เข้าใจภาวะอกหัก ผ่านมุมมองความสูญเสีย (Loss & Grief)

เวลาพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป หรือการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญในชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว ความสูญเสียไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การที่ความสัมพันธ์หนึ่งจบลง การต้องบอกลาคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ หรือแม้แต่การสูญเสียอนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า โหยหา และสูญเสียได้เช่นกัน และนี่อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจคำว่า “ภาวะอกหัก” ได้มากขึ้น เมื่อพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงอะไร? เรามักจะนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป เมื่อบุคคลใกล้ชิด หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเสียชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว เวลาที่เรา “อกหัก” หรือพบว่าความสัมพันธ์หนึ่งได้จบลง แม้จะไม่ได้สูญเสียใครไปทั้งหมด แต่เราก็อาจกำลังเผชิญกับความสูญเสียในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะสิ่งที่หายไปอาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจรวมถึงความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ดังนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงอาจมีความหมายกับเรามากกว่าที่คิด และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวผ่านไป เพราะเมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เราต้องปล่อยมืออาจไม่ใช่แค่ “คนหนึ่งคน” เมื่อความสัมพันธ์หนึ่งลดลงหรือสิ้นสุดลง สิ่งที่เราจำเป็นต้องปล่อยมือไป อาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจรวมถึง คนที่คอยซัพพอร์ตเราและอยู่ตรงนั้นมาตลอด ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า และเป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน เพราะฉะนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงมีความหมายกับเรามากกว่านั้น และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การเยียวยาหลังความสูญเสียไม่ได้เป็นเส้นตรง เมื่อพูดถึงการเยียวยาหลังการสูญเสีย เราอาจเผลอคิดว่าตัวเองควรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ วันนี้เศร้า พรุ่งนี้ดีขึ้น แล้วสักวันหนึ่งก็คงหายดี แต่ในความเป็นจริง การรับมือกับความสูญเสียอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบนั้น แนวคิด Dual Process Model ของ Stroebe และ Schut อธิบายว่า ในช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความสูญเสีย เราอาจสลับไปมาระหว่างสองโหมด คือ Loss-Oriented และ Restoration-Oriented Loss-Oriented เป็นช่วงที่เราโหยหา ย้อนกลับไปคิดถึง ร้องไห้ เสียใจ รู้สึกตั้งแต่สิ้นหวังไปจนถึงโลงใจ ขณะที่พยายามทำใจยอมรับกับการสูญเสีย Restoration-Oriented เป็นช่วงที่เราพยายามรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความเศร้า เพื่อกลับมาใช้ชีวิตต่อ สองโหมดนี้สามารถสลับไปมาได้ บางวันเราอาจคิดถึงเขามากจนไม่อยากทำอะไรเลย แต่ในอีกวันหนึ่ง เราอาจกลับไปทำงาน ใช้ชีวิต หรือหัวเราะกับเพื่อนได้ตามปกติ และวันต่อมา ความเศร้าอาจกลับมาอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเรากำลัง “ถอยหลัง” หรือ วันที่เรากลับมาเศร้าอีก ไม่ได้แปลว่าเรามูฟออนไม่ได้ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ เพราะการก้าวผ่านความสูญเสียไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่เศร้า หรือลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว บางวันอาจจะยังยาก บางวันอาจจะยังเศร้า แต่ไม่เป็นไรเลย ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนะ

เวลาพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป หรือการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญในชีวิต

แต่จริง ๆ แล้ว ความสูญเสียไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การที่ความสัมพันธ์หนึ่งจบลง การต้องบอกลาคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ หรือแม้แต่การสูญเสียอนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า โหยหา และสูญเสียได้เช่นกัน

และนี่อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจคำว่า “ภาวะอกหัก” ได้มากขึ้น

 

เมื่อพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงอะไร?

เรามักจะนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป เมื่อบุคคลใกล้ชิด หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเสียชีวิต

แต่จริง ๆ แล้ว เวลาที่เรา “อกหัก” หรือพบว่าความสัมพันธ์หนึ่งได้จบลง แม้จะไม่ได้สูญเสียใครไปทั้งหมด แต่เราก็อาจกำลังเผชิญกับความสูญเสียในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

เพราะสิ่งที่หายไปอาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน”

แต่อาจรวมถึงความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน

ดังนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงอาจมีความหมายกับเรามากกว่าที่คิด และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวผ่านไป

เพราะเมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เราต้องปล่อยมืออาจไม่ใช่แค่ “คนหนึ่งคน”

เมื่อความสัมพันธ์หนึ่งลดลงหรือสิ้นสุดลง สิ่งที่เราจำเป็นต้องปล่อยมือไป อาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน”

แต่อาจรวมถึง

  • คนที่คอยซัพพอร์ตเราและอยู่ตรงนั้นมาตลอด
  • ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า และเป็นที่รักของใครสักคน
  • กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน
  • บทบาทของเราในความสัมพันธ์
  • อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน

เพราะฉะนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงมีความหมายกับเรามากกว่านั้น

และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เพราะการเยียวยาหลังความสูญเสียไม่ได้เป็นเส้นตรง

เมื่อพูดถึงการเยียวยาหลังการสูญเสีย เราอาจเผลอคิดว่าตัวเองควรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

วันนี้เศร้า พรุ่งนี้ดีขึ้น แล้วสักวันหนึ่งก็คงหายดี

แต่ในความเป็นจริง การรับมือกับความสูญเสียอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบนั้น

แนวคิด Dual Process Model ของ Stroebe และ Schut

อธิบายว่า ในช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความสูญเสีย เราอาจสลับไปมาระหว่างสองโหมด คือ Loss-Oriented และ Restoration-Oriented

