เข้าใจภาวะอกหัก ผ่านมุมมองความสูญเสีย (Loss & Grief)

เวลาพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป หรือการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญในชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว ความสูญเสียไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การที่ความสัมพันธ์หนึ่งจบลง การต้องบอกลาคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ หรือแม้แต่การสูญเสียอนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า โหยหา และสูญเสียได้เช่นกัน และนี่อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจคำว่า “ภาวะอกหัก” ได้มากขึ้น เมื่อพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงอะไร? เรามักจะนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป เมื่อบุคคลใกล้ชิด หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเสียชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว เวลาที่เรา “อกหัก” หรือพบว่าความสัมพันธ์หนึ่งได้จบลง แม้จะไม่ได้สูญเสียใครไปทั้งหมด แต่เราก็อาจกำลังเผชิญกับความสูญเสียในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะสิ่งที่หายไปอาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจรวมถึงความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ดังนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงอาจมีความหมายกับเรามากกว่าที่คิด และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวผ่านไป เพราะเมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เราต้องปล่อยมืออาจไม่ใช่แค่ “คนหนึ่งคน” เมื่อความสัมพันธ์หนึ่งลดลงหรือสิ้นสุดลง สิ่งที่เราจำเป็นต้องปล่อยมือไป อาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจรวมถึง คนที่คอยซัพพอร์ตเราและอยู่ตรงนั้นมาตลอด ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า และเป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน เพราะฉะนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงมีความหมายกับเรามากกว่านั้น และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การเยียวยาหลังความสูญเสียไม่ได้เป็นเส้นตรง เมื่อพูดถึงการเยียวยาหลังการสูญเสีย เราอาจเผลอคิดว่าตัวเองควรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ วันนี้เศร้า พรุ่งนี้ดีขึ้น แล้วสักวันหนึ่งก็คงหายดี แต่ในความเป็นจริง การรับมือกับความสูญเสียอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบนั้น แนวคิด Dual Process Model ของ Stroebe และ Schut อธิบายว่า ในช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความสูญเสีย เราอาจสลับไปมาระหว่างสองโหมด คือ Loss-Oriented และ Restoration-Oriented Loss-Oriented เป็นช่วงที่เราโหยหา ย้อนกลับไปคิดถึง ร้องไห้ เสียใจ รู้สึกตั้งแต่สิ้นหวังไปจนถึงโลงใจ ขณะที่พยายามทำใจยอมรับกับการสูญเสีย Restoration-Oriented เป็นช่วงที่เราพยายามรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความเศร้า เพื่อกลับมาใช้ชีวิตต่อ สองโหมดนี้สามารถสลับไปมาได้ บางวันเราอาจคิดถึงเขามากจนไม่อยากทำอะไรเลย แต่ในอีกวันหนึ่ง เราอาจกลับไปทำงาน ใช้ชีวิต หรือหัวเราะกับเพื่อนได้ตามปกติ และวันต่อมา ความเศร้าอาจกลับมาอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเรากำลัง “ถอยหลัง” หรือ วันที่เรากลับมาเศร้าอีก ไม่ได้แปลว่าเรามูฟออนไม่ได้ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ เพราะการก้าวผ่านความสูญเสียไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่เศร้า หรือลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว บางวันอาจจะยังยาก บางวันอาจจะยังเศร้า แต่ไม่เป็นไรเลย ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนะ

เวลาพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป หรือการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญในชีวิต

แต่จริง ๆ แล้ว ความสูญเสียไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การที่ความสัมพันธ์หนึ่งจบลง การต้องบอกลาคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ หรือแม้แต่การสูญเสียอนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า โหยหา และสูญเสียได้เช่นกัน

และนี่อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจคำว่า “ภาวะอกหัก” ได้มากขึ้น

 

เมื่อพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงอะไร?

เรามักจะนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป เมื่อบุคคลใกล้ชิด หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเสียชีวิต

แต่จริง ๆ แล้ว เวลาที่เรา “อกหัก” หรือพบว่าความสัมพันธ์หนึ่งได้จบลง แม้จะไม่ได้สูญเสียใครไปทั้งหมด แต่เราก็อาจกำลังเผชิญกับความสูญเสียในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

เพราะสิ่งที่หายไปอาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน”

แต่อาจรวมถึงความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน

ดังนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงอาจมีความหมายกับเรามากกว่าที่คิด และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวผ่านไป

เพราะเมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เราต้องปล่อยมืออาจไม่ใช่แค่ “คนหนึ่งคน”

เมื่อความสัมพันธ์หนึ่งลดลงหรือสิ้นสุดลง สิ่งที่เราจำเป็นต้องปล่อยมือไป อาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน”

แต่อาจรวมถึง

  • คนที่คอยซัพพอร์ตเราและอยู่ตรงนั้นมาตลอด
  • ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า และเป็นที่รักของใครสักคน
  • กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน
  • บทบาทของเราในความสัมพันธ์
  • อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน

เพราะฉะนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงมีความหมายกับเรามากกว่านั้น

และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เพราะการเยียวยาหลังความสูญเสียไม่ได้เป็นเส้นตรง

เมื่อพูดถึงการเยียวยาหลังการสูญเสีย เราอาจเผลอคิดว่าตัวเองควรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

วันนี้เศร้า พรุ่งนี้ดีขึ้น แล้วสักวันหนึ่งก็คงหายดี

แต่ในความเป็นจริง การรับมือกับความสูญเสียอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบนั้น

แนวคิด Dual Process Model ของ Stroebe และ Schut

อธิบายว่า ในช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความสูญเสีย เราอาจสลับไปมาระหว่างสองโหมด คือ Loss-Oriented และ Restoration-Oriented

Loss-Oriented

เป็นช่วงที่เราโหยหา ย้อนกลับไปคิดถึง ร้องไห้ เสียใจ รู้สึกตั้งแต่สิ้นหวังไปจนถึงโลงใจ ขณะที่พยายามทำใจยอมรับกับการสูญเสีย

Restoration-Oriented

เป็นช่วงที่เราพยายามรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความเศร้า เพื่อกลับมาใช้ชีวิตต่อ

สองโหมดนี้สามารถสลับไปมาได้

บางวันเราอาจคิดถึงเขามากจนไม่อยากทำอะไรเลย

แต่ในอีกวันหนึ่ง เราอาจกลับไปทำงาน ใช้ชีวิต หรือหัวเราะกับเพื่อนได้ตามปกติ

และวันต่อมา ความเศร้าอาจกลับมาอีกครั้ง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเรากำลัง “ถอยหลัง” หรือ วันที่เรากลับมาเศร้าอีก ไม่ได้แปลว่าเรามูฟออนไม่ได้

แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้

เพราะการก้าวผ่านความสูญเสียไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่เศร้า หรือลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น

แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

บางวันอาจจะยังยาก บางวันอาจจะยังเศร้า แต่ไม่เป็นไรเลย

ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนะ

อ้างอิง

Gillies, J., & Neimeyer, R. A. (2006). Loss, grief, and the search for significance: Toward a model of meaning reconstruction in bereavement. Journal of Constructivist Psychology, 19(1),31–65.

Stroebe, M., & Schut, H. (1999). The dual process model of coping with bereavement:Rationale and description. Death Studies, 23, 197–224.

Stroebe, M., & Schut, H. (2010). The dual process model of coping with bereavement: Adecade on. Omega, 61(4), 273–89.

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

อกหัก ปก

ทำไมอกหัก แล้วรู้สึกว่าเราไม่เหลืออะไรเลย ?

คงปฏิเสธได้ยากว่าเมื่อความสัมพันธ์มาถึงจุดสิ้นสุด “ฝ่ายที่ถูกบอกเลิก” หรือเป็นคนที่อกหัก มักจะเป็นผู้ที่รู้สึกแย่กว่าในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะสำหรับบางคน อาจรู้สึกราวกับว่าโลกใบนี้มันมืดมัวไปหมด รู้สึกราวกับว่าตัวเราไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่สิ่งที่เคยเป็นความสุขของเรา ในวันนี้กลับไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อน ตลอดจนกลับมามีข้อสงสัยในคุณค่าของตัวเอง

Read More »
ดูดวง นักจิต

มีปัญหา ควรไปคุยกับนักจิต หรือ ไปดูดวง??

