เข้าใจภาวะอกหัก ผ่านมุมมองความสูญเสีย (Loss & Grief)

เวลาพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป หรือการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญในชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว ความสูญเสียไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การที่ความสัมพันธ์หนึ่งจบลง การต้องบอกลาคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ หรือแม้แต่การสูญเสียอนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า โหยหา และสูญเสียได้เช่นกัน และนี่อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจคำว่า “ภาวะอกหัก” ได้มากขึ้น เมื่อพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงอะไร? เรามักจะนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป เมื่อบุคคลใกล้ชิด หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเสียชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว เวลาที่เรา “อกหัก” หรือพบว่าความสัมพันธ์หนึ่งได้จบลง แม้จะไม่ได้สูญเสียใครไปทั้งหมด แต่เราก็อาจกำลังเผชิญกับความสูญเสียในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะสิ่งที่หายไปอาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจรวมถึงความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ดังนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงอาจมีความหมายกับเรามากกว่าที่คิด และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวผ่านไป เพราะเมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เราต้องปล่อยมืออาจไม่ใช่แค่ “คนหนึ่งคน” เมื่อความสัมพันธ์หนึ่งลดลงหรือสิ้นสุดลง สิ่งที่เราจำเป็นต้องปล่อยมือไป อาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจรวมถึง คนที่คอยซัพพอร์ตเราและอยู่ตรงนั้นมาตลอด ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า และเป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน เพราะฉะนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงมีความหมายกับเรามากกว่านั้น และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การเยียวยาหลังความสูญเสียไม่ได้เป็นเส้นตรง เมื่อพูดถึงการเยียวยาหลังการสูญเสีย เราอาจเผลอคิดว่าตัวเองควรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ วันนี้เศร้า พรุ่งนี้ดีขึ้น แล้วสักวันหนึ่งก็คงหายดี แต่ในความเป็นจริง การรับมือกับความสูญเสียอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบนั้น แนวคิด Dual Process Model ของ Stroebe และ Schut อธิบายว่า ในช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความสูญเสีย เราอาจสลับไปมาระหว่างสองโหมด คือ Loss-Oriented และ Restoration-Oriented Loss-Oriented เป็นช่วงที่เราโหยหา ย้อนกลับไปคิดถึง ร้องไห้ เสียใจ รู้สึกตั้งแต่สิ้นหวังไปจนถึงโลงใจ ขณะที่พยายามทำใจยอมรับกับการสูญเสีย Restoration-Oriented เป็นช่วงที่เราพยายามรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความเศร้า เพื่อกลับมาใช้ชีวิตต่อ สองโหมดนี้สามารถสลับไปมาได้ บางวันเราอาจคิดถึงเขามากจนไม่อยากทำอะไรเลย แต่ในอีกวันหนึ่ง เราอาจกลับไปทำงาน ใช้ชีวิต หรือหัวเราะกับเพื่อนได้ตามปกติ และวันต่อมา ความเศร้าอาจกลับมาอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเรากำลัง “ถอยหลัง” หรือ วันที่เรากลับมาเศร้าอีก ไม่ได้แปลว่าเรามูฟออนไม่ได้ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ เพราะการก้าวผ่านความสูญเสียไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่เศร้า หรือลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว บางวันอาจจะยังยาก บางวันอาจจะยังเศร้า แต่ไม่เป็นไรเลย ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนะ

เวลาพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป หรือการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญในชีวิต

แต่จริง ๆ แล้ว ความสูญเสียไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การที่ความสัมพันธ์หนึ่งจบลง การต้องบอกลาคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ หรือแม้แต่การสูญเสียอนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า โหยหา และสูญเสียได้เช่นกัน

และนี่อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจคำว่า “ภาวะอกหัก” ได้มากขึ้น

 

เมื่อพูดถึง “ความสูญเสีย” เรามักนึกถึงอะไร?

เรามักจะนึกถึงประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งต้องจากไป เมื่อบุคคลใกล้ชิด หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเสียชีวิต

แต่จริง ๆ แล้ว เวลาที่เรา “อกหัก” หรือพบว่าความสัมพันธ์หนึ่งได้จบลง แม้จะไม่ได้สูญเสียใครไปทั้งหมด แต่เราก็อาจกำลังเผชิญกับความสูญเสียในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

เพราะสิ่งที่หายไปอาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน”

แต่อาจรวมถึงความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รักของใครสักคน กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน บทบาทของเราในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน

ดังนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงอาจมีความหมายกับเรามากกว่าที่คิด และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวผ่านไป

เพราะเมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เราต้องปล่อยมืออาจไม่ใช่แค่ “คนหนึ่งคน”

เมื่อความสัมพันธ์หนึ่งลดลงหรือสิ้นสุดลง สิ่งที่เราจำเป็นต้องปล่อยมือไป อาจไม่ได้มีเพียง “คนหนึ่งคน”

แต่อาจรวมถึง

  • คนที่คอยซัพพอร์ตเราและอยู่ตรงนั้นมาตลอด
  • ความรู้สึกว่าเรามีคุณค่า และเป็นที่รักของใครสักคน
  • กิจวัตรต่าง ๆ ที่เคยมีร่วมกัน
  • บทบาทของเราในความสัมพันธ์
  • อนาคตที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน

เพราะฉะนั้น การเลิกราครั้งหนึ่งจึงมีความหมายกับเรามากกว่านั้น

และสำหรับหลายคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เพราะการเยียวยาหลังความสูญเสียไม่ได้เป็นเส้นตรง

