Self-Gaslighting: รู้สึกนะ แต่เสียงในหัวเรากลับบอกว่า “เราคงแค่คิดไปเอง”

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Gaslighting ซึ่งหมายถึงการที่ผู้กระทำค่อย ๆ บิดเบือนความจริง ทำให้ผู้ถูกกระทำเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ การรับรู้ หรือแม้แต่สติสัมปชัญญะของตัวเอง แต่ในบางครั้ง เมื่อเราเจอกับสถานการณ์แบบนี้บ่อย ๆ เราอาจเริ่ม “Gaslight ตัวเอง” โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Self-Gaslighting Self-Gaslighting คืออะไร? Self-Gaslighting คือการที่เราตั้งคำถามหรือปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่ความรู้สึกนั้น “เกิดขึ้นจริง” เรารู้สึก…แต่เสียงในหัวกลับบอกว่า “เราคิดมากไปเอง” “เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก เราอ่อนไหวเอง” “เรื่องแค่นี้เอง” “คนอื่นยังลำบากกว่าเราอีก” คำพูดเหล่านี้ทำให้เราค่อย ๆ ลดทอนความรู้สึกของตัวเอง มองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนสูญเสียความมั่นใจ และไม่ได้ตัดสินใจตามความเป็นจริงของตัวเอง ท้ายที่สุด เราอาจพลาดโอกาสในการเข้าใจและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แล้วจะทำยังไง ไม่ให้เรา Self-Gaslight ตัวเอง? 1. สังเกตคำพูดที่เราใช้กับตัวเอง เมื่อเกิดความรู้สึกด้านลบ เช่น โกรธ กลัว เสียใจ ลองถามตัวเองว่า เรายอมรับความรู้สึกนั้นตรง ๆ หรือกำลังใช้คำพูดลดทอนมันอยู่ 2. เรียกชื่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น ลองหยุดและถามตัวเองว่า “ตอนนี้เรารู้สึกอะไรอยู่กันแน่?” อาจเป็นความอึดอัด เศร้า น้อยใจ โมโห หรือท้อแท้ โดยยังไม่ต้องตัดสินว่าความรู้สึกนั้น “ถูกหรือผิด” เพียงแค่รับรู้และยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง 3. ทำความเข้าใจที่มาของความรู้สึก ลองสำรวจว่า...ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเกิดจากอะไร เช่น รู้สึกน้อยใจแฟน เพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยมีเวลาให้ ทั้งที่เราคิดถึง และอยากใช้เวลาร่วมกันในวันหยุด 4. ปรับคำพูดที่เราบอกตัวเอง เมื่อเข้าใจความรู้สึกแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเองให้ “รับฟัง” มากขึ้น จาก “เรื่องเล็กแค่นี้เอง คิดมากไปหรือเปล่า” เป็น “เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกจริง ๆ นะ” หรือจาก “ไม่น่าน้อยใจเลย” เป็น “เรามีสิทธิ์รู้สึกน้อยใจนะ แต่อาจต้องมาดูต่อว่ามันเกิดจากอะไร” การไม่ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่การอ่อนแอ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

Self-Gaslighting คือการที่เราปฏิเสธหรือบอกตัวเองว่า “คิดไปเอง” ทั้งที่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นจริง บทความนี้ชวนสำรวจสัญญาณของการลดทอนความรู้สึกตัวเอง และวิธีกลับมาเข้าใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ด้วย 5 Senses Grounding Technique

Grounding Technique คือเทคนิคที่ช่วยให้เรากลับมาโฟกัส และมีสติกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ช่วยให้จมอยู่กับความคิดหรือความกังวลน้อยลง เป็นการเปลี่ยนความสนใจจาก “ความคิด” กลับมาสู่ “ร่างกาย” วันนี้อยากชวนลองเทคนิคง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา นั่นคือ “5 Senses” ซึ่งเป็นการพาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา อยู่กับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ลองมองไปรอบ ๆ ตัวในตอนนี้ และโฟกัสกับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ระหว่างมอง ลองสังเกตรายละเอียดของสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด เช่น สีเป็นอย่างไร โทนเข้มหรืออ่อน พื้นผิวดูนุ่ม แข็ง หรือหยาบ มีลวดลายอะไรบ้าง รูปร่างเป็นแบบไหน กว้างหรือยาว ทึบหรือโปร่งแสงมากแค่ไหน อยู่กับ 4 สิ่งที่เราสัมผัสได้ ลองหยิบของใกล้ตัว หรือรับรู้สิ่งที่ร่างกายกำลังสัมผัสอยู่ จากนั้นค่อย ๆ โฟกัสรายละเอียดของสิ่งนั้น เช่น ผิวสัมผัสเป็นแบบไหน ลื่น ขรุขระ แข็ง หรือ นุ่ม รูปร่างเป็นอย่างไร มีส่วนโค้งหรือเหลี่ยมตรงไหน อุณหภูมิเป็นอย่างไร ร้อนหรือเย็น อยู่กับ 3 สิ่งที่เราได้ยิน เสียงไม่จำเป็นต้องดังหรือเด่น อาจเป็นเพียงเสียงพื้นหลังรอบตัว เช่น เสียงแอร์ เสียงคนคุยกัน หรือเสียงรอบข้างอื่น ๆ ลองสังเกตว่า เสียงดังหรือเบา มาจากทิศทางไหน เป็นเสียงสูงหรือต่ำ มีจังหวะต่อเนื่อง หรือขาดเป็นช่วง ๆ อยู่กับ 2 สิ่งที่เราได้กลิ่น ลองโฟกัสกลิ่นรอบตัว หรือหยิบสิ่งที่มีกลิ่นอ่อน ๆ มาดมเช่น ยาดม เทียนหอม หรือกลิ่นธรรมชาติ สังเกตว่า เป็นกลิ่นอะไร กลิ่นแรงหรืออ่อน ให้ความรู้สึกแบบไหน เช่น สดชื่น หรือหวาน อยู่กับ 1 สิ่งที่เราลิ้มรสได้ อาจเป็นช่วงที่กำลังกินหรือดื่มอะไรอยู่ หรือสังเกตรสที่ยังหลงเหลืออยู่ในปาก เช่น มีรสอะไรอยู่บ้าง เปรี้ยว หวาน ขม รสยังคงอยู่มากน้อยแค่ไหน สุดท้าย ลองหยุดและสังเกต “ความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้ การค่อย ๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นและค่อย ๆ คลายจากความคิดหรือความกังวลที่วนอยู่ในใจ