จริงๆ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าการไปดูดวง ก็เป็นตัวเลือกแรก ที่หลายคนมักจะนึกถึง เวลาที่เจอปัญหา หรือความไม่สบายใจ แล้วหมอดู กับนักจิตวิทยา ต่างกันยังไงนะ

Read More »
ความสุข อยากมีบ้าง

“ความสุข” อยากมีบ้าง…ทำยังไงดี

“แล้วจะสร้างความสุขให้ตัวเองได้ยังไง” บทความนี้เรายากมานำเสนอบ้างแง่มุมที่จะเป็นตัวช่วยให้ทุกคนสามารถมองเห็นและมีความสุขในการใช้ชีวิตได้มากขึ้น

Read More »
สุขภาพจิต

ทำไมต้องใส่ใจ สุขภาพจิต(ใจ) ??

ถ้าถามว่าระหว่างร่างกาย กับ จิตใจ เรา “ให้ความสำคัญ” กับอะไรมากกว่ากัน หลายคนคงตอบว่าเท่ากัน หรือลังเลที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว ส่วนใหญ่เรามักจะดูแลสุขภาพกาย และละเลยการใส่ใจสุขภาพจิต…

Read More »
เมื่อเริ่มสนใจการดูแลสุขภาพจิต หลายคนมักมีคำถามว่า จิตแพทย์กับนักจิตวิทยาต่างกันยังไง หรือควรเลือกพบผู้เชี่ยวชาญคนไหนก่อน เพราะแม้ว่าทั้งสองวิชาชีพจะทำงานด้านสุขภาพจิตเหมือนกัน แต่มีบทบาท วิธีการช่วยเหลือ และเป้าหมายในการดูแลที่แตกต่างกัน บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองวิชาชีพ เพื่อให้สามารถเลือกใช้บริการได้ตรงกับความต้องการของตนเอง จิตแพทย์คือใคร? จิตแพทย์เป็นแพทย์ที่ผ่านการศึกษาด้านการแพทย์และเฉพาะทางจิตเวช มีหน้าที่ประเมิน วินิจฉัย และรักษาโรคทางจิตเวช เมื่อเข้ารับบริการ จิตแพทย์จะสอบถามอาการ ประเมินประวัติ และวินิจฉัยโดยอ้างอิงเกณฑ์ของโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรควิตกกังวล รวมทั้งพิจารณาปัจจัยด้านร่างกาย เช่น การทำงานของสมอง สารสื่อประสาท และฮอร์โมน หากเห็นว่าจำเป็น จิตแพทย์สามารถสั่งจ่ายยาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับอาการของผู้รับบริการได้ นักจิตวิทยาการปรึกษาคือใคร? คำว่า "นักจิตวิทยา" ครอบคลุมหลายสาขา แต่ในบทความนี้หมายถึง นักจิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychologist) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา บทบาทสำคัญของนักจิตวิทยาการปรึกษาคือการรับฟัง ทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้รับบริการ เพื่อช่วยให้มองเห็นสาเหตุของปัญหา เข้าใจตนเองมากขึ้น และค้นหาแนวทางรับมือกับปัญหาร่วมกันผ่านกระบวนการพูดคุย นักจิตวิทยาไม่ได้มุ่งเน้นการวินิจฉัยโรค และไม่สามารถสั่งจ่ายยาได้ แต่จะช่วยให้ผู้รับบริการเรียนรู้การจัดการอารมณ์ ความเครียด ความกังวล รวมถึงพัฒนาทักษะในการดูแลสุขภาพใจของตนเอง ควรหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา? คำตอบขึ้นอยู่กับเป้าหมายและลักษณะของปัญหาที่กำลังเผชิญ หากมีอาการรุนแรง เช่น อาการทางอารมณ์ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก มีปัญหาการนอน สมาธิลดลง หรือสงสัยว่าตนเองอาจมีโรคทางจิตเวช การเข้ารับการประเมินกับจิตแพทย์อาจเหมาะสมกว่า เพราะสามารถวินิจฉัยและพิจารณาการรักษาด้วยยาได้ แต่หากต้องการพื้นที่ในการพูดคุย ทำความเข้าใจความเครียด ความทุกข์ใจ ความสัมพันธ์ หรือพัฒนาทักษะการรับมือกับปัญหาชีวิต การปรึกษานักจิตวิทยาการปรึกษาเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม จิตแพทย์กับนักจิตวิทยา สามารถทำงานร่วมกันได้ หลายคนเข้าใจว่าจำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง จิตแพทย์และนักจิตวิทยาสามารถทำงานร่วมกันได้ ในบางกรณี ผู้รับบริการอาจได้รับการดูแลจากจิตแพทย์เพื่อรักษาอาการด้วยยา ควบคู่กับการพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อทำความเข้าใจปัญหา ฝึกทักษะการรับมือกับอารมณ์ และส่งเสริมการดูแลสุขภาพใจในระยะยาว ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา สิ่งสำคัญคือการได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