Loss-Oriented

เป็นช่วงที่เราโหยหา ย้อนกลับไปคิดถึง ร้องไห้ เสียใจ รู้สึกตั้งแต่สิ้นหวังไปจนถึงโลงใจ ขณะที่พยายามทำใจยอมรับกับการสูญเสีย

Restoration-Oriented

เป็นช่วงที่เราพยายามรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความเศร้า เพื่อกลับมาใช้ชีวิตต่อ

สองโหมดนี้สามารถสลับไปมาได้

บางวันเราอาจคิดถึงเขามากจนไม่อยากทำอะไรเลย

แต่ในอีกวันหนึ่ง เราอาจกลับไปทำงาน ใช้ชีวิต หรือหัวเราะกับเพื่อนได้ตามปกติ

และวันต่อมา ความเศร้าอาจกลับมาอีกครั้ง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเรากำลัง “ถอยหลัง” หรือ วันที่เรากลับมาเศร้าอีก ไม่ได้แปลว่าเรามูฟออนไม่ได้

แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้

เพราะการก้าวผ่านความสูญเสียไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่เศร้า หรือลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น

แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

บางวันอาจจะยังยาก บางวันอาจจะยังเศร้า แต่ไม่เป็นไรเลย

ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนะ

อ้างอิง

Gillies, J., & Neimeyer, R. A. (2006). Loss, grief, and the search for significance: Toward a model of meaning reconstruction in bereavement. Journal of Constructivist Psychology, 19(1),31–65.

Stroebe, M., & Schut, H. (1999). The dual process model of coping with bereavement:Rationale and description. Death Studies, 23, 197–224.

Stroebe, M., & Schut, H. (2010). The dual process model of coping with bereavement: Adecade on. Omega, 61(4), 273–89.

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กตอนต้น คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่าเราจะรับมือกับความไม่มั่นคงทางใจอย่างไร และค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles เราทุกคนเติบโตจากประสบการณ์ในอดีตเมื่อตอนเราเป็นเด็ก เราเรียนรู้โลกผ่านความสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือผู้ดูแล โดยไม่ใช่แค่การได้รับการเลี้ยงดูทางกาย แต่รวมถึงการได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ด้วย ดังนั้นเด็กที่ได้รับการเข้าใจ ถูกปลอบโยน และได้รับความรักอย่างสม่ำเสมอ จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกนี้ปลอดภัย และรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า แต่ในทางกลับกัน หากความรัก ความใส่ใจ หรือการตอบสนองทางอารมณ์เป็นรูปแบบที่ไม่สม่ำเสมอ หรือคาดเดาไม่ได้ เด็กก็จะเรียนรู้วิธี “เอาตัวรอดทางใจ” ในแบบของตนเอง และรูปแบบเหล่านี้มักยังคงปรากฏอยู่เมื่อเราโตขึ้น โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายมีความสำคัญต่อหัวใจของเรา ดังนั้นเมื่อความสัมพันธ์กระตุ้นความไม่มั่นคงในใจ ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด เราอาจเผลอถามตัวเองอยู่ลึก ๆ ว่า “ฉันสำคัญกับเธอไหม” “แค่นี้พอหรือเปล่า” “เธอจะอยู่ข้างฉันไหม” “เธอจะยอมรับในตัวฉันแค่ไหน” คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นสัญญาณของความไม่มั่นคงที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา และวิธีที่เราตอบสนองต่อความรู้สึกเหล่านี้ ก็มักสะท้อนประสบการณ์ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวิธีที่เด็กคนนั้นเคยพยายามรับมือกับความไม่มั่นคงในอดีต รูปแบบความผูกพัน (Attachment Styles) Secure Attachment "ความผูกพันแบบมั่นคง" เกิดจากวัยเด็กที่มีพ่อแม่หรือผู้ดูแล แสดงความรักและความใส่อย่างสม่ำเสมอ และคาดเดาได้ เด็กได้รับการเข้าใจ และมีคนตอบสนองต่ออารมณ์ที่แสดงออกมา เด็กจึงเรียนรู้ว่า เราสามารถวางใจผู้อื่นได้ เราสามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองได้ เมื่อโตขึ้น คนที่มี Secure Attachment มัก กล้าสื่อสารความรู้สึกของตนเอง รับรู้คุณค่าของตัวเอง มีความไว้วางใจในอีกฝ่าย เพราะในวัยเด็ก เขามีใครบางคนคอยอยู่ข้าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดความมั่นคงภายในใจขึ้นมา Anxious Attachment "ความผูกพันแบบกังวล" เกิดจากวัยเด็กที่ความรักและความใส่ใจมาเป็นบางช่วง ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะได้รับความรัก เด็กเรียนรู้ว่า ความรักเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ต้องพยายามทำบางอย่างเพื่อให้ได้ความรักกลับมา เมื่อโตขึ้น มัก รู้สึกกังวลเมื่อคนรักเงียบหรือมีระยะห่าง รู้สึกว่าต้องพยายาม หรือพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้ยังคงได้รับความรัก เพราะในใจยังมีความกลัวว่าความรักอาจหายไปได้ทุกเมื่อ Avoidant Attachment "ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง" เกิดจากวัยเด็กที่ได้รับความใกล้ชิดทางกาย แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้แสดงออกทางอารมณ์ เช่น ถูกห้ามร้องไห้ หรือถูกมองข้ามความรู้สึกเด็กจึงเรียนรู้ว่า อารมณ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ การแสดงความรู้สึกไม่ได้ช่วยให้ได้รับความรัก เมื่อโตขึ้น มัก นิ่ง เงียบ และไม่ค่อยแสดงความรู้สึก เมื่ออีกฝ่ายอยากใกล้ชิด จะอยากถอยห่าง เพราะกลัวการ “ต้องรู้สึก” ไม่ใช่เพราะไม่แคร์ แต่เพราะความใกล้ชิดเคยเป็นสิ่งที่เจ็บปวด จนไม่กล้าเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นอีก Disorganized Attachment "ความผูกพันแบบสับสน" เกิดจากวัยเด็กที่ผู้ดูแล อาจตอบสนองด้วยความรุนแรง หรือสร้างความหวาดกลัว แต่บางครั้งก็ให้ความรักและการดูแล เด็กจึงเรียนรู้ว่า ความใกล้ชิดคืออันตราย แต่ขณะเดียวกันก็โหยหาความรักจนเกิดเป็นความสับสนในใจ เมื่อโตขึ้น มัก อยากเข้าใกล้เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ถอยห่างทันทีเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้จริง ๆ เพราะคนที่ต้องการมากที่สุดกลับเป็นคนที่อาจทำให้เจ็บปวดได้มากที่สุดเช่นกัน สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือการเข้าใจอดีต เพื่อดูแลใจในปัจจุบัน การเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กจะช่วยให้เราเห็นที่มาของการตอบสนอง เมื่อความไม่มั่นคงถูกกระตุ้นในความสัมพันธ์เราอาจย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน เราสามารถเรียนรู้ วิธีตอบสนองต่อความรู้สึกไม่มั่นคงในรูปแบบใหม่ได้ เพราะความปลอดภัยทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ผ่านการสังเกตตัวเอง การทำความเข้าใจใจของตนเอง และการเติบโตไปพร้อมกันในความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ในวันนี้…คือกระจกสะท้อนวัยเด็กของกันและกัน

