ Restoration-Oriented Loss-Oriented เป็นช่วงที่เราโหยหา ย้อนกลับไปคิดถึง ร้องไห้ เสียใจ รู้สึกตั้งแต่สิ้นหวังไปจนถึงโลงใจ ขณะที่พยายามทำใจยอมรับกับการสูญเสีย Restoration-Oriented เป็นช่วงที่เราพยายามรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความเศร้า เพื่อกลับมาใช้ชีวิตต่อ สองโหมดนี้สามารถสลับไปมาได้ บางวันเราอาจคิดถึงเขามากจนไม่อยากทำอะไรเลย แต่ในอีกวันหนึ่ง เราอาจกลับไปทำงาน ใช้ชีวิต หรือหัวเราะกับเพื่อนได้ตามปกติ และวันต่อมา ความเศร้าอาจกลับมาอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเรากำลัง “ถอยหลัง” หรือ วันที่เรากลับมาเศร้าอีก ไม่ได้แปลว่าเรามูฟออนไม่ได้ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ เพราะการก้าวผ่านความสูญเสียไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่เศร้า หรือลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว บางวันอาจจะยังยาก บางวันอาจจะยังเศร้า แต่ไม่เป็นไรเลย ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนะ

เข้าใจภาวะอกหัก ผ่านมุมมองความสูญเสีย (Loss & Grief)

เมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เราสูญเสียอาจไม่ใช่เพียง “คนหนึ่งคน” แต่รวมถึงความผูกพัน กิจวัตร บทบาท และอนาคตที่เคยวาดฝันไว้ด้วยกัน มาทำความเข้าใจภาวะอกหักผ่านมุมมอง Loss & Grief และ Dual Process Model ว่าทำไมความเศร้าจึงไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และการกลับมาเศร้าอีกครั้งไม่ได้แปลว่าเรากำลังถอยหลัง

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save