จิตแพทย์กับนักจิตวิทยา 2 อาชีพนี้ ต่างกันยังไง? เข้าใจความแตกต่างก่อนเลือกเข้ารับบริการ

รู้หรือไม่ จิตแพทย์ กับ นักจิตวิทยา ไม่ใช่อาชีพเดียวกันนะ…วันนี้เราจะมาอธิบายความแตกต่างของทั้ง 2 อาชีพ เพื่อให้ทุกคนเลือกใช้บริการได้ตรงตามจุดประสงค์ และความต้องการของตัวเอง

Read More »
เมื่อไหร่ควรปรึกษานักจิตวิทยา? 2 สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจต้องการความช่วยเหลือ ปัจจุบันประเด็นด้านสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือภาวะหมดไฟ (Burnout) กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนได้ยินและพบเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้หลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพใจ และเปิดใจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริการด้านสุขภาพจิต รวมถึงการ ปรึกษานักจิตวิทยา มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การรับบริการกับนักจิตวิทยาการปรึกษายังค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย หลายคนจึงอาจมีคำถามว่า "ต้องมีปัญหามากแค่ไหนถึงควรไปหานักจิตวิทยา" หรือ "เมื่อไหร่ควรพบนักจิตวิทยา" คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์และวิธีรับมือกับปัญหาที่แตกต่างกัน บทความนี้จึงรวบรวมแนวทางเบื้องต้น เพื่อช่วยให้คุณได้ลองสังเกตสุขภาพใจของตนเอง และประเมินว่าถึงเวลาที่ควรขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง หรือนักจิตวิทยาการปรึกษาแล้วหรือยัง ควรปรึกษานักจิตวิทยาเมื่อไหร่? โดยทั่วไปแล้ว การปรึกษานักจิตวิทยาอาจแบ่งออกได้เป็น 2 สถานการณ์หลัก ได้แก่ การเข้ารับคำปรึกษาเมื่อกำลังเผชิญปัญหาที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต และการเข้ารับคำปรึกษาเพื่อพัฒนาตนเองหรือทำความเข้าใจตนเองให้มากขึ้น 1. เมื่อปัญหาในชีวิตเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต หลายคนอาจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น • การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อม เช่น ย้ายโรงเรียน ย้ายที่ทำงาน หรือเปลี่ยนอาชีพ • การเปลี่ยนแปลงบทบาทในชีวิต เช่น การเป็นพ่อหรือแม่ การเกษียณ หรือการหยุดทำงานและกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน • การเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก อุบัติเหตุร้ายแรง ความรุนแรงทางร่างกายหรือจิตใจ รวมถึงการเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง • ความเครียดหรือความไม่สบายใจจากการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคม เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ การเกิดความรู้สึกเศร้า กังวล หรือเครียด ถือเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของอารมณ์ อย่างไรก็ตาม หากคุณเริ่มสังเกตว่าปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง ทำให้การเรียนหรือการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ จัดการอารมณ์ได้ยากขึ้น หรือเริ่มกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบตัว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าการ ปรึกษานักจิตวิทยา สามารถช่วยให้คุณได้พูดคุย ทำความเข้าใจ ยอมรับ และค้นหาแนวทางรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม 2. เมื่อคุณอยากพัฒนาและทำความเข้าใจตนเองมากขึ้น การพบกับนักจิตวิทยาไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเติบโตและพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ เช่น • ค้นหาความสนใจ เป้าหมาย หรือแนวทางการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับคุณค่าของตนเอง • พัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การสื่อสาร การจัดการความเครียด การรับมือกับปัญหา หรือการดูแลสุขภาพใจ • เรียนรู้การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง • สำรวจความคิด ความรู้สึก และรูปแบบการตัดสินใจของตนเอง เพื่อมองเห็นทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดที่สามารถพัฒนาต่อได้ การพูดคุยกับนักจิตวิทยาการปรึกษาจะช่วยให้คุณมีพื้นที่ในการทบทวนตนเอง เข้าใจตัวเองมากขึ้น และค้นหาแนวทางในการเติบโตที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของคุณ ปรึกษานักจิตวิทยา ไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหารุนแรง หลายคนอาจเข้าใจว่าการพบนักจิตวิทยาเป็นเรื่องของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การปรึกษานักจิตวิทยาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการดูแลสุขภาพใจ ที่สามารถทำได้ทั้งในช่วงที่กำลังเผชิญปัญหา และในช่วงที่ต้องการพัฒนาตนเอง การพูดคุยกับนักจิตวิทยาเปิดโอกาสให้คุณได้สำรวจความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของตนเองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เข้าใจปัญหา มองเห็นทางเลือก และค้นหาแนวทางในการดูแลใจหรือพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสมกับชีวิตของคุณ หากคุณกำลังตั้งคำถามว่า "เมื่อไหร่ควรพบนักจิตวิทยา" คำตอบอาจไม่ใช่การรอให้ทุกอย่างแย่ที่สุด แต่คือช่วงเวลาที่คุณรู้สึกว่าการมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยและทำความเข้าใจตนเอง อาจเป็นประโยชน์ต่อการก้าวต่อไปของชีวิต