ความสัมพันธ์ที่เรามีในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักเป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ในวัยเด็กที่เราเติบโตมากับมัน ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการผูกพันที่ติดตัวเรามาจนโต หรือที่เรียกว่า Attachment Styles

Read More »
การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง “การให้อภัยตัวเอง” ทำได้ยังไงบ้าง 1. ยอมรับความผิดพลาดโดยไม่ตัดสินตัวเอง การยอมรับความผิดพลาด ไม่ได้หมายความว่าเรายอมแพ้ หรือยอมรับว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่คือการเข้าใจว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยังมีสิ่งที่ไม่รู้ ไม่แน่ใจ และความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การยอมรับความจริง เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต 2. แยก “การกระทำ” ออกจาก “คุณค่าในตัวเอง” ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวตนของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงพฤติกรรม การกระทำ หรือการตัดสินใจในบางช่วงเวลา และบางสถานการณ์ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเราเสมอไป เมื่อเราแยกความผิดพลาดออกจากคุณค่าในตัวเองได้ เราจะมองตัวเองอย่างเป็นธรรมมากขึ้น และไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดมากำหนดว่าเราเป็นใคร 3. ใช้คำพูดเชิงบวกกับตัวเอง การพูดกับตัวเองในแง่ลบ เช่น “ทำไมถึงทำแบบนี้” หรือ “ทำไมไม่เก่งเหมือนคนอื่น” มักทำให้เรารู้สึกแย่ และบั่นทอนความมั่นใจ ลองปรับมาใช้คำพูดที่อ่อนโยนและเป็นจริงกับตัวเองมากขึ้น เช่น “เราทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์นั้น” หรือ “ทุกคนล้วนมีวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ” คำพูดเหล่านี้ช่วยให้ใจเราผ่อนคลาย และให้อภัยตัวเองได้ง่ายขึ้น 4. ตั้งขอบเขตและนิยามของคำว่า “ให้อภัยตัวเอง” ให้ชัดเจน การให้อภัยตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการลืมความผิดพลาด หรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คือการตั้งขอบเขตในใจ ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกผิดมาทำร้ายเราอย่างต่อเนื่อง และไม่ให้ความรู้สึกผิดนั้นมาควบคุมการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน การให้อภัยตัวเองคือ การยอมรับและรับผิดชอบต่อความผิดพลาด พร้อมกับเรียนรู้ และให้โอกาสตัวเองได้เติบโต โดยไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งชีวิต

“ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญง่ายๆ ที่มีความหมายกับใจ

การให้ของขวัญตัวเองอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพงเสมอไป บางครั้งของขวัญที่มีคุณค่าและส่งผลกับชีวิตเราได้ลึกที่สุด คือการ “ให้อภัยตัวเอง” ของขวัญที่ช่วยให้ใจเบาลง และเปิดพื้นที่ให้เราได้เติบโตอย่างแท้จริง บทความนี้จะชวนมาดูว่าเราจะให้อภัยตัวเองได้ยังไงบ้าง