เมื่อพูดถึงการเยียวยาหลังการสูญเสีย เราอาจเผลอคิดว่าตัวเองควรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

วันนี้เศร้า พรุ่งนี้ดีขึ้น แล้วสักวันหนึ่งก็คงหายดี

แต่ในความเป็นจริง การรับมือกับความสูญเสียอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบนั้น

แนวคิด Dual Process Model ของ Stroebe และ Schut

อธิบายว่า ในช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความสูญเสีย เราอาจสลับไปมาระหว่างสองโหมด คือ Loss-Oriented และ Restoration-Oriented

Loss-Oriented

เป็นช่วงที่เราโหยหา ย้อนกลับไปคิดถึง ร้องไห้ เสียใจ รู้สึกตั้งแต่สิ้นหวังไปจนถึงโลงใจ ขณะที่พยายามทำใจยอมรับกับการสูญเสีย

Restoration-Oriented

เป็นช่วงที่เราพยายามรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความเศร้า เพื่อกลับมาใช้ชีวิตต่อ

สองโหมดนี้สามารถสลับไปมาได้

บางวันเราอาจคิดถึงเขามากจนไม่อยากทำอะไรเลย

แต่ในอีกวันหนึ่ง เราอาจกลับไปทำงาน ใช้ชีวิต หรือหัวเราะกับเพื่อนได้ตามปกติ

และวันต่อมา ความเศร้าอาจกลับมาอีกครั้ง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเรากำลัง “ถอยหลัง” หรือ วันที่เรากลับมาเศร้าอีก ไม่ได้แปลว่าเรามูฟออนไม่ได้

แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้

เพราะการก้าวผ่านความสูญเสียไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่เศร้า หรือลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น

แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

บางวันอาจจะยังยาก บางวันอาจจะยังเศร้า แต่ไม่เป็นไรเลย

ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนะ

อ้างอิง

Gillies, J., & Neimeyer, R. A. (2006). Loss, grief, and the search for significance: Toward a model of meaning reconstruction in bereavement. Journal of Constructivist Psychology, 19(1),31–65.

Stroebe, M., & Schut, H. (1999). The dual process model of coping with bereavement:Rationale and description. Death Studies, 23, 197–224.

Stroebe, M., & Schut, H. (2010). The dual process model of coping with bereavement: Adecade on. Omega, 61(4), 273–89.

🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱

🔆 อยากนัดหมายเพื่อปรึกษากับนักจิตวิทยา แอดไลน์สอบถามได้ที่
Line : @onmindway / คลิกเพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/JB46W3W

🔆 รายชื่อนักจิตวิทยาของเรา
https://onmindway.com/psychologist/

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Gaslighting ซึ่งหมายถึงการที่ผู้กระทำค่อย ๆ บิดเบือนความจริง ทำให้ผู้ถูกกระทำเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ การรับรู้ หรือแม้แต่สติสัมปชัญญะของตัวเอง แต่ในบางครั้ง เมื่อเราเจอกับสถานการณ์แบบนี้บ่อย ๆ เราอาจเริ่ม “Gaslight ตัวเอง” โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Self-Gaslighting Self-Gaslighting คืออะไร? Self-Gaslighting คือการที่เราตั้งคำถามหรือปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่ความรู้สึกนั้น “เกิดขึ้นจริง” เรารู้สึก…แต่เสียงในหัวกลับบอกว่า “เราคิดมากไปเอง” “เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก เราอ่อนไหวเอง” “เรื่องแค่นี้เอง” “คนอื่นยังลำบากกว่าเราอีก” คำพูดเหล่านี้ทำให้เราค่อย ๆ ลดทอนความรู้สึกของตัวเอง มองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนสูญเสียความมั่นใจ และไม่ได้ตัดสินใจตามความเป็นจริงของตัวเอง ท้ายที่สุด เราอาจพลาดโอกาสในการเข้าใจและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แล้วจะทำยังไง ไม่ให้เรา Self-Gaslight ตัวเอง? 1. สังเกตคำพูดที่เราใช้กับตัวเอง เมื่อเกิดความรู้สึกด้านลบ เช่น โกรธ กลัว เสียใจ ลองถามตัวเองว่า เรายอมรับความรู้สึกนั้นตรง ๆ หรือกำลังใช้คำพูดลดทอนมันอยู่ 2. เรียกชื่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น ลองหยุดและถามตัวเองว่า “ตอนนี้เรารู้สึกอะไรอยู่กันแน่?” อาจเป็นความอึดอัด เศร้า น้อยใจ โมโห หรือท้อแท้ โดยยังไม่ต้องตัดสินว่าความรู้สึกนั้น “ถูกหรือผิด” เพียงแค่รับรู้และยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง 3. ทำความเข้าใจที่มาของความรู้สึก ลองสำรวจว่า...ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเกิดจากอะไร เช่น รู้สึกน้อยใจแฟน เพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยมีเวลาให้ ทั้งที่เราคิดถึง และอยากใช้เวลาร่วมกันในวันหยุด 4. ปรับคำพูดที่เราบอกตัวเอง เมื่อเข้าใจความรู้สึกแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเองให้ “รับฟัง” มากขึ้น จาก “เรื่องเล็กแค่นี้เอง คิดมากไปหรือเปล่า” เป็น “เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกจริง ๆ นะ” หรือจาก “ไม่น่าน้อยใจเลย” เป็น “เรามีสิทธิ์รู้สึกน้อยใจนะ แต่อาจต้องมาดูต่อว่ามันเกิดจากอะไร” การไม่ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่การอ่อนแอ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