เมื่อไหร่ควรปรึกษานักจิตวิทยา? 2 สัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อไหร่ควรไปปรึกษานักจิตวิทยา? หากความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะหมดไฟ หรือเหตุการณ์ในชีวิตเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต บทความนี้จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่าถึงเวลาขอความช่วยเหลือแล้วหรือยัง

Read More »

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

พวกเราไม่ส่งจดหมายขยะ หรือ Spam และสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เพิ่มเติมได้ที่นี่

Picture of สุทธจิต บูรณกานนท์

สุทธจิต บูรณกานนท์

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

ถ้อยคำเหล่านี้คุ้น ๆ บ้างมั้ย? Hyper-Independence: เมื่อประสบการณ์ในอดีต ทำให้เราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป “ต้องทำทุกอย่างเอง จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่น” “ถ้าขอให้คนอื่นช่วย แปลว่าเราอ่อนแอ” “ทำเองง่ายกว่า ไม่ต้องพึ่งคนอื่นน่ะดีแล้ว” คุณเคยคิดหรือพูดกับตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้บ้างไหม? การพึ่งพาตัวเองเป็นทักษะที่มีประโยชน์ แต่เมื่อเรารู้สึกว่าต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองอยู่เสมอ แม้ในวันที่เหนื่อยล้าหรือจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังพึ่งพาตัวเองมากเกินไป รูปแบบพฤติกรรมนี้เรียกว่า Hyper-Independence ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายการพึ่งพาตัวเองอย่างสุดโต่งและไม่ยืดหยุ่น ไม่ใช่โรคทางจิตเวชหรือการวินิจฉัยทางคลินิกอย่างเป็นทางการ The Standard Hyper-Independence คืออะไร Hyper-Independence คือรูปแบบการพึ่งพาตัวเองมากเกินไป จนรู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้บางเรื่องอาจจำเป็นต้องให้คนอื่นช่วยก็ตาม พฤติกรรมนี้อาจแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้การทำเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อตัวเองก็ตาม รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจเมื่อมีคนพยายามช่วยเหลือ เพราะไม่คุ้นเคยกับการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น สร้างกำแพงในความสัมพันธ์ และยอมให้คนอื่นเข้ามาสนิทสนมด้วยได้ยาก แบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว จนเกิดความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ หรือเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) สิ่งสำคัญคือ การพึ่งพาตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเรารู้สึกว่าไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย แม้ในเวลาที่ต้องการจริง ๆ การกลับมาสำรวจพฤติกรรมของตัวเองอาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น การพึ่งพาตัวเองมากเกินไป เกิดมาจากอะไรได้บ้าง พฤติกรรม Hyper-Independence อาจเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาคนอื่นได้ หรือการขอความช่วยเหลือไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ทำให้ผิดหวัง จนรู้สึกว่าความช่วยเหลือจากคนอื่นเชื่อถือไม่ได้หรือไม่มั่นคง การเรียนรู้ว่าการขอความช่วยเหลือเท่ากับความอ่อนแอ ทำให้รู้สึกว่าการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การต้องเป็นผู้ดูแลคนอื่นตั้งแต่วัยเด็ก จนคุ้นเคยกับการรับผิดชอบและจัดการปัญหาด้วยตัวเอง การขาดแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง จนไม่คุ้นชินกับการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่ติดตัวมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่พึ่งพาตัวเองสูงจะมีประสบการณ์ในอดีตแบบเดียวกัน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของตัวเองจึงสำคัญกว่าการรีบสรุปว่าตัวเองเป็นอะไร จริง ๆ แล้ว การพึ่งพาตัวเองก็เคยมีประโยชน์กับเรา การที่เราพัฒนาพฤติกรรมบางอย่างขึ้นมา อาจเป็นเพราะพฤติกรรมนั้นเคยช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ในอดีตได้ ตัวอย่างเช่น หากเราเคยต้องการความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเรา เราอาจเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังจากการคาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่น การพึ่งพาตัวเองจึงอาจเคยช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัย และรู้สึกว่าสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้มากขึ้น แต่เมื่อสังเกตพฤติกรรมนี้หลาย ๆ ครั้ง เราอาจพบว่า สิ่งที่เคยช่วยเราในอดีต อาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับเราในวันนี้อีกต่อไป การพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองอาจทำให้เราเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ขณะที่การสร้างกำแพงและไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาใกล้ ก็อาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ดังนั้น ในวันนี้ การพึ่งพาตัวเองมากเกินไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราอีกแล้ว และเราอาจเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างได้ แล้วเราจะค่อย ๆ ปรับได้อย่างไรบ้าง เป้าหมายไม่ใช่การเลิกเป็นคน Independent หรือเปลี่ยนจากการพึ่งพาตัวเองไปเป็นการพึ่งพาคนอื่นทั้งหมด แต่คือการ ยืดหยุ่นกับตัวเองมากขึ้น และมองเห็นว่าเรามีทางเลือกในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าหนึ่งทาง ฝึกขอความช่วยเหลือในเรื่องเล็ก ๆ ลองเริ่มจากการฝึกรับหรือขอความช่วยเหลือในเรื่องเล็กน้อย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ก่อน อาจเป็นการให้เพื่อนร่วมงานช่วยงานบางส่วน หรือพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังลำบากใจอยู่เล็กน้อยก็ได้ การเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อาจช่วยให้เราค่อย ๆ คุ้นเคยกับการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของเรามากขึ้น เปลี่ยนจาก Hyper-Independence เป็น Interdependence ลองค่อย ๆ ปรับจากความคิดที่ว่า “ฉันต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” มาเป็นการเข้าใจว่า การดูแลตัวเองและการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นสามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ เราอาจดูแลตัวเองได้ในหลายเรื่อง แต่ในบางเวลา เราก็สามารถขอให้คนอื่นช่วยเหลือได้เช่นกัน การมีคนอื่นคอยสนับสนุนไม่ได้หมายความว่าเราสูญเสียความเป็นอิสระ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เราทั้งดูแลตัวเองและเชื่อมโยงกับคนรอบข้างได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ท้าทายความเชื่อของตัวเองทีละนิด ความเชื่อที่เรามีอาจส่งผลต่อพฤติกรรมที่เราแสดงออก ลองกลับมาสำรวจความคิดที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น หากเราเชื่อว่า “ขอความช่วยเหลือ = อ่อนแอ” ลองถามตัวเองว่า การขอความช่วยเหลือทำให้เราอ่อนแอจริง ๆ หรือไม่? คนที่เข้มแข็งจำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองจริงหรือ? หากเราเชื่อว่า “ถ้าพึ่งคนอื่น สุดท้ายเขาจะทำให้เราผิดหวังอยู่ดี” ลองทบทวนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงทุกครั้งหรือไม่? เคยมีครั้งไหนบ้างที่คนอื่นช่วยเราได้โดยที่เราไม่ผิดหวัง? การตั้งคำถามกับความเชื่อเหล่านี้อาจช่วยให้เรามองเห็นมุมอื่น ๆ และกลับมาทบทวนว่า แท้จริงแล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้ การเป็นอิสระ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกอย่างคนเดียว เป้าหมายของเราไม่ใช่การเปลี่ยนจาก Independent เป็น Dependent แต่คือการทำให้ตัวเองมองเห็นว่า เรามี “ตัวเลือก” ระหว่างการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง กับการยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องที่จำเป็น เพราะการมี Connection กับคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียความเป็นอิสระ แต่การเปิดรับความช่วยเหลืออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราดูแลตัวเองได้อย่างยืดหยุ่นและสมดุลมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเก่งหรือเข้มแข็งตลอดเวลา และไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพังเสมอไป บางครั้ง การยอมรับว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการดูแลตัวเองเช่นกัน