Read More »
"ความหวังดี" เป็นสิ่งที่หลายคนอยากมอบให้กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อน เพราะเราตั้งใจดี อยากให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือหลุดพ้นจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ในบางครั้ง หาก “ความหวังดี” นั้นไม่มีขอบเขต ก็อาจทำให้เราลืมตัว และเผลอทำสิ่งที่เกินขอบเขต จนกลายเป็นผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้ 1. การตัดสินใจแทน โดยไม่ขอความคิดเห็น การตัดสินใจเลือก หรือการลงมือทำบางสิ่งแทนอีกฝ่าย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเขา เพราะเราคิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีที่สุด หรือรู้อยู่แล้วว่าเขาควรเลือกอะไร ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าไม่ได้รับการเคารพ รู้สึกถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ หรือค่อย ๆ กลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง แนวทางในการปรับ ถามความคิดเห็นของอีกฝ่ายก่อนตัดสินใจแทน ใช้การเสนอ “ตัวเลือก” แทนการตัดสินใจให้ทันที เพื่อให้อีกฝ่ายยังมีส่วนร่วมและมีสิทธิเลือกด้วยตัวเอง 2. การควบคุม “การตัดสินใจของคนอื่น” การพยายามบังคับหรือกดดันให้อีกฝ่ายทำ หรือเลือกในสิ่งที่เราเชื่อว่าดีที่สุดสำหรับเขา โดยไม่คำนึงถึงความต้องการหรือความคิดเห็นของอีกฝ่ายเลย ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่มีอิสระในการตัดสินใจ และรู้สึกว่าไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในความสัมพันธ์ แนวทางในการปรับ ให้คำแนะนำแทนการบังคับ เปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้ตัดสินใจเองบ้าง อาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ซับซ้อน เพื่อค่อย ๆ สร้างความมั่นใจ 3. การให้ความช่วยเหลือที่เร็วเกินไป การรีบเสนอความช่วยเหลือ หรือให้คำแนะนำทันทีที่เห็นอีกฝ่ายมีปัญหา เพราะอยากให้อีกฝ่ายหายจากความทุกข์โดยเร็ว ทั้งที่อีกฝ่ายอาจยังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ ผลกระทบ อีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าเราไม่เชื่อในความสามารถของเขา รู้สึกไม่ถูกเข้าใจ และอาจพลาดโอกาสในการเรียนรู้หรือพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แนวทางในการปรับ รับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายก่อน ลองถามว่า “ฉันช่วยอะไรได้บ้างไหม” เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ามีอิสระในการเลือก 4. การให้ความช่วยเหลือที่มากเกินไป การเข้าไปทำทุกอย่างแทนอีกฝ่ายแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือให้คำแนะนำมากเกินกว่าที่อีกฝ่ายพร้อมรับ ผลกระทบ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ กลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น หรือรู้สึกอึดอัด เหมือนไม่มีพื้นที่ของตัวเอง แนวทางในการปรับ เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ถามก่อนว่าเขาต้องการความช่วยเหลือระดับไหน เชื่อใจ และให้กำลังใจ เพื่อเสริมความมั่นใจให้อีกฝ่าย ความหวังดี เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อมันอยู่ใน “จุดที่พอดี” เพราะความหวังดีที่ดีที่สุด คือการหวังให้อีกฝ่ายได้เติบโตในแบบของเขา พร้อมกับการอยู่ข้าง ๆ อย่างเข้าใจ ยอมรับ และเคารพในตัวตนของเขา เมื่อเราให้ความหวังดีอย่างพอดี ทั้งเราและคนที่เรารักก็จะได้เติบโตไปด้วยกันอย่างสบายใจ ปลอดภัย และสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น

4 “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต จนส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์

บทความนี้ เราอยากชวนพูดถึง 4  “ความหวังดี” ที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และอาจส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ได้