Self-Gaslighting: รู้สึกนะ แต่เสียงในหัวเรากลับบอกว่า “เราคงแค่คิดไปเอง”

Self-Gaslighting คือการที่เราปฏิเสธหรือบอกตัวเองว่า “คิดไปเอง” ทั้งที่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นจริง บทความนี้ชวนสำรวจสัญญาณของการลดทอนความรู้สึกตัวเอง และวิธีกลับมาเข้าใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

Read More »
Grounding Technique คือเทคนิคที่ช่วยให้เรากลับมาโฟกัส และมีสติกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ช่วยให้จมอยู่กับความคิดหรือความกังวลน้อยลง เป็นการเปลี่ยนความสนใจจาก “ความคิด” กลับมาสู่ “ร่างกาย” วันนี้อยากชวนลองเทคนิคง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา นั่นคือ “5 Senses” ซึ่งเป็นการพาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา อยู่กับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ลองมองไปรอบ ๆ ตัวในตอนนี้ และโฟกัสกับ 5 สิ่งที่เรามองเห็น ระหว่างมอง ลองสังเกตรายละเอียดของสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด เช่น สีเป็นอย่างไร โทนเข้มหรืออ่อน พื้นผิวดูนุ่ม แข็ง หรือหยาบ มีลวดลายอะไรบ้าง รูปร่างเป็นแบบไหน กว้างหรือยาว ทึบหรือโปร่งแสงมากแค่ไหน อยู่กับ 4 สิ่งที่เราสัมผัสได้ ลองหยิบของใกล้ตัว หรือรับรู้สิ่งที่ร่างกายกำลังสัมผัสอยู่ จากนั้นค่อย ๆ โฟกัสรายละเอียดของสิ่งนั้น เช่น ผิวสัมผัสเป็นแบบไหน ลื่น ขรุขระ แข็ง หรือ นุ่ม รูปร่างเป็นอย่างไร มีส่วนโค้งหรือเหลี่ยมตรงไหน อุณหภูมิเป็นอย่างไร ร้อนหรือเย็น อยู่กับ 3 สิ่งที่เราได้ยิน เสียงไม่จำเป็นต้องดังหรือเด่น อาจเป็นเพียงเสียงพื้นหลังรอบตัว เช่น เสียงแอร์ เสียงคนคุยกัน หรือเสียงรอบข้างอื่น ๆ ลองสังเกตว่า เสียงดังหรือเบา มาจากทิศทางไหน เป็นเสียงสูงหรือต่ำ มีจังหวะต่อเนื่อง หรือขาดเป็นช่วง ๆ อยู่กับ 2 สิ่งที่เราได้กลิ่น ลองโฟกัสกลิ่นรอบตัว หรือหยิบสิ่งที่มีกลิ่นอ่อน ๆ มาดมเช่น ยาดม เทียนหอม หรือกลิ่นธรรมชาติ สังเกตว่า เป็นกลิ่นอะไร กลิ่นแรงหรืออ่อน ให้ความรู้สึกแบบไหน เช่น สดชื่น หรือหวาน อยู่กับ 1 สิ่งที่เราลิ้มรสได้ อาจเป็นช่วงที่กำลังกินหรือดื่มอะไรอยู่ หรือสังเกตรสที่ยังหลงเหลืออยู่ในปาก เช่น มีรสอะไรอยู่บ้าง เปรี้ยว หวาน ขม รสยังคงอยู่มากน้อยแค่ไหน สุดท้าย ลองหยุดและสังเกต “ความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้ การค่อย ๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นและค่อย ๆ คลายจากความคิดหรือความกังวลที่วนอยู่ในใจ

พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ด้วย 5 Senses Grounding Technique

5 Senses Grounding Technique คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยดึงใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อลดความเครียด ความคิดฟุ้งซ่าน และความกังวลในชีวิตประจำวัน