5 Senses Grounding Technique คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยดึงใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อลดความเครียด ความคิดฟุ้งซ่าน และความกังวลในชีวิตประจำวัน

ไหวไหม? เมื่อคำว่า “ไหว” อาจมาจากแรงกดดัน ไม่ใช่เสียงของตัวเอง

เวลาเจอคำถามจากคนอื่นว่า “ไหวไหม” คำตอบที่เรามักจะตอบออกไปก็คือ “ไหว” แต่คำว่า “ไหว” ของเราในแต่ละครั้ง อาจมีความหมายที่ไม่เหมือนกันก็ได้ บางครั้งคำว่า “ไหว” อาจหมายถึง เรารับมือกับสถานการณ์นั้นได้จริง ๆ แต่บางครั้ง “ไหว” อาจเกิดจาก ความจำเป็น ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ หรืออยากทำตามความคาดหวังของคนรอบตัว จึงอยากชวนทุกคนลองกลับมาสังเกตว่า...การตอบว่า “ไหว” ที่เราใช้กันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันนั้น มาจากเสียงของตัวเราจริงไหม เมื่อคำตอบ “ไหว” ไม่ได้มาจากเสียงของเรา หลายครั้งคำว่า “ไหว” อาจเกิดจาก "แรงกดดันภายนอก" คำตอบนี้มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกว่า ต้อง ควร กลัว ซึ่งเกิดจากความกดดัน หรือการรับรู้ความคาดหวังจากภายนอก เช่น เสียงของคนอื่น หรือความคาดหวังของสังคมมากกว่าความต้องการที่มาจากตัวเราเอง ตัวอย่างความคิดที่อาจเกิดขึ้น เช่น “คนอื่นไหว เราก็ต้องไหว” “เราควรจะไหวสิ ไม่งั้นคนอื่นเดือดร้อน” “ต้องไหว ไม่งั้นเราจะกลายเป็นคนขี้เกียจ” เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น คำว่า “ไหว” จึงอาจไม่ใช่เสียงที่แท้จริงของเรา “ไหว” แบบที่เราไม่ทันถามตัวเอง บางครั้งเราพูดคำว่า “ไหว” ออกมาแบบอัตโนมัติ โดยที่ยังไม่ได้กลับมาสำรวจตัวเองอย่างช้า ๆ เราบอกตัวเอง หรือบอกคนอื่นว่า “ไหว” ทั้งที่ยังไม่ได้หยุดฟังว่าความรู้สึกจริง ๆ ของเราตอนนั้นเป็นอย่างไร คำว่า “ไหว” จึงกลายเป็นเหมือนคำพูดที่ช่วยแยก หรือเก็บอารมณ์จริง ๆ ของเราเอาไว้ เพื่อให้เราสามารถเดินหน้าทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปได้ “ไหว” เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือก บางครั้งการบอกว่า “ไหว” อาจเกิดจากความรู้สึกว่าเรา ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเรากังวลว่า หากบอกว่า “ไม่ไหว” แล้ว เราอาจเสียโอกาส เสียภาพลักษณ์ หรือทำให้ใครบางคนผิดหวัง จึงทำให้เรารู้สึกว่าทางเลือกเดียวที่มีคือ ต้องไหว ลองกลับมาฟังเสียงของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่า คำว่า “ไหว” ในตอนนี้ อาจไม่ได้มาจากเสียงของเรา ลองเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้สำรวจความรู้สึก ด้วยคำถามเล็ก ๆ 3 ข้อนี้ 1. เช็กระดับความไหวของตัวเอง ลองให้คะแนนความไหวของตัวเองในช่วงนั้น เป็นระดับ 1–10 แทนการตอบแค่ว่าไหวหรือไม่ไหว วิธีนี้ช่วยให้เราเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดขึ้น 2. แยกว่าเกิดจาก “ความต้องการ” หรือ “ความกลัว” ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เราเลือกทำอยู่ตอนนี้ มาจาก ความต้องการของเราจริง ๆ หรือมาจาก ความกลัว การแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น 3. อนุญาตให้ตัวเอง “ไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง” ในแต่ละวัน เราอาจไหวมากหรือไหวน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่กำลังเจอ การอนุญาตให้ตัวเอง ไม่ไหวบ้าง ไม่ใช่ความล้มเหลว และไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเอง เมื่อความไหวมาจากหัวใจของเรา ความไหวที่มาจากความตั้งใจของเรา มักจะยังเหลือพื้นที่ให้เราได้พัก ได้ครุ่นคิด และได้กลับมาดูแลตัวเอง แต่ความไหวที่มาจากความกลัว หรือความคาดหวังของคนอื่น บางครั้งอาจผลักให้เราเดินต่อไป โดยทิ้งความรู้สึกของตัวเองไว้ข้างหลัง ดังนั้น ลองกลับมาฟังเสียงของตัวเองอีกครั้ง และอนุญาตให้ตัวเอง ไม่ไหวได้บ้าง เพราะการยอมรับว่าเราไม่ไหวในบางวัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลใจ ให้เราเดินต่อไปได้อย่างอ่อนโยนและมั่นคงมากขึ้น