Read More »
การรักตัวเอง (Self-Love) เป็นคำที่หลายคนคุ้นหู แต่ความหมายของคำนี้กลับถูกตีความไปได้หลากหลายรูปแบบ บางครั้งอาจถูกเข้าใจว่าเป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือการตามใจตัวเองมากเกินไป วันนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจความหมายและลักษณะของ “การรักตัวเอง” ในมุมมองทางจิตวิทยา เพื่อให้เรามองเห็นว่าการรักตัวเองไม่ได้หมายถึงการมองตัวเองในแง่ดีตลอดเวลา แต่ยังรวมถึงการรับรู้ เข้าใจ ยอมรับ และดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมด้วย แนวคิดนี้อ้างอิงจากงานวิจัยของ Henschke และ Sedlmeier (2023) ซึ่งเสนอว่าการรักตัวเองประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Self-Contact, Self-Acceptance และ Self-Care การรักตัวเอง (Self-Love) คืออะไร Henschke และ Sedlmeier (2023) อธิบายการรักตัวเองว่าเป็นท่าทีที่เราปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความเมตตา ความอ่อนโยน ความเข้าใจ และการดูแลตนเอง โดยไม่ตัดสินว่าตัวเองดีพอหรือมีคุณค่ามากแค่ไหน การรักตัวเองในมุมมองนี้จึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องชอบทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง หรือรู้สึกดีกับตัวเองอยู่เสมอ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะรับรู้ ยอมรับ และดูแลตัวเอง แม้ในวันที่เรากำลังเผชิญกับความรู้สึกหรือแง่มุมบางอย่างที่ไม่ชอบก็ตาม แล้วเราจะแสดงความรักต่อตัวเองได้อย่างไร แนวคิดนี้แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบ ได้แก่ Self-Contact: การเชื่อมโยงกับตนเอง Self-Contact คือการกลับมาเชื่อมโยงและรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา ทั้งอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกทางร่างกาย และความต้องการของตัวเอง องค์ประกอบนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ การรับรู้ตนเอง (Perceive Oneself) คือการสังเกตและรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกทางร่างกาย หรือความต้องการต่าง ๆ การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรารับรู้ (Encounter Oneself) คือการไม่หลีกเลี่ยงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง แต่เลือกที่จะรับรู้และเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น โดยไม่ปฏิเสธหรือพยายามผลักไสมันออกไป เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะรับรู้ตัวเองได้คือ การฝึกสติ (Mindfulness) ยิ่งเรารับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองได้ละเอียดมากขึ้น เราก็จะยิ่งเข้าใจว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไรและต้องการอะไร ซึ่งช่วยให้เราตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น Self-Acceptance: การยอมรับตนเอง Self-Acceptance คือการเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเอง ทั้งในส่วนที่เราชอบและส่วนที่เราอาจไม่ชอบหรือไม่ตรงกับภาพที่อยากให้ตัวเองเป็น องค์ประกอบนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ การยอมรับในแง่มุมที่เราไม่ชอบในตัวเอง (Accept One’s Shadow) คือการยอมรับส่วนต่าง ๆ ของตัวเองที่ไม่สอดคล้องกับภาพอุดมคติที่เราอยากเป็น การยอมรับจุดแข็งของตนเอง (Accept One’s Strengths) คือการตระหนักถึงคุณลักษณะ ความสามารถ หรือข้อดีในตัวเอง โดยไม่ลดทอนคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น การยอมรับตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดพัฒนาตัวเอง แต่เป็นการพักจากความรู้สึกไม่ดีพอ เพื่อให้เรามีพื้นที่และสติมากขึ้นในการพัฒนาตัวเองไปสู่สิ่งที่ต้องการ โดยสอดคล้องกับความสามารถและข้อจำกัดของเรา เมื่อเรายอมรับตัวเองได้มากขึ้น เราก็อาจมีความพึงพอใจต่อตัวเองเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองสมบูรณ์แบบก่อน Self-Care: การดูแลตนเอง Self-Care ไม่ได้หมายถึงการพักผ่อนหรือทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฏิบัติต่อตัวเองอย่างเหมาะสม และการสร้างความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการและขอบเขตของตัวเองด้วย องค์ประกอบนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ การปฏิบัติต่อตนเองในทางที่ดี (Treat Oneself) คือการเลือกและปฏิบัติต่อตัวเองอย่างเหมาะสม เช่น การหาวิธีดูแลตัวเองที่สอดคล้องกับความต้องการ และการรักษาสมดุลด้านต่าง ๆ ในชีวิต การสร้างความสัมพันธ์อย่างเหมาะสม (Shape Relationships) คือการรู้ว่าตัวเองต้องการความสัมพันธ์แบบใด รวมถึงสามารถกำหนดขอบเขตของตัวเองได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น หากเราอยู่ในบทบาทของลูกที่ต้องการช่วยเหลือครอบครัว เราอาจต้องกลับมาทบทวนว่าเราสามารถช่วยเหลือได้ในระดับไหน โดยไม่กระทบต่อตัวเองมากเกินไป และสื่อสารขอบเขตนั้นให้ชัดเจน การมี Self-Contact และ Self-Acceptance ที่ดีจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เรากลับมาดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงเข้าใจขอบเขตของตัวเองในแต่ละบทบาทมากขึ้น สรุป: การรักตัวเองเริ่มต้นจากการรับรู้และเข้าใจตัวเอง แม้นิยามของการรักตัวเองจะมีความหลากหลาย แต่ในมุมมองของ Henschke และ Sedlmeier (2023) สิ่งสำคัญคือ การรับรู้ตนเอง (Self-Contact) ทั้งการรู้ว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นภายในตัวเรา การเข้าใจว่าตัวเองตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างไร และการรับรู้ความต้องการของตัวเอง เมื่อเรารับรู้สิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น เราก็จะมีโอกาสเลือกตอบสนองต่อตัวเองได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น พร้อมกับมองตัวเองในแง่บวกและดูแลตัวเองได้ดีขึ้นในชีวิตประจำวัน หากการกลับมาตระหนักรู้และรับรู้ตัวเองเป็นเรื่องยาก นักจิตวิทยาการปรึกษาก็สามารถเป็นพื้นที่หนึ่งที่ช่วยให้เราได้กลับมาสำรวจและทำความเข้าใจตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อ้างอิง: Henschke, E., & Sedlmeier, P. (2023). What is self-love? Redefinition of a controversial construct. The Humanistic Psychologist, 51(3), 281–302. https://doi.org/10.1037/hum0000266

รักตัวเองยังไง? เข้าใจ Self-Love ในมุมนักจิตวิทยา

การรักตัวเองไม่ใช่การเห็นแก่ตัวหรือการตามใจตัวเองเสมอไป ชวนทำความเข้าใจ Self-Love ในมุมมองทางจิตวิทยา ผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Self-Contact, Self-Acceptance และ Self-Care เพื่อเรียนรู้ที่จะรับรู้ ยอมรับ และดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม

Read More »
คุณค่าในตัวเอง self-worth

คุณค่าในตัวเอง: 3 วิธีฝึกง่าย ๆ ที่ช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น

หลายครั้งคำว่า “คุณค่าในตนเอง (Self-Worth)” มักถูกผูกติดไว้กับ ความสำเร็จ หรือ การบรรลุเป้าหมาย เมื่อเราทำได้ตามที่ตั้งใจ เราจะรู้สึกดีกับตัวเอง แต่เมื่อทำไม่ได้ หรือยังไปไม่ถึงจุดนั้น ความรู้สึกมีคุณค่าในใจก็มักจะลดลงตามไปด้วย บางคนอาจเผลอรู้สึกว่า “คุณค่าในตัวเองหายไป” โดยไม่รู้ตัว

Read More »
zootopia

Zootopia 2 : สะท้อนกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) ผ่าน Nick กับ Judy

บทความนี้จะชวนมาสำรวจแง่มุมในเชิงกระบวนการบำบัดคู่ (Couple Therapy) จากภาพยนต์ zootopia 2 ท่ีเป็นการสะท้อนถึงการการแชร์ความรู้สึกที่เปราะบาง ว่าสามารถเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้อย่างไรบ้าง

Read More »
นักจิตวิทยา

นักจิตวิทยาแต่ละคน…ทำงานต่างกันยังไงบ้าง ?