Read More »
“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เป็นประโยคที่เรามักได้ยินบ่อยในช่วงเวลาที่ใครสักคนกำลังเผชิญความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงาน ความผิดหวังในความสัมพันธ์ หรือการสูญเสียบางอย่างในชีวิต เพราะเมื่อเราเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์ เรามักอยากช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเร็วที่สุด และอยากให้สถานการณ์ที่เขาเผชิญเบาลง จึงเกิดคำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” “อย่าคิดมาก” “ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” แน่นอนว่า คำพูดเหล่านี้มีเจตนาเพื่อ “ปลอบใจ” แต่ในมุมจิตวิทยา คำพูดนี้สามารถทำหน้าที่ได้สองแบบ อาจเป็นกำลังใจ ที่ช่วยให้ใครบางคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ หรืออาจกลายเป็นการลดทอนความรู้สึกของอีกฝ่าย โดยที่เราไม่ตั้งใจ เพราะเราเองก็อาจไม่รู้ว่าจะอยู่กับความรู้สึกยาก ๆ นั้นอย่างไร ซึ่งความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ “จังหวะ” และ “วิธีที่เราใช้มัน” “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เป็น กำลังใจ คำพูดนี้สามารถสร้างความหวังได้จริง ผ่านหลักการทางจิตวิทยา 1. อารมณ์ไม่ใช่สิ่งถาวร (Emotional Impermanence) ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ทางบวก เช่น ความดีใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางลบ เช่น ความเศร้า ความเครียด ความกลัว ล้วนมีลักษณะเป็นคลื่น ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และลดลงตามเวลา การตระหนักว่า “ความรู้สึกนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป” ช่วยลดความรู้สึกสิ้นหวัง และทำให้เรามีพลังที่จะผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ 2. การปรับมุมมอง (Cognitive Reappraisal) เมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก การตีความหรือปรับมุมมอง เช่น “ช่วงนี้มันยาก แต่ไม่ได้ยากตลอดไป” “ปัญหานี้เป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต” จะช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ทางลบ และเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) รวมถึงช่วยให้เราควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อคำนี้กลายเป็นการ “กดความรู้สึก” หากประโยคนี้ถูกพูดเร็วเกินไป ในขณะที่ความรู้สึกของอีกฝ่ายยังไม่ได้รับการเข้าใจ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า ความทุกข์ของเขาไม่สำคัญ เรื่องที่เขาเจอถูกทำให้เล็กลง เขาควร “รับมือให้ได้” โดยเร็ว แทนที่จะได้มีพื้นที่อยู่กับความรู้สึกของตัวเอง สิ่งนี้เรียกว่า Emotional Invalidation คือการที่ความรู้สึกของบุคคลถูกลดความสำคัญ หรือไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ คน ๆ นั้นอาจรู้สึกว่า ไม่มีใครเข้าใจเขาไม่ควรพูดความรู้สึกของตัวเอง ต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ดังนั้นแม้เราไม่ได้ตั้งใจ แต่ผลลัพธ์อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกทุกข์มากขึ้น แล้วจะใช้คำว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อย่างไร ให้เป็นกำลังใจจริง ๆ การปลอบใจที่ช่วยเยียวยาได้มากที่สุด มักเริ่มจากการ “รับรู้ ยอมรับ และสะท้อนความรู้สึก” ของอีกฝ่ายก่อน เพราะในช่วงเวลาที่คนกำลังทุกข์ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนแรก ไม่ใช่คำแนะนำหรือทางออกทันที แต่คือการรู้สึกว่า “มีคนเห็น และเข้าใจ” ดังนั้น ก่อนจะพูดว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เราอาจเริ่มจาก “มันคงหนักมากจริง ๆ สำหรับเธอ” “เราเข้าใจว่ามันยากมากในตอนนี้” “ไม่แปลกเลยที่เธอจะรู้สึกแบบนี้” คำพูดลักษณะนี้ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า ความรู้สึกของเขาถูกมองเห็น และเมื่อเขารู้สึกว่าไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง คำว่า “เราจะค่อย ๆ ผ่านมันไปได้” ก็จะไม่ใช่การเร่งให้เข้มแข็ง แต่กลายเป็นกำลังใจที่อ่อนโยนและมีความหมาย บทความนี้ไม่ได้อยากให้การให้กำลังใจเป็นเรื่องยาก หรือทำให้รู้สึกว่าต้องพูดให้ “ถูกต้อง” เสมอ เพราะในเวลาที่เราเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์ ความตั้งใจที่จะปลอบใจและช่วยให้เขาดีขึ้นก็มีคุณค่าและสำคัญมากอยู่แล้ว สิ่งที่อยากชวนให้เห็น ไม่ใช่การเปลี่ยน “ความหวังดี” แต่เป็นการเพิ่ม “ความเข้าใจ” เพื่อให้คำพูดอย่าง “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ทำให้ใครสักคนรู้สึกว่าเขาสามารถรู้สึก พูด และค่อย ๆ ผ่านช่วงเวลายากลำบากนั้นไปได้โดยไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

“เดี๋ยวก็ผ่านไป” กำลังใจ หรือการกดความรู้สึก?

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” คือกำลังใจ หรือการกดความรู้สึก? บทความนี้ชวนเข้าใจวิธีปลอบใจโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกลดทอนความรู้สึก