Hyper-Independence : เมื่อเราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป

เคยรู้สึกไหมว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากเป็นภาระของใคร? ทำความรู้จัก Hyper-Independence รูปแบบการพึ่งพาตัวเองมากเกินไปที่อาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในอดีต พร้อมสำรวจผลกระทบและวิธีค่อย ๆ เปิดรับความช่วยเหลือจากคนอื่น

Read More »
ตอนเป็นเด็ก เราอาจแค่นั่งข้างกันในห้องเรียนไม่กี่วัน ก็รู้สึกเป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนได้แล้ว แต่พอโตขึ้น การจะหาเพื่อนใหม่ จนรู้สึกสนิทกับกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้น แม้จะเป็นคนที่เราคุยถูกคอหรือเจอกันบ่อยก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าเราเข้าสังคมไม่เก่งเหมือนเดิม เข้ากับคนอื่นยากขึ้น หรือมีอะไรผิดปกติกับตัวเรา แต่อาจเป็นเพราะเมื่อเราโตขึ้น เงื่อนไขในการสร้างความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไป จนทำให้การมีเพื่อนสนิทคนใหม่ไม่ง่ายเหมือนตอนเด็ก แล้วอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปบ้าง เรามีช่วงเวลาที่ “ไม่มีเป้าหมาย” น้อยลง ตอนเป็นเด็ก เรามีเวลาที่ไม่ได้มีเป้าหมายกับเพื่อนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการพักเที่ยง เดินกลับบ้าน นั่งเล่นบ้านเพื่อน หรือใช้เวลาหลังเลิกเรียนด้วยกัน ช่วงเวลาเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้รู้จักกันในรายละเอียด สะสมมิตรภาพ และค่อย ๆ สนิทกันโดยไม่จำเป็นต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์อย่างจริงจัง แต่เมื่อโตขึ้น ทุกนาทีของเรากลับถูกแบ่งออกเป็นงาน ภาระ และการเดินทาง การนัดเจอกันจึงมักต้องมีการวางแผนและมีเวลาจำกัด แม้จะเจอกันบ่อย เราก็อาจไม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนชีวิตในมิติอื่น ๆ ร่วมกันมากนัก นอกเหนือจากเรื่องงานหรือเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เรา “เปิดเผยตัวเอง” ยากขึ้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจพูดกับเพื่อนได้อย่างง่ายดายว่า “วันนี้ที่บ้านทะเลาะกัน” “เรากลัวเรื่องนี้” “เราไม่เก่งเลย” หรือ “เราเสียใจ” และ “เราไม่รู้จะทำยังไง” เราอาจไม่ได้คิดมากว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร แต่เมื่อโตขึ้น เราเริ่มรู้สึกว่ามีภาพลักษณ์บางอย่างที่ต้องรักษาไว้มากขึ้น เราอาจเริ่มคิดว่า “พูดเรื่องนี้ดีไหม?” “เขาจะคิดว่าเราอ่อนแอหรือเปล่า?” หรือ “นี่จะเป็นภาระของเขาไหม?” เราจึงอาจคุยกับคนหลายคนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกว่ามีใครสักคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา เรา “เลือกใช้เวลา” กับคนอื่นมากขึ้น ตอนเด็ก เราอาจเลือกเพื่อนจากคนที่อยู่รอบตัว