การเริ่มต้นคุยกับนักจิตวิทยาอาจเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับหลายคน และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า นักจิตวิทยาแต่ละคนทำงานเหมือนกันไหม? หรือเราจะรู้ได้อย่างไรว่านักจิตที่เรากำลังคุยด้วย “ใช่” สำหรับเราหรือเปล่า  บทความนี้เราจะมาอธิบายเพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจ และตอบคำถามนี้กับตัวเองได้มากขึ้น

Read More »
พื้นที่ปลอดภัย

3 สัญญาณ บ่งบอก “พื้นที่ปลอดภัย” ของใจเรา

“พื้นที่ปลอดภัย” เป็นพื้นที่ที่เราทุกคนต้องการ  ทั้งในเชิงกายภาพ อย่างความปลอดภัยของสภาพอากาศ สถานที่ที่อยู่ สิ่งแวดล้อมรอบตัว และในเชิงของจิตใจ อย่างความสบายใจ ความรู้สึกมั่นคงกับผู้คน หรือ กลุ่มคนที่เราอยู่ด้วย บทความนี้ จึงอยากชวนมาสังเกต 3 สัญญาณ ที่จะช่วยบอกเราได้ว่า พื้นที่ตรงไหน คือพื้นที่ที่ปลอดภัยของใจเรา

Read More »
gratitude กตัญญู

ความกตัญญู (Gratitude) : ความรู้สึกทางบวกที่บังคับไม่ได้

คำว่า gratitude หรือ ความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ เรามักใช้คำว่า “กตัญญู” แทนคำนี้ แต่บางคนกลับ “ถูกผูกมัด” ด้วยคำนี้ จนบางครั้งความรู้สึกดี ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติกลับกลายเป็นความกดดันโดยไม่รู้ตัว เราเลยอยากชวนมารู้จักคำนี้ ในแบบที่ส่งผลดีทั้งต่อตัวเรา และความสัมพันธ์รอบตัวเรา

Read More »
เสียงในหัว

ก่อนจะเชื่อ “เสียงในหัว” กลับมาเช็คความจริงกันก่อนไหม?

เคยไหม…เพื่อนไม่ตอบไลน์ เสียงในหัวเริ่มดังขึ้นมาเองว่า  “เค้าต้องโกรธเราแน่ๆ” เพราะเราไม่ได้แยก “ข้อเท็จจริง (Fact)” ออกจาก “การรับรู้/การตีความ (Perception)” จนทุกอย่างปนกันไปหมด บทความนี้จะชวนเรากลับมาแยกสองสิ่งนี้ได้มากขึ้น

Read More »

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

พวกเราไม่ส่งจดหมายขยะ หรือ Spam และสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เพิ่มเติมได้ที่นี่