Read More »
เวลาเจอคำถามจากคนอื่นว่า “ไหวไหม” คำตอบที่เรามักจะตอบออกไปก็คือ “ไหว” แต่คำว่า “ไหว” ของเราในแต่ละครั้ง อาจมีความหมายที่ไม่เหมือนกันก็ได้ บางครั้งคำว่า “ไหว” อาจหมายถึง เรารับมือกับสถานการณ์นั้นได้จริง ๆ แต่บางครั้ง “ไหว” อาจเกิดจาก ความจำเป็น ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ หรืออยากทำตามความคาดหวังของคนรอบตัว จึงอยากชวนทุกคนลองกลับมาสังเกตว่า...การตอบว่า “ไหว” ที่เราใช้กันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันนั้น มาจากเสียงของตัวเราจริงไหม เมื่อคำตอบ “ไหว” ไม่ได้มาจากเสียงของเรา หลายครั้งคำว่า “ไหว” อาจเกิดจาก "แรงกดดันภายนอก" คำตอบนี้มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกว่า ต้อง ควร กลัว ซึ่งเกิดจากความกดดัน หรือการรับรู้ความคาดหวังจากภายนอก เช่น เสียงของคนอื่น หรือความคาดหวังของสังคมมากกว่าความต้องการที่มาจากตัวเราเอง ตัวอย่างความคิดที่อาจเกิดขึ้น เช่น “คนอื่นไหว เราก็ต้องไหว” “เราควรจะไหวสิ ไม่งั้นคนอื่นเดือดร้อน” “ต้องไหว ไม่งั้นเราจะกลายเป็นคนขี้เกียจ” เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น คำว่า “ไหว” จึงอาจไม่ใช่เสียงที่แท้จริงของเรา “ไหว” แบบที่เราไม่ทันถามตัวเอง บางครั้งเราพูดคำว่า “ไหว” ออกมาแบบอัตโนมัติ โดยที่ยังไม่ได้กลับมาสำรวจตัวเองอย่างช้า ๆ เราบอกตัวเอง หรือบอกคนอื่นว่า “ไหว” ทั้งที่ยังไม่ได้หยุดฟังว่าความรู้สึกจริง ๆ ของเราตอนนั้นเป็นอย่างไร คำว่า “ไหว” จึงกลายเป็นเหมือนคำพูดที่ช่วยแยก หรือเก็บอารมณ์จริง ๆ ของเราเอาไว้ เพื่อให้เราสามารถเดินหน้าทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปได้ “ไหว” เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือก บางครั้งการบอกว่า “ไหว” อาจเกิดจากความรู้สึกว่าเรา ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเรากังวลว่า หากบอกว่า “ไม่ไหว” แล้ว เราอาจเสียโอกาส เสียภาพลักษณ์ หรือทำให้ใครบางคนผิดหวัง จึงทำให้เรารู้สึกว่าทางเลือกเดียวที่มีคือ ต้องไหว ลองกลับมาฟังเสียงของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่า คำว่า “ไหว” ในตอนนี้ อาจไม่ได้มาจากเสียงของเรา ลองเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้สำรวจความรู้สึก ด้วยคำถามเล็ก ๆ 3 ข้อนี้ 1. เช็กระดับความไหวของตัวเอง ลองให้คะแนนความไหวของตัวเองในช่วงนั้น เป็นระดับ 1–10 แทนการตอบแค่ว่าไหวหรือไม่ไหว วิธีนี้ช่วยให้เราเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดขึ้น 2. แยกว่าเกิดจาก “ความต้องการ” หรือ “ความกลัว” ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เราเลือกทำอยู่ตอนนี้ มาจาก ความต้องการของเราจริง ๆ หรือมาจาก ความกลัว การแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น 3. อนุญาตให้ตัวเอง “ไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง” ในแต่ละวัน เราอาจไหวมากหรือไหวน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่กำลังเจอ การอนุญาตให้ตัวเอง ไม่ไหวบ้าง ไม่ใช่ความล้มเหลว และไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเอง เมื่อความไหวมาจากหัวใจของเรา ความไหวที่มาจากความตั้งใจของเรา มักจะยังเหลือพื้นที่ให้เราได้พัก ได้ครุ่นคิด และได้กลับมาดูแลตัวเอง แต่ความไหวที่มาจากความกลัว หรือความคาดหวังของคนอื่น บางครั้งอาจผลักให้เราเดินต่อไป โดยทิ้งความรู้สึกของตัวเองไว้ข้างหลัง ดังนั้น ลองกลับมาฟังเสียงของตัวเองอีกครั้ง และอนุญาตให้ตัวเอง ไม่ไหวได้บ้าง เพราะการยอมรับว่าเราไม่ไหวในบางวัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลใจ ให้เราเดินต่อไปได้อย่างอ่อนโยนและมั่นคงมากขึ้น

ไหวไหม? เมื่อคำว่า “ไหว” อาจมาจากแรงกดดัน ไม่ใช่เสียงของตัวเอง

เวลามีคนถามว่า “ไหวไหม” หลายครั้งเราตอบว่าไหวทั้งที่ข้างในอาจไม่ได้รู้สึกแบบนั้น บทความนี้ชวนสำรวจว่าเสียงนั้นมาจากตัวเราหรือแรงกดดันรอบตัว