เช่น เรียนห้องเดียวกัน บ้านอยู่ใกล้กัน หรือเล่นกีฬาเดียวกัน โดยที่แทบไม่ได้ถามตัวเองเลยว่า “คนนี้เข้ากับเราได้ไหม” เพียงแค่ได้อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ มิตรภาพก็อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อโตขึ้น เวลาของเรามีจำกัดมากขึ้น เราจึงต้องตัดสินใจว่าจะใช้มันกับใคร หรือความสัมพันธ์ไหนที่เราอยากลงทุนเวลาและพลังใจลงไป เราอาจรู้จักคนมากมาย แต่คนที่เราได้เจอ ได้พูดคุย และได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งจริง ๆ อาจมีไม่กี่คน แล้วเราจะทำอย่างไรให้ “สนิท” กับใครสักคนได้มากขึ้น? ค่อย ๆ ใช้เวลาในการรู้จักกัน ไม่ต้องรีบหรือกดดันตัวเอง ความสนิทสนมต้องใช้เวลา เราไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจว่าใครจะกลายเป็น “เพื่อนสนิท” ของเรา แต่ลองปล่อยให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ พัฒนาไป สร้างเวลาให้ได้อยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องมีธุระ อาจเป็นการชวนไปเดินเล่น นั่งคุยหลังเลิกงาน กินข้าวด้วยกัน หรือทักไปคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง เพราะความสนิทอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาธรรมดา ๆ ที่เราได้ใช้ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ เปิดใจในความสัมพันธ์ทีละนิด เราไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเรื่องในชีวิต แต่ลองให้อีกฝ่ายเห็นตัวเราที่ไม่ได้โอเคบ้าง เช่น การบอกว่า “ช่วงนี้เราก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” เพราะการเปิดเผยตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจช่วยให้อีกฝ่ายกล้าเปิดใจกลับมามากขึ้น และทำให้เราได้รู้จักกันในมิติที่ลึกกว่าเดิม การมีเพื่อนสนิทมากหรือน้อย เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความสบายใจของแต่ละคน ถ้าเราไม่ได้รู้สึกว่าขาด ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปหาเพื่อนเพิ่มเพียงเพราะคิดว่าควรมี แต่ถ้าเราอยากมีใครสักคนเพิ่มเข้ามาในชีวิต ก็ลองเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในแบบที่เป็นตัวเราเอง เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีคนอยู่รอบตัวกี่คน แต่อยู่ที่ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีทำให้เราสามารถเป็นตัวเอง และรู้สึกสบายใจมากแค่ไหน

ยิ่งโตยิ่งหาเพื่อนยาก? ทำไมการมีเพื่อนสนิทถึงยากขึ้นเมื่อเป็นผู้ใหญ่

เมื่อโตขึ้น ทำไมการมีเพื่อนสนิทคนใหม่จึงยากกว่าเดิม? ชวนสำรวจ 3 สิ่งที่เปลี่ยนไปตามวัย ทั้งเวลาที่มีน้อยลง การเปิดเผยตัวเองที่ยากขึ้น และการเลือกใช้เวลากับคนอื่น พร้อมแนวทางค่อย ๆ สร้างมิตรภาพใหม่ โดยไม่ต้องกดดันตัวเอง

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save