เวลามีคนถามว่า “ไหวไหม” หลายครั้งเราตอบว่าไหวทั้งที่ข้างในอาจไม่ได้รู้สึกแบบนั้น บทความนี้ชวนสำรวจว่าเสียงนั้นมาจากตัวเราหรือแรงกดดันรอบตัว

ดูแลแฟนให้ถูกใจ ด้วย 5 Love Languages

การเข้าใจ “ภาษารัก” (Love Languages) ของอีกฝ่าย จะช่วยให้เราเข้าใจความตั้งใจภายใต้การกระทำ หรือความต้องการของอีกฝ่ายมากขึ้น เช่น จากเดิมที่เราอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนถึงอยากให้ซื้อดอกไม้ให้ หากเราเข้าใจว่าวิธีที่เขารับรู้ถึงความรักได้ดีที่สุดคือ การได้รับของขวัญ เราก็จะเข้าใจว่าการกระทำนั้นเป็นการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่เขามีต่อเรา ในทางกลับกัน หากเราไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนถึงชอบซื้อขนมมาให้ แม้จะบอกว่าช่วงนี้กำลังลดความอ้วนอยู่ แต่เมื่อเราเข้าใจว่าอีกฝ่ายอาจแสดงความรักผ่าน Acts of Service หรือการดูแลผ่านการกระทำ เราอาจเริ่มมองเห็นความตั้งใจดีและรู้สึกขอบคุณความห่วงใยของเขามากขึ้น แนวคิด 5 Love Languages มาจาก Dr. Gary Chapman ที่อธิบายว่า คนเรา แสดงออกและรับรู้ถึงความรักด้วยวิธีที่แตกต่างกัน และสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 รูปแบบ Words of Affirmation การแสดงความรักผ่านคำพูด การแสดงความรักผ่านการชม การพูดให้กำลังใจ การสร้างความมั่นใจ และการบอกถึงความห่วงใยที่มีต่ออีกฝ่าย Ideas ให้ของขวัญเป็นโน้ตหรือกระดาษที่เขียนข้อความแสดงความรัก สิ่งที่เราชื่นชมในตัวอีกฝ่าย หรือสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณที่มีเขาอยู่ในชีวิต เขียนจดหมายให้กำลังใจหลาย ๆ ฉบับ ให้เขาเปิดอ่านในอนาคต เช่น “จดหมายในวันที่เธอรู้สึกไม่ดีพอ” หรือ “จดหมายในวันที่ไม่ดีของเธอ” หากอยากพูดชม ลองใส่รายละเอียดมากขึ้น จากคำว่า “วันนี้สวย” เป็น “ชุดเดรสวันนี้สีเหมาะกับเธอมากเลย สวยมากเลยนะ” เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความใส่ใจมากขึ้น Acts of Service การดูแลผ่านการกระทำ การลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระของอีกฝ่าย เช่น การทำงานบ้าน หรือขับรถไปรับส่ง Ideas ทำงานบ้านทุกอย่างแทนแฟนไปเลยหนึ่งวัน ทำคูปองสำหรับช่วยทำบางอย่างให้แฟนใช้ในอนาคต เช่น คูปองล้างรถ คูปองนวดไหล่ หรือพาหมาไปเดินเล่น ทำอาหารให้แฟนแบบพิเศษ เช่น Breakfast in bed หรือ Dinner สุดหรู แต่ก็อย่าลืมล้างจานเองด้วยนะ Receiving Gifts การให้และการได้รับของขวัญ ของขวัญไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง สิ่งสำคัญคือ ความหมายของสิ่งที่เลือก ความพยายาม และความใส่ใจ ที่อยู่ในการให้ของขวัญนั้น Ideas ทำ “เกมล่าสมบัติ” ซ่อนของขวัญเล็ก ๆ ไว้ตามจุดต่าง ๆ ในบ้าน พร้อมโน้ตที่เล่าถึงเหตุการณ์ดี ๆ ในความสัมพันธ์ ให้ของที่อีกฝ่ายเคยบอกว่าอยากได้ หรือเคยพูดถึงมานาน เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเราใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด ให้ของขวัญที่เกี่ยวกับงานอดิเรกหรือกิจกรรมที่อีกฝ่ายชอบ เช่น หากชอบกาแฟ อาจเลือกอุปกรณ์หรือเมล็ดกาแฟหลายชนิดให้ Quality Time การมีเวลาคุณภาพร่วมกัน การใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ โดยให้ความสนใจกันและกันอย่างเต็มที่ ผ่านการพูดคุย รับฟังอย่างตั้งใจ และทำกิจกรรมร่วมกัน Ideas หากิจกรรมที่ทั้งสองคนชอบทำร่วมกัน และทำกิจกรรมนั้นโดยไม่เล่นโทรศัพท์ ย้อนรอยเดตแรก กลับไปยังสถานที่ที่เคยเจอกันครั้งแรก กินอาหารร้านเดิม และพูดคุยถึงความรู้สึกในวันนั้น วางแผนไปเดตกันในปีนี้อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อสร้างเวลาคุณภาพให้กันและกัน Physical Touch การสัมผัส การสัมผัสเป็นการสื่อถึงความใกล้ชิดและความรู้สึกปลอดภัย Ideas ทำสปาเล็ก ๆ ให้แฟนที่บ้าน เช่น จุดเทียนหอม ใช้น้ำมันหอมระเหย นวดให้ผ่อนคลาย หรือทำ skincare ให้กัน กอดแฟนให้นานกว่าปกติ (ประมาณ 20 วินาที) เพราะการกอดสามารถช่วยให้ร่างกายหลั่ง ฮอร์โมน oxytocin ที่ช่วยสร้างความผูกพัน การสัมผัสเล็ก ๆ ระหว่างวัน ก็ช่วยแสดงถึงความใส่ใจได้อย่างสม่ำเสมอ จริง ๆ แล้ว เราสามารถแสดง Love Language ได้ผ่านการกระทำเล็ก ๆ ในทุก ๆ วัน อย่าลืมฝึกกันบ่อย ๆ เพื่อให้ได้ดูแลกันและกัน และเข้าใจกันมากขึ้นนะ