Read More »
ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยน สร้างการเชื่อมต่อใหม่ และพัฒนาได้จากประสบการณ์ที่เราลงมือทำและวิธีคิดที่เราเลือกในแต่ละวัน ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต ช่วงนี้หลายๆ คนอาจได้ยินชื่อ ไอลีน กู่ (Eileen Gu) นักสกีฟรีสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน-จีนวัย 22 ปี ผู้คว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิกฤดูหนาวทั้งปี 2022 และ 2026 อีกทั้งยังเป็นนางแบบระดับโลกที่ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำและมีผลงานบนเวทีใหญ่ ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง ล่าสุดในการสัมภาษณ์หลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ผ่านมา ไอลีนได้พูดถึงกระบวนการคิดของตัวเองว่า ปกติเธอใช้เวลาอยู่กับ “การคิดทบทวนตนเอง เขียนบันทึก แยกแยะ วิเคราะห์กระบวนการคิดของตนเอง” และเชื่อว่า “เมื่อเราควบคุมวิธีคิดของตัวเองได้ เราก็จะควบคุมได้ว่าเราอยากจะเป็นใคร โดยเฉพาะเมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) จะอยู่ข้างเรา เธอเลยสามารถเป็นคนแบบที่อยากจะเป็นได้จริง ๆ” จริงๆ แล้ว Neuroplasticity หรือ “ความยืดหยุ่นของสมอง” ที่ไอลีนพูดถึง ไม่ได้เป็นเคล็ดลับพิเศษที่จำกัดอยู่แค่นักกีฬาโอลิมปิกแต่อย่างใด แต่หมายถึง ความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตามประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เซลล์ประสาท (Neurons) ที่มีอยู่นับล้านในสมองคนเราจะมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน หากเราทำพฤติกรรมใหม่ ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เซลล์ประสาทก็จะสร้างสะพานเชื่อมต่อเส้นใหม่ขึ้น และเมื่อเราทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ เส้นใยที่สร้างขึ้นก็จะถูกใช้และแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันพฤติกรรมไหนที่เลิกทำ เส้นใยนั้นจะไม่ได้ถูกใช้ ทำให้อ่อนแรงลงและถูกตัดทิ้งในที่สุด แปลว่า ถ้าเราทำสิ่งไหนซ้ำ ๆ สมองเราก็จะทำสิ่งนั้นเก่งขึ้นนั่นเอง เช่น การเรียนและฝึกพูดภาษาที่ 3 บ่อย ๆ ทำให้เราพูดภาษานั้นคล่องขึ้น การฝึกฝนวาดรูป ก็จะทำให้เราวาดได้ลายเส้นที่สวยขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงทักษะบางอย่าง แต่ยังรวมถึง “ความคิด” ของเราด้วย ถ้าเราคิดในด้านลบ เส้นใยที่เป็นสะพานเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเกี่ยวกับความคิดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นชุดรูปแบบ (pattern) ความคิดติดตัวเราได้ แม้ไอลีนจะบอกว่า เมื่อยังอายุน้อย ความยืดหยุ่นของสมองจะอยู่ข้างเรา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าอายุเท่าไหร่สมองก็จะยังยืดหยุ่นและสร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ ขึ้นได้เสมอ💡 โดยมีหลายสิ่งที่เราอาจทำได้ เช่น ✅เรียนภาษาใหม่ ✅ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ✅เรียนทักษะใหม่ๆ ✅ฝึกสมาธิ ฝึกสติ ✅เล่น puzzle ท้ายที่สุดแล้ว Neuroplasticity สอนให้เรารู้ว่า ความสามารถที่เรามีไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พัฒนาได้เสมอด้วยการฝึกฝนและเลือกคิดในทุก ๆ วันนั่นเอง

ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)…เคล็ดลับนักกีฬาโอลิมปิก ที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้

ในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังดูเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน เรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่าง Eileen Gu ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นั่นคือ “ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)” ซึ่งไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของนักกีฬาโอลิมปิกเท่านั้น แต่เป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตลอดชีวิต

Read More »
หลายคนเข้าใจว่า Self-esteem คือความมั่นใจสูง ๆ หรือการมองตัวเองในแง่ดีตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว Self-esteem คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างสมดุล ทั้งในวันที่เราทำได้ดี และในวันที่เราผิดพลาด บทความนี้จะชวนคุณสำรวจ 4 มุมมองสำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้าง Self-esteem ให้เติบโตอย่างมั่นคงและอ่อนโยนจากภายใน ก่อนที่เราจะพูดถึงมุมมองต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่ม Self-esteem ให้กับตัวเอง ลองมาทำความเข้าใจคำว่า Self-esteem กันก่อน Self-esteem ประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. การตระหนักถึงความจริง (Realistic) คือการยอมรับและรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน สิ่งที่ชอบและไม่ชอบของตนเอง บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่างตรงไปตรงมา 2. การชื่นชมและยินดีกับส่วนที่ดีในตัวเอง (Appreciative) คือความรู้สึกที่ดีต่อภาพรวมของตนเอง หากนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงเพื่อนสนิทที่ชื่นชมเรา เขาเลือกมองเห็นด้านที่ดีในตัวเรามากกว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ มุมมองแบบนี้เองที่เราสามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ ดังนั้น Self-esteem คือ การรับรู้ว่าตนเองมีจุดเด่นและจุดด้อยอะไร โดยไม่เอาข้อเสียมากลบ “ข้อดี” ของตนเอง และสามารถสังเกต เห็นคุณค่า และชื่นชมด้านบวกของตัวเองได้ Self-esteem คือการหลงตัวเองหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” เพราะ Self-esteem ที่ดี จะทำให้เรา… ยินดีอย่างสม่ำเสมอต่อความเป็นตัวเอง แต่ไม่หวือหวา: ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมี “คุณค่า” ในตัวเอง และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน มีพื้นที่ให้กับ “การพัฒนาตัวเอง”: เมื่อเรามองเห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เราจะรู้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีก เมื่อเข้าใจความหมายของ Self-esteem แล้ว ลองมาดูว่า “มุมมอง” แบบใดที่จะช่วยพัฒนา Self-esteem ในตัวเราได้บ้าง 1. การยอมรับตัวเอง (Self-Acceptance) คือการสังเกตตัวเองอย่างชัดเจนด้วย “สติ” มองเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบ เห็นข้อจำกัดของตัวเอง และยอมรับว่าความทุกข์และความสุขเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เข้าใจถึงข้อจำกัดของตนเอง ไม่พยายามหลีกเลี่ยง เร่งรีบเปลี่ยนแปลง หรือกำจัดความทุกข์ตรงหน้าในทันที มีอิสระในการตัดสินใจ และให้พื้นที่กับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะของชีวิต Carl Rogers กล่าวว่า “เมื่อเรายอมรับตนเองในแบบที่เป็น เราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้” ดังนั้น การยอมรับตัวเองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ในจังหวะของเรา และเพิ่ม Self-esteem ได้อย่างมั่นคง 2. ความอดทน (Patience) เมื่อเรามองเห็นข้อจำกัดของตัวเองแล้ว บางครั้งเราอาจใจร้อน อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที แต่การเติบโตต้องอาศัย “ความอดทน” การไว้วางใจในกระบวนการ ไม่คาดหวังเกินจริง และไม่ยอมแพ้ต่อความผิดหวัง จำไว้เสมอว่า “ทุกคนมีเวลาในการเติบโตของตัวเองเสมอ” 3. เมตตาและกรุณา (Loving-kindness & Compassion) เราควรมีความเมตตาและกรุณาต่อตัวเอง ด้วยการแสดงความห่วงใยและหวังดี แม้ในวันที่รู้สึกไม่ดีหรือไม่พอใจกับตัวเอง หากยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลอง… ปรับคำพูดกับตัวเอง จากการตำหนิรุนแรง ให้พูดตามความเป็นจริง เช่น จาก “แกมันโง่จริง ๆ” เป็น “เราทำคะแนนสอบไม่ได้ดังที่หวัง” ปรับน้ำเสียงที่ใช้กับตัวเอง จากน้ำเสียงหงุดหงิดหรือโกรธ เป็นน้ำเสียงปกติที่เข้าใจสถานการณ์ ให้โอกาสตัวเอง แม้จะผิดหวัง ผิดพลาด หรือไม่ได้ดั่งใจ 4. การไม่ตัดสิน (Non-judgement) ประโยคแบบนี้คุ้นไหม… “ฉันไม่ดีเท่าเพื่อน” “ทำไมฉันไม่ดีกว่านี้?” “ฉันแย่มาก” “ฉันควรพัฒนาได้เร็วกว่านี้” “วันนี้ฉันทำได้ไม่ดีเท่าเมื่อวาน” “ฉันไม่ชอบตัวเองแบบนี้” “ฉันคงไม่มีวันดีขึ้น” “ฉันมันโง่” ถ้าเรามีประโยคเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ นั่นอาจหมายถึงว่าเรากำลังตัดสินและตีตราตัวเองอยู่ ลองถามตัวเองว่า…คำพูดเหล่านี้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่? ถ้าช่วยได้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความรู้สึก “มั่นคง” หรือ “กลัว” กันแน่? และมันทำให้ Self-esteem ของเราเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่? หากคำตอบคือคำพูดเหล่านี้สร้างบาดแผลทางใจมากกว่า ลองกลับมา “ยอมรับ” “อดทน” และ “ใจดี” กับตัวเองให้มากขึ้น คุณค่าในตัวเราไม่ได้ลดลงเพียงเพราะความผิดพลาด ข้อบกพร่อง หรือความผิดหวัง ค่อย ๆ มองทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยสายตาที่เข้าใจ อ่อนโยน และซื่อสัตย์ แล้ว Self-esteem จะค่อย ๆ เติบโตและงอกงามขึ้นเอง