Picture of สุทธจิต บูรณกานนท์

สุทธจิต บูรณกานนท์

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

ถ้อยคำเหล่านี้คุ้น ๆ บ้างมั้ย? Hyper-Independence: เมื่อประสบการณ์ในอดีต ทำให้เราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป “ต้องทำทุกอย่างเอง จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่น” “ถ้าขอให้คนอื่นช่วย แปลว่าเราอ่อนแอ” “ทำเองง่ายกว่า ไม่ต้องพึ่งคนอื่นน่ะดีแล้ว” คุณเคยคิดหรือพูดกับตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้บ้างไหม? การพึ่งพาตัวเองเป็นทักษะที่มีประโยชน์ แต่เมื่อเรารู้สึกว่าต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองอยู่เสมอ แม้ในวันที่เหนื่อยล้าหรือจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังพึ่งพาตัวเองมากเกินไป รูปแบบพฤติกรรมนี้เรียกว่า Hyper-Independence ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายการพึ่งพาตัวเองอย่างสุดโต่งและไม่ยืดหยุ่น ไม่ใช่โรคทางจิตเวชหรือการวินิจฉัยทางคลินิกอย่างเป็นทางการ The Standard Hyper-Independence คืออะไร Hyper-Independence คือรูปแบบการพึ่งพาตัวเองมากเกินไป จนรู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้บางเรื่องอาจจำเป็นต้องให้คนอื่นช่วยก็ตาม พฤติกรรมนี้อาจแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้การทำเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อตัวเองก็ตาม รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจเมื่อมีคนพยายามช่วยเหลือ เพราะไม่คุ้นเคยกับการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น สร้างกำแพงในความสัมพันธ์ และยอมให้คนอื่นเข้ามาสนิทสนมด้วยได้ยาก แบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว จนเกิดความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ หรือเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) สิ่งสำคัญคือ การพึ่งพาตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเรารู้สึกว่าไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย แม้ในเวลาที่ต้องการจริง ๆ การกลับมาสำรวจพฤติกรรมของตัวเองอาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น การพึ่งพาตัวเองมากเกินไป เกิดมาจากอะไรได้บ้าง พฤติกรรม Hyper-Independence อาจเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาคนอื่นได้ หรือการขอความช่วยเหลือไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ทำให้ผิดหวัง จนรู้สึกว่าความช่วยเหลือจากคนอื่นเชื่อถือไม่ได้หรือไม่มั่นคง การเรียนรู้ว่าการขอความช่วยเหลือเท่ากับความอ่อนแอ ทำให้รู้สึกว่าการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การต้องเป็นผู้ดูแลคนอื่นตั้งแต่วัยเด็ก จนคุ้นเคยกับการรับผิดชอบและจัดการปัญหาด้วยตัวเอง การขาดแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง จนไม่คุ้นชินกับการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่ติดตัวมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่พึ่งพาตัวเองสูงจะมีประสบการณ์ในอดีตแบบเดียวกัน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของตัวเองจึงสำคัญกว่าการรีบสรุปว่าตัวเองเป็นอะไร จริง ๆ แล้ว การพึ่งพาตัวเองก็เคยมีประโยชน์กับเรา การที่เราพัฒนาพฤติกรรมบางอย่างขึ้นมา อาจเป็นเพราะพฤติกรรมนั้นเคยช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ในอดีตได้ ตัวอย่างเช่น หากเราเคยต้องการความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเรา เราอาจเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังจากการคาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่น การพึ่งพาตัวเองจึงอาจเคยช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัย และรู้สึกว่าสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้มากขึ้น แต่เมื่อสังเกตพฤติกรรมนี้หลาย ๆ ครั้ง เราอาจพบว่า สิ่งที่เคยช่วยเราในอดีต อาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับเราในวันนี้อีกต่อไป การพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองอาจทำให้เราเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ขณะที่การสร้างกำแพงและไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาใกล้ ก็อาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ดังนั้น ในวันนี้ การพึ่งพาตัวเองมากเกินไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราอีกแล้ว และเราอาจเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างได้ แล้วเราจะค่อย ๆ ปรับได้อย่างไรบ้าง เป้าหมายไม่ใช่การเลิกเป็นคน Independent หรือเปลี่ยนจากการพึ่งพาตัวเองไปเป็นการพึ่งพาคนอื่นทั้งหมด แต่คือการ ยืดหยุ่นกับตัวเองมากขึ้น และมองเห็นว่าเรามีทางเลือกในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าหนึ่งทาง ฝึกขอความช่วยเหลือในเรื่องเล็ก ๆ ลองเริ่มจากการฝึกรับหรือขอความช่วยเหลือในเรื่องเล็กน้อย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ก่อน อาจเป็นการให้เพื่อนร่วมงานช่วยงานบางส่วน หรือพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังลำบากใจอยู่เล็กน้อยก็ได้ การเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อาจช่วยให้เราค่อย ๆ คุ้นเคยกับการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของเรามากขึ้น เปลี่ยนจาก Hyper-Independence เป็น Interdependence ลองค่อย ๆ ปรับจากความคิดที่ว่า “ฉันต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” มาเป็นการเข้าใจว่า การดูแลตัวเองและการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นสามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ เราอาจดูแลตัวเองได้ในหลายเรื่อง แต่ในบางเวลา เราก็สามารถขอให้คนอื่นช่วยเหลือได้เช่นกัน การมีคนอื่นคอยสนับสนุนไม่ได้หมายความว่าเราสูญเสียความเป็นอิสระ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เราทั้งดูแลตัวเองและเชื่อมโยงกับคนรอบข้างได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ท้าทายความเชื่อของตัวเองทีละนิด ความเชื่อที่เรามีอาจส่งผลต่อพฤติกรรมที่เราแสดงออก ลองกลับมาสำรวจความคิดที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น หากเราเชื่อว่า “ขอความช่วยเหลือ = อ่อนแอ” ลองถามตัวเองว่า การขอความช่วยเหลือทำให้เราอ่อนแอจริง ๆ หรือไม่? คนที่เข้มแข็งจำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองจริงหรือ? หากเราเชื่อว่า “ถ้าพึ่งคนอื่น สุดท้ายเขาจะทำให้เราผิดหวังอยู่ดี” ลองทบทวนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงทุกครั้งหรือไม่? เคยมีครั้งไหนบ้างที่คนอื่นช่วยเราได้โดยที่เราไม่ผิดหวัง? การตั้งคำถามกับความเชื่อเหล่านี้อาจช่วยให้เรามองเห็นมุมอื่น ๆ และกลับมาทบทวนว่า แท้จริงแล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้ การเป็นอิสระ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกอย่างคนเดียว เป้าหมายของเราไม่ใช่การเปลี่ยนจาก Independent เป็น Dependent แต่คือการทำให้ตัวเองมองเห็นว่า เรามี “ตัวเลือก” ระหว่างการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง กับการยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องที่จำเป็น เพราะการมี Connection กับคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียความเป็นอิสระ แต่การเปิดรับความช่วยเหลืออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราดูแลตัวเองได้อย่างยืดหยุ่นและสมดุลมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเก่งหรือเข้มแข็งตลอดเวลา และไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพังเสมอไป บางครั้ง การยอมรับว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการดูแลตัวเองเช่นกัน

Hyper-Independence : เมื่อเราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป

เคยรู้สึกไหมว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากเป็นภาระของใคร? ทำความรู้จัก Hyper-Independence รูปแบบการพึ่งพาตัวเองมากเกินไปที่อาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในอดีต พร้อมสำรวจผลกระทบและวิธีค่อย ๆ เปิดรับความช่วยเหลือจากคนอื่น