5 Love Languages อธิบายว่าคนเราแสดงและรับรู้ความรักต่างกัน บทความนี้ชวนรู้จัก 5 ภาษารัก พร้อมไอเดียดูแลแฟนให้ตรงใจมากขึ้น

ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)…เคล็ดลับนักกีฬาโอลิมปิก ที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยน สร้างการเชื่อมต่อใหม่ และพัฒนาได้จากประสบการณ์ที่เราลงมือทำและวิธีคิดที่เราเลือกในแต่ละวัน ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต ช่วงนี้หลายๆ คนอาจได้ยินชื่อ ไอลีน กู่ (Eileen Gu) นักสกีฟรีสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน-จีนวัย 22 ปี ผู้คว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิกฤดูหนาวทั้งปี 2022 และ 2026 อีกทั้งยังเป็นนางแบบระดับโลกที่ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำและมีผลงานบนเวทีใหญ่ ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง ล่าสุดในการสัมภาษณ์หลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ผ่านมา ไอลีนได้พูดถึงกระบวนการคิดของตัวเองว่า ปกติเธอใช้เวลาอยู่กับ “การคิดทบทวนตนเอง เขียนบันทึก แยกแยะ วิเคราะห์กระบวนการคิดของตนเอง” และเชื่อว่า “เมื่อเราควบคุมวิธีคิดของตัวเองได้ เราก็จะควบคุมได้ว่าเราอยากจะเป็นใคร โดยเฉพาะเมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) จะอยู่ข้างเรา เธอเลยสามารถเป็นคนแบบที่อยากจะเป็นได้จริง ๆ” จริงๆ แล้ว Neuroplasticity หรือ “ความยืดหยุ่นของสมอง” ที่ไอลีนพูดถึง ไม่ได้เป็นเคล็ดลับพิเศษที่จำกัดอยู่แค่นักกีฬาโอลิมปิกแต่อย่างใด แต่หมายถึง ความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตามประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เซลล์ประสาท (Neurons) ที่มีอยู่นับล้านในสมองคนเราจะมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน หากเราทำพฤติกรรมใหม่ ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เซลล์ประสาทก็จะสร้างสะพานเชื่อมต่อเส้นใหม่ขึ้น และเมื่อเราทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ เส้นใยที่สร้างขึ้นก็จะถูกใช้และแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันพฤติกรรมไหนที่เลิกทำ เส้นใยนั้นจะไม่ได้ถูกใช้ ทำให้อ่อนแรงลงและถูกตัดทิ้งในที่สุด แปลว่า ถ้าเราทำสิ่งไหนซ้ำ ๆ สมองเราก็จะทำสิ่งนั้นเก่งขึ้นนั่นเอง เช่น การเรียนและฝึกพูดภาษาที่ 3 บ่อย ๆ ทำให้เราพูดภาษานั้นคล่องขึ้น การฝึกฝนวาดรูป ก็จะทำให้เราวาดได้ลายเส้นที่สวยขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงทักษะบางอย่าง แต่ยังรวมถึง “ความคิด” ของเราด้วย ถ้าเราคิดในด้านลบ เส้นใยที่เป็นสะพานเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเกี่ยวกับความคิดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นชุดรูปแบบ (pattern) ความคิดติดตัวเราได้ แม้ไอลีนจะบอกว่า เมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมองจะอยู่ข้างเรา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าอายุเท่าไหร่สมองก็จะยังยืดหยุ่นและสร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ ขึ้นได้เสมอ💡 โดยมีหลายสิ่งที่เราอาจทำได้ เช่น ✅เรียนภาษาใหม่ ✅ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ✅เรียนทักษะใหม่ๆ ✅ฝึกสมาธิ ฝึกสติ ✅เล่น puzzle ท้ายที่สุดแล้ว Neuroplasticity สอนให้เรารู้ว่า ความสามารถที่เรามีไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พัฒนาได้เสมอด้วยการฝึกฝนและเลือกคิดในทุก ๆ วันนั่นเอง