Self-esteem: 4 มุมมองที่ช่วยเสริมสร้างการเห็นคุณค่าตัวเอง

Self-esteem ไม่ใช่การหลงตัวเอง แต่คือการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างเป็นจริง บทความนี้ชวนมอง 4 มุมสำคัญที่ช่วยให้เรายอมรับ เติบโต และใจดีกับตัวเองมากขึ้น

Read More »
ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน การเทรดไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะชนะได้ตลอดเวลา การผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และเพราะเหตุนี้เอง การกลับมาใจดีกับตัวเองในวันที่พลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรายังเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยไม่ทำร้ายสุขภาพใจของตัวเองจนเกินไป ความเจ็บปวดในวันที่ขาดทุน ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน หลายครั้งเราตำหนิตัวเองหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง เราได้ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่มีในขณะนั้นแล้ว “เราตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วด้วยข้อมูลที่เรามี ครั้งนี้เราพลาดไป ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเราวิเคราะห์ใหม่ เอาใหม่นะ” ประโยคแบบนี้อาจดูเรียบง่าย แต่คือการย้ำเตือนตัวเองว่า **ความผิดพลาดไม่ได้เท่ากับความไร้ค่า** และการพลาดหนึ่งครั้ง ไม่ได้กำหนดคุณค่าของเราในฐานะคนหรือในฐานะนักเทรด ให้เวลากับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง ในบางวัน ความรู้สึกอย่างความเฟล ความเศร้า หรือความกังวล อาจทำให้เราตัดสินใจแบบเร่งรีบหรือหุนหันพลันแล่น การหยุดพักเพื่อกลับมามองอารมณ์ของตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น “วันนี้เราเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกแบบไหนทำให้เราเทรดอย่างหุนหันพลันแล่น ครั้งหน้าเมื่อรู้สึกแบบนี้อีก เราจะคิดให้เย็น วางแผนก่อน และให้เวลาตัวเองสักนิด” การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่กลับช่วยให้การตัดสินใจในครั้งต่อไปมีสติและมั่นคงมากขึ้น ความผิดพลาด คือบทเรียนที่พาเราเติบโต การกลับมาทบทวนอย่างใจเย็นว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้คืออะไร เป็นส่วนสำคัญของการเติบโต “กลับมาคิดสักนิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนี้มีอะไรบ้าง ความผิดพลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราเติบโตได้เหมือนกัน” ทุกครั้งที่เราล้ม ไม่ได้หมายความว่าเราถอยหลังเสมอไป บางครั้งมันคือการเรียนรู้ในรูปแบบที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่มีคุณค่าในระยะยาว คุณค่าของเรา ไม่ได้ผูกอยู่กับกำไรหรือขาดทุน ตัวเลขในพอร์ตไม่สามารถนิยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเราได้ “คุณค่าของเราไม่ได้ผูกอยู่กับเงิน หรือกำไรที่ได้ เรามีคุณค่าแค่มากกว่ายอดเงินของเรา ถึงจะทำอะไรพลาดไป เรายังเป็นคนที่มีคุณค่าเสมอ” การย้ำเตือนตัวเองในวันที่แย่ ไม่ได้ทำให้เราอ่อนข้อให้กับความผิดพลาด แต่เป็นการรักษาหัวใจของตัวเองให้ยังพร้อมเรียนรู้และลุกขึ้นใหม่ได้ ล้มได้ ไม่เป็นไร เราลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ การล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง “ล้มไปก็ไม่เป็นไร เราสามารถที่จะลุกขึ้นใหม่ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นได้เสมอ” ทุกครั้งที่ขาดทุน และเรายังอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่าเราผ่านมันมาได้แล้วครั้งหนึ่ง และเรามีศักยภาพที่จะผ่านมันไปได้อีก ดูแลใจตัวเอง คือส่วนหนึ่งของการเทรด การเทรดเป็นสิ่งที่ท้าทาย และอาจกระทบสุขภาพจิตได้จริง บางครั้งการปิดจอ พักผ่อน หรือถอยออกมาดูแลใจตัวเอง คือสิ่งที่ดีที่สุดพอ ๆ กับการดูแลเงิน หากพักแล้วความกังวลยังไม่ดีขึ้น การพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อทำความเข้าใจตัวเอง และหาวิธีรับมือกับความกังวลที่เกิดขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ เพราะการอยู่รอดในเส้นทางนี้ ไม่ได้วัดกันแค่กำไร แต่รวมถึงการที่เรายังดูแลใจของตัวเองได้ดีพอที่จะเดินต่อไปอย่างมีสติ