Read More »
ตอนเป็นเด็ก เราอาจแค่นั่งข้างกันในห้องเรียนไม่กี่วัน ก็รู้สึกเป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนได้แล้ว แต่พอโตขึ้น การจะหาเพื่อนใหม่ จนรู้สึกสนิทกับกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้น แม้จะเป็นคนที่เราคุยถูกคอหรือเจอกันบ่อยก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าเราเข้าสังคมไม่เก่งเหมือนเดิม เข้ากับคนอื่นยากขึ้น หรือมีอะไรผิดปกติกับตัวเรา แต่อาจเป็นเพราะเมื่อเราโตขึ้น เงื่อนไขในการสร้างความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไป จนทำให้การมีเพื่อนสนิทคนใหม่ไม่ง่ายเหมือนตอนเด็ก แล้วอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปบ้าง เรามีช่วงเวลาที่ “ไม่มีเป้าหมาย” น้อยลง ตอนเป็นเด็ก เรามีเวลาที่ไม่ได้มีเป้าหมายกับเพื่อนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการพักเที่ยง เดินกลับบ้าน นั่งเล่นบ้านเพื่อน หรือใช้เวลาหลังเลิกเรียนด้วยกัน ช่วงเวลาเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้รู้จักกันในรายละเอียด สะสมมิตรภาพ และค่อย ๆ สนิทกันโดยไม่จำเป็นต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์อย่างจริงจัง แต่เมื่อโตขึ้น ทุกนาทีของเรากลับถูกแบ่งออกเป็นงาน ภาระ และการเดินทาง การนัดเจอกันจึงมักต้องมีการวางแผนและมีเวลาจำกัด แม้จะเจอกันบ่อย เราก็อาจไม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนชีวิตในมิติอื่น ๆ ร่วมกันมากนัก นอกเหนือจากเรื่องงานหรือเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เรา “เปิดเผยตัวเอง” ยากขึ้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจพูดกับเพื่อนได้อย่างง่ายดายว่า “วันนี้ที่บ้านทะเลาะกัน” “เรากลัวเรื่องนี้” “เราไม่เก่งเลย” หรือ “เราเสียใจ” และ “เราไม่รู้จะทำยังไง” เราอาจไม่ได้คิดมากว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร แต่เมื่อโตขึ้น เราเริ่มรู้สึกว่ามีภาพลักษณ์บางอย่างที่ต้องรักษาไว้มากขึ้น เราอาจเริ่มคิดว่า “พูดเรื่องนี้ดีไหม?” “เขาจะคิดว่าเราอ่อนแอหรือเปล่า?” หรือ “นี่จะเป็นภาระของเขาไหม?” เราจึงอาจคุยกับคนหลายคนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกว่ามีใครสักคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา เรา “เลือกใช้เวลา” กับคนอื่นมากขึ้น ตอนเด็ก เราอาจเลือกเพื่อนจากคนที่อยู่รอบตัว เช่น เรียนห้องเดียวกัน บ้านอยู่ใกล้กัน หรือเล่นกีฬาเดียวกัน โดยที่แทบไม่ได้ถามตัวเองเลยว่า “คนนี้เข้ากับเราได้ไหม” เพียงแค่ได้อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ มิตรภาพก็อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อโตขึ้น เวลาของเรามีจำกัดมากขึ้น เราจึงต้องตัดสินใจว่าจะใช้มันกับใคร หรือความสัมพันธ์ไหนที่เราอยากลงทุนเวลาและพลังใจลงไป เราอาจรู้จักคนมากมาย แต่คนที่เราได้เจอ ได้พูดคุย และได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งจริง ๆ อาจมีไม่กี่คน แล้วเราจะทำอย่างไรให้ “สนิท” กับใครสักคนได้มากขึ้น? ค่อย ๆ ใช้เวลาในการรู้จักกัน ไม่ต้องรีบหรือกดดันตัวเอง ความสนิทสนมต้องใช้เวลา เราไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจว่าใครจะกลายเป็น “เพื่อนสนิท” ของเรา แต่ลองปล่อยให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ พัฒนาไป สร้างเวลาให้ได้อยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องมีธุระ อาจเป็นการชวนไปเดินเล่น นั่งคุยหลังเลิกงาน กินข้าวด้วยกัน หรือทักไปคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง เพราะความสนิทอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาธรรมดา ๆ ที่เราได้ใช้ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ เปิดใจในความสัมพันธ์ทีละนิด เราไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเรื่องในชีวิต แต่ลองให้อีกฝ่ายเห็นตัวเราที่ไม่ได้โอเคบ้าง เช่น การบอกว่า “ช่วงนี้เราก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” เพราะการเปิดเผยตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจช่วยให้อีกฝ่ายกล้าเปิดใจกลับมามากขึ้น และทำให้เราได้รู้จักกันในมิติที่ลึกกว่าเดิม การมีเพื่อนสนิทมากหรือน้อย เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความสบายใจของแต่ละคน ถ้าเราไม่ได้รู้สึกว่าขาด ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปหาเพื่อนเพิ่มเพียงเพราะคิดว่าควรมี แต่ถ้าเราอยากมีใครสักคนเพิ่มเข้ามาในชีวิต ก็ลองเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในแบบที่เป็นตัวเราเอง เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีคนอยู่รอบตัวกี่คน แต่อยู่ที่ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีทำให้เราสามารถเป็นตัวเอง และรู้สึกสบายใจมากแค่ไหน

ยิ่งโตยิ่งหาเพื่อนยาก? ทำไมการมีเพื่อนสนิทถึงยากขึ้นเมื่อเป็นผู้ใหญ่

เมื่อโตขึ้น ทำไมการมีเพื่อนสนิทคนใหม่จึงยากกว่าเดิม? ชวนสำรวจ 3 สิ่งที่เปลี่ยนไปตามวัย ทั้งเวลาที่มีน้อยลง การเปิดเผยตัวเองที่ยากขึ้น และการเลือกใช้เวลากับคนอื่น พร้อมแนวทางค่อย ๆ สร้างมิตรภาพใหม่ โดยไม่ต้องกดดันตัวเอง

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save