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต

Self-esteem: 4 มุมมองที่ช่วยเสริมสร้างการเห็นคุณค่าตัวเอง

หลายคนเข้าใจว่า Self-esteem คือความมั่นใจสูง ๆ หรือการมองตัวเองในแง่ดีตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว Self-esteem คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างสมดุล ทั้งในวันที่เราทำได้ดี และในวันที่เราผิดพลาด บทความนี้จะชวนคุณสำรวจ 4 มุมมองสำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้าง Self-esteem ให้เติบโตอย่างมั่นคงและอ่อนโยนจากภายใน ก่อนที่เราจะพูดถึงมุมมองต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่ม Self-esteem ให้กับตัวเอง ลองมาทำความเข้าใจคำว่า Self-esteem กันก่อน Self-esteem ประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. การตระหนักถึงความจริง (Realistic) คือการยอมรับและรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน สิ่งที่ชอบและไม่ชอบของตนเอง บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่างตรงไปตรงมา 2. การชื่นชมและยินดีกับส่วนที่ดีในตัวเอง (Appreciative) คือความรู้สึกที่ดีต่อภาพรวมของตนเอง หากนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงเพื่อนสนิทที่ชื่นชมเรา เขาเลือกมองเห็นด้านที่ดีในตัวเรามากกว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ มุมมองแบบนี้เองที่เราสามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ ดังนั้น Self-esteem คือ การรับรู้ว่าตนเองมีจุดเด่นและจุดด้อยอะไร โดยไม่เอาข้อเสียมากลบ “ข้อดี” ของตนเอง และสามารถสังเกต เห็นคุณค่า และชื่นชมด้านบวกของตัวเองได้ Self-esteem คือการหลงตัวเองหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” เพราะ Self-esteem ที่ดี จะทำให้เรา… ยินดีอย่างสม่ำเสมอต่อความเป็นตัวเอง แต่ไม่หวือหวา: ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมี “คุณค่า” ในตัวเอง และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน มีพื้นที่ให้กับ “การพัฒนาตัวเอง”: เมื่อเรามองเห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เราจะรู้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีก เมื่อเข้าใจความหมายของ Self-esteem แล้ว ลองมาดูว่า “มุมมอง” แบบใดที่จะช่วยพัฒนา Self-esteem ในตัวเราได้บ้าง 1. การยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance) คือการสังเกตตัวเองอย่างชัดเจนด้วย “สติ” มองเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบ เห็นข้อจำกัดของตัวเอง และยอมรับว่าความทุกข์และความสุขเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เข้าใจถึงข้อจำกัดของตนเอง ไม่พยายามหลีกเลี่ยง เร่งรีบเปลี่ยนแปลง หรือกำจัดความทุกข์ตรงหน้าในทันที มีอิสระในการตัดสินใจ และให้พื้นที่กับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะของชีวิต Carl Rogers กล่าวว่า “เมื่อเรายอมรับตนเองในแบบที่เป็น เราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้” ดังนั้น การยอมรับตัวเองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ในจังหวะของเรา และเพิ่ม Self-esteem ได้อย่างมั่นคง 2. ความอดทน (Patience) เมื่อเรามองเห็นข้อจำกัดของตัวเองแล้ว บางครั้งเราอาจใจร้อน อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที แต่การเติบโตต้องอาศัย “ความอดทน” การไว้วางใจในกระบวนการ ไม่คาดหวังเกินจริง และไม่ยอมแพ้ต่อความผิดหวัง จำไว้เสมอว่า “ทุกคนมีเวลาในการเติบโตของตัวเองเสมอ” 3. เมตตาและกรุณา (Loving-kindness & Compassion) เราควรมีความเมตตาและกรุณาต่อตัวเอง ด้วยการแสดงความห่วงใยและหวังดี แม้ในวันที่รู้สึกไม่ดีหรือไม่พอใจกับตัวเอง หากยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลอง… ปรับคำพูดกับตัวเอง จากการตำหนิรุนแรง ให้พูดตามความเป็นจริง เช่น จาก “แกมันโง่จริง ๆ” เป็น “เราทำคะแนนสอบไม่ได้ดังที่หวัง” ปรับน้ำเสียงที่ใช้กับตัวเอง จากน้ำเสียงหงุดหงิดหรือโกรธ เป็นน้ำเสียงปกติที่เข้าใจสถานการณ์ ให้โอกาสตัวเอง แม้จะผิดหวัง ผิดพลาด หรือไม่ได้ดั่งใจ 4. การไม่ตัดสิน (Non-judgement) ประโยคแบบนี้คุ้นไหม… “ฉันไม่ดีเท่าเพื่อน” “ทำไมฉันไม่ดีกว่านี้?” “ฉันแย่มาก” “ฉันควรพัฒนาได้เร็วกว่านี้” “วันนี้ฉันทำได้ไม่ดีเท่าเมื่อวาน” “ฉันไม่ชอบตัวเองแบบนี้” “ฉันคงไม่มีวันดีขึ้น” “ฉันมันโง่” ถ้าเรามีประโยคเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ นั่นอาจหมายถึงว่าเรากำลังตัดสินและตีตราตัวเองอยู่ ลองถามตัวเองว่า…คำพูดเหล่านี้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่? ถ้าช่วยได้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความรู้สึก “มั่นคง” หรือ “กลัว” กันแน่? และมันทำให้ Self-esteem ของเราเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่? หากคำตอบคือคำพูดเหล่านี้สร้างบาดแผลทางใจมากกว่า ลองกลับมา “ยอมรับ” “อดทน” และ “ใจดี” กับตัวเองให้มากขึ้น คุณค่าในตัวเราไม่ได้ลดลงเพียงเพราะความผิดพลาด ข้อบกพร่อง หรือความผิดหวัง ค่อย ๆ มองทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยสายตาที่เข้าใจ อ่อนโยน และซื่อสัตย์ แล้ว Self-esteem จะค่อย ๆ เติบโตและงอกงามขึ้นเอง

Self-esteem ไม่ใช่การหลงตัวเอง แต่คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างเป็นจริง บทความนี้ชวนมอง 4 มุมสำคัญที่ช่วยให้เรายอมรับ เติบโต และใจดีกับตัวเองมากขึ้น

กลับมาใจดีกับตัวเองสักนิด…ในวันที่เทรดพลาด แล้วขาดทุน

ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน การเทรดไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะชนะได้ตลอดเวลา การผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และเพราะเหตุนี้เอง การกลับมาใจดีกับตัวเองในวันที่พลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรายังเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยไม่ทำร้ายสุขภาพใจของตัวเองจนเกินไป ความเจ็บปวดในวันที่ขาดทุน ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน หลายครั้งเราตำหนิตัวเองหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง เราได้ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่มีในขณะนั้นแล้ว “เราตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วด้วยข้อมูลที่เรามี ครั้งนี้เราพลาดไป ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเราวิเคราะห์ใหม่ เอาใหม่นะ” ประโยคแบบนี้อาจดูเรียบง่าย แต่คือการย้ำเตือนตัวเองว่า **ความผิดพลาดไม่ได้เท่ากับความไร้ค่า** และการพลาดหนึ่งครั้ง ไม่ได้กำหนดคุณค่าของเราในฐานะคนหรือในฐานะนักเทรด ให้เวลากับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง ในบางวัน ความรู้สึกอย่างความเฟล ความเศร้า หรือความกังวล อาจทำให้เราตัดสินใจแบบเร่งรีบหรือหุนหันพลันแล่น การหยุดพักเพื่อกลับมามองอารมณ์ของตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น “วันนี้เราเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกแบบไหนทำให้เราเทรดอย่างหุนหันพลันแล่น ครั้งหน้าเมื่อรู้สึกแบบนี้อีก เราจะคิดให้เย็น วางแผนก่อน และให้เวลาตัวเองสักนิด” การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่กลับช่วยให้การตัดสินใจในครั้งต่อไปมีสติและมั่นคงมากขึ้น ความผิดพลาด คือบทเรียนที่พาเราเติบโต การกลับมาทบทวนอย่างใจเย็นว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้คืออะไร เป็นส่วนสำคัญของการเติบโต “กลับมาคิดสักนิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนี้มีอะไรบ้าง ความผิดพลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราเติบโตได้เหมือนกัน” ทุกครั้งที่เราล้ม ไม่ได้หมายความว่าเราถอยหลังเสมอไป บางครั้งมันคือการเรียนรู้ในรูปแบบที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่มีคุณค่าในระยะยาว คุณค่าของเรา ไม่ได้ผูกอยู่กับกำไรหรือขาดทุน ตัวเลขในพอร์ตไม่สามารถนิยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเราได้ “คุณค่าของเราไม่ได้ผูกอยู่กับเงิน หรือกำไรที่ได้ เรามีคุณค่าแค่มากกว่ายอดเงินของเรา ถึงจะทำอะไรพลาดไป เรายังเป็นคนที่มีคุณค่าเสมอ” การย้ำเตือนตัวเองในวันที่แย่ ไม่ได้ทำให้เราอ่อนข้อให้กับความผิดพลาด แต่เป็นการรักษาหัวใจของตัวเองให้ยังพร้อมเรียนรู้และลุกขึ้นใหม่ได้ ล้มได้ ไม่เป็นไร เราลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ การล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง “ล้มไปก็ไม่เป็นไร เราสามารถที่จะลุกขึ้นใหม่ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นได้เสมอ” ทุกครั้งที่ขาดทุน และเรายังอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่าเราผ่านมันมาได้แล้วครั้งหนึ่ง และเรามีศักยภาพที่จะผ่านมันไปได้อีก ดูแลใจตัวเอง คือส่วนหนึ่งของการเทรด การเทรดเป็นสิ่งที่ท้าทาย และอาจกระทบสุขภาพจิตได้จริง บางครั้งการปิดจอ พักผ่อน หรือถอยออกมาดูแลใจตัวเอง คือสิ่งที่ดีที่สุดพอ ๆ กับการดูแลเงิน หากพักแล้วความกังวลยังไม่ดีขึ้น การพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อทำความเข้าใจตัวเอง และหาวิธีรับมือกับความกังวลที่เกิดขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ เพราะการอยู่รอดในเส้นทางนี้ ไม่ได้วัดกันแค่กำไร แต่รวมถึงการที่เรายังดูแลใจของตัวเองได้ดีพอที่จะเดินต่อไปอย่างมีสติ

ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกใจดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน

เมื่อสมองดื้อการ “สร้างนิสัย”…ทำไมการสร้าง Habit ที่ดีถึงยาก และเราจะเริ่มใหม่ได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เลือกเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยและมีประสิทธิภาพที่สุด การทำตามนิสัยเดิมจึงเป็นทางเลือกที่สมองคุ้นเคยและปลอดภัยต่อการอยู่รอด นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การเปลี่ยนนิสัย” จึงรู้สึกยาก เพราะมันคือการปรับเปลี่ยนกลไกทางชีววิทยาที่ช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตมาได้ยาวนาน ดังนั้น หากช่วงเวลาที่ผ่านมาเรายังทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่สำเร็จ นั่นไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอหรือพยายามไม่มากพอ แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจวิธีทำงานของสมองอย่างแท้จริง เข้าใจวงจรของการสร้างนิสัย (The Habit Loop) การสร้างนิสัยสามารถอธิบายได้ผ่านวงจรที่เรียกว่า *The Habit Loop* ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. Cue – ตัวกระตุ้น สิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่ทำให้สมองเริ่มต้นพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ความรู้สึกเบื่อ เหนื่อย หรือเห็นสิ่งของบางอย่าง 2. Action – พฤติกรรม การกระทำที่ตามมาหลังจากตัวกระตุ้น เช่น การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย 3. Reward – รางวัล ความรู้สึกพึงพอใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางบวกที่สมองได้รับ ทำให้สมองจดจำว่าวงจรนี้ “คุ้มค่า” และควรทำซ้ำอีก เมื่อสมองเชื่อมโยงตัวกระตุ้นกับรางวัลได้สำเร็จ มันจะคาดหวังความรู้สึกดีนั้นล่วงหน้า และผลักดันให้เราทำพฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกเบื่อจากการทำงาน (Cue) เราหยิบมือถือขึ้นมาเล่น TikTok (Action) แล้วรู้สึกเพลิดเพลิน (Reward) สมองจึงเรียนรู้ว่า “ถ้าเบื่อ ให้เล่นมือถือ” และทำพฤติกรรมนี้ซ้ำในครั้งต่อไป ถ้าอยากเปลี่ยนนิสัย ควรโฟกัสที่อะไรดี ? สิ่งที่สำคัญในการเปลี่ยนนิสัย ไม่ใช่การเพิ่มแรงจูงใจหรือบังคับความรู้สึกของตัวเอง แต่คือการ "ปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม" ให้เอื้อต่อการสร้างวงจรใหม่ 1. เปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังคง “รางวัล” เดิม แทนที่จะพยายามตัดพฤติกรรมเดิมออกทั้งหมด ลองเปลี่ยนวิธีการกระทำ โดยยังให้สมองได้รับความรู้สึกเชิงบวกใกล้เคียงเดิม เช่น แทนที่จะดู YouTube เพื่อแก้เบื่อ อาจเปลี่ยนเป็นการลุกขึ้นเต้นหรือออกกำลังกายเบา ๆ ตามเพลงสั้น ๆ ซึ่งยังให้ความรู้สึกสนุก แต่เพิ่มความรู้สึกประสบความสำเร็จเข้ามาด้วย 2. ปรับสภาพแวดล้อม ให้พฤติกรรมใหม่เกิดขึ้นง่ายขึ้น สภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญมากต่อพฤติกรรม หากเราอยากออกกำลังกายให้มากขึ้น อาจเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ให้อยู่ใกล้ตัว เช่น วางเสื่อโยคะหรือชุดออกกำลังกายไว้ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เมื่อเห็นตัวกระตุ้น สมองจะเชื่อมโยงไปสู่พฤติกรรมใหม่ได้ง่ายขึ้น การทำให้พฤติกรรมใหม่ “เริ่มต้นง่าย” มักสำคัญกว่าการตั้งเป้าหมายที่ยากหรือใหญ่เกินไป 3. เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ และค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที การเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ช่วยให้สมองมีเวลาปรับตัว และเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใหม่นี้ก็สามารถให้ความรู้สึกดีได้เช่นกัน เช่น แทนที่จะตั้งเป้าออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง อาจเริ่มจากการออกกำลังกายเบา ๆ วันละ 20 นาที ซึ่งมีโอกาสทำได้สำเร็จสูงกว่า เมื่อสมองรับรู้ถึงความสำเร็จและความพึงพอใจ พฤติกรรมใหม่นี้จะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัยในระยะยาว ตัวอย่างการเปลี่ยนนิสัยด้วย The Habit Loop หากตัวกระตุ้นคือ “ความรู้สึกเบื่อ” เดิมทีเราอาจหยิบมือถือขึ้นมาเล่นโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าปรับพฤติกรรมเป็น “การอ่านหนังสือ” แม้ความสนุกอาจไม่เทียบเท่าการเลื่อนดู TikTok แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน น่าสนใจ และได้ประโยชน์ การปรับสภาพแวดล้อม เช่น การโหลด e-book ไว้ในมือถือ หรือวางแอปอ่านหนังสือไว้หน้าแรกของหน้าจอ จะช่วยให้การเลือกพฤติกรรมใหม่ทำได้ง่ายขึ้นกว่าการต้องค้นหาแอปอื่นทุกครั้ง สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และเราสามารถปรับวิธีการให้เหมาะกับตัวเองได้เสมอ แค่เริ่มลงมือทำ แม้เพียงก้าวเล็ก ๆ ก็ถือว่าเราเดินมาไกลกว่าการไม่เริ่มเลยแล้ว อย่าลืมขอบคุณความตั้งใจของตัวเองในทุก ๆ วัน เพราะการที่ยังพยายามอยู่ นั่นคือความก้าวหน้าที่สำคัญมากแล้ว

เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง

เวลาช่วยให้เราดีขึ้น จากความทุกข์ได้จริงไหม?

ในมุมมองของผม (ตะวัน) ในฐานะนักจิตวิทยา “เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ายิ่ง “เวลา” ผ่านไปมากขึ้น แล้วจะทำให้ดีขึ้นได้เร็ว หรือก้าวผ่านจากความทุกข์ได้ง่ายขึ้น เพราะ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านความทุกข์ ในมุมมองของนักจิตวิทยา สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “เวลา” แต่คือ “ใจ” ของแต่ละคน เขาพร้อมจะ ยอมรับความจริงและความเจ็บปวด นั้นแปล้วหรือยัง เขาพร้อมที่จะ ก้าวผ่านความทุกข์ แล้วหรือยัง เขาเห็นว่า ความทุกข์นั้นส่งผลกับเขามากพอ จนอยากลุกขึ้นมาจากการจมอยู่กับมันแล้วหรือยัง ผิดไหม ถ้าใจยังไม่พร้อม คำตอบคือ ไม่ผิดเลย เพราะความพร้อมทางใจ รวมถึงเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ดังนั้น “เวลา” จึงเปรียบเหมือน พื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เติบโต และค่อย ๆ ยอมรับความเจ็บปวดในจังหวะของตัวเอง เมื่อเผชิญความเจ็บปวดหรือความทุกข์ ควรโฟกัสอะไร สิ่งที่อยากชวนให้ทุกคนให้ความสำคัญ คือ เมื่อเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ อย่าจมไปกับความคิดว่า “เมื่อไหร่เราถึงจะหาย” หรือมัวแต่หวังว่า “เดี๋ยวเวลาก็ช่วยเราเอง” เพียงอย่างเดียว แต่ลองกลับมา ตระหนักถึงตัวเอง ในช่วงเวลานั้นอย่างอ่อนโยน เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับ “เรื่องราวที่ทุกข์ใจ” มากเกินไป แล้วการตระหนักในตัวเอง เริ่มจากอะไรได้บ้าง การตระหนักรู้ในตัวเอง อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ตอนนี้ เราเป็นอย่างไรบ้าง” โดยเน้นไปที่ ความรู้สึก ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น กังวล เศร้า เสียใจ ผิดหวัง หรือความรู้สึกอื่น ๆ เมื่อรับรู้ความรู้สึกแล้ว พยายามอย่ารีบโฟกัสไปที่ความคิดที่ไม่มีคำตอบ หรือแก้ไขไม่ได้ เช่น เราทำอะไรผิด เขาถึงทิ้งเราไป ถ้าตอนนั้นเราทำแบบนี้คงดีกว่านี้ หรือ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ไหม ลองใช้ เวลา ในการมองหา หนทางที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ หรือช่วยให้เราไม่ติดอยู่กับความทุกข์ในแบบที่เหมาะกับตัวเรา อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ เช่นดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ฝึก mindfulness คุยกับเพื่อน แล้วโฟกัสไปที่ประสบการณ์ตรงเหล่านั้น แล้วเมื่อใจพร้อม ค่อย ๆ กลับมาตกตะกอนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้ และทำความเข้าใจมัน สิ่งสำคัญคือ แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน อย่าเร่งรีบ และอย่าใจร้อนกับตัวเองมากเกินไป

“เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save