กลับมาใจดีกับตัวเองสักนิด…ในวันที่เทรดพลาด แล้วขาดทุน

ในวันที่ขาดทุน หลายคนอาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมาจาก “เงิน” ที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ใจหนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในพอร์ต หากเป็นการสูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกใจดีกับตัวเอง ที่ค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน

Read More »
เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เลือกเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยและมีประสิทธิภาพที่สุด การทำตามนิสัยเดิมจึงเป็นทางเลือกที่สมองคุ้นเคยและปลอดภัยต่อการอยู่รอด นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การเปลี่ยนนิสัย” จึงรู้สึกยาก เพราะมันคือการปรับเปลี่ยนกลไกทางชีววิทยาที่ช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตมาได้ยาวนาน ดังนั้น หากช่วงเวลาที่ผ่านมาเรายังทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่สำเร็จ นั่นไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอหรือพยายามไม่มากพอ แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจวิธีทำงานของสมองอย่างแท้จริง เข้าใจวงจรของการสร้างนิสัย (The Habit Loop) การสร้างนิสัยสามารถอธิบายได้ผ่านวงจรที่เรียกว่า *The Habit Loop* ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. Cue – ตัวกระตุ้น สิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่ทำให้สมองเริ่มต้นพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ความรู้สึกเบื่อ เหนื่อย หรือเห็นสิ่งของบางอย่าง 2. Action – พฤติกรรม การกระทำที่ตามมาหลังจากตัวกระตุ้น เช่น การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย 3. Reward – รางวัล ความรู้สึกพึงพอใจ ความสนุก หรืออารมณ์ทางบวกที่สมองได้รับ ทำให้สมองจดจำว่าวงจรนี้ “คุ้มค่า” และควรทำซ้ำอีก เมื่อสมองเชื่อมโยงตัวกระตุ้นกับรางวัลได้สำเร็จ มันจะคาดหวังความรู้สึกดีนั้นล่วงหน้า และผลักดันให้เราทำพฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกเบื่อจากการทำงาน (Cue) เราหยิบมือถือขึ้นมาเล่น TikTok (Action) แล้วรู้สึกเพลิดเพลิน (Reward) สมองจึงเรียนรู้ว่า “ถ้าเบื่อ ให้เล่นมือถือ” และทำพฤติกรรมนี้ซ้ำในครั้งต่อไป ถ้าอยากเปลี่ยนนิสัย ควรโฟกัสที่อะไรดี ? สิ่งที่สำคัญในการเปลี่ยนนิสัย ไม่ใช่การเพิ่มแรงจูงใจหรือบังคับความรู้สึกของตัวเอง แต่คือการ "ปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม" ให้เอื้อต่อการสร้างวงจรใหม่ 1. เปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังคง “รางวัล” เดิม แทนที่จะพยายามตัดพฤติกรรมเดิมออกทั้งหมด ลองเปลี่ยนวิธีการกระทำ โดยยังให้สมองได้รับความรู้สึกเชิงบวกใกล้เคียงเดิม เช่น แทนที่จะดู YouTube เพื่อแก้เบื่อ อาจเปลี่ยนเป็นการลุกขึ้นเต้นหรือออกกำลังกายเบา ๆ ตามเพลงสั้น ๆ ซึ่งยังให้ความรู้สึกสนุก แต่เพิ่มความรู้สึกประสบความสำเร็จเข้ามาด้วย 2. ปรับสภาพแวดล้อม ให้พฤติกรรมใหม่เกิดขึ้นง่ายขึ้น สภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญมากต่อพฤติกรรม หากเราอยากออกกำลังกายให้มากขึ้น อาจเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ให้อยู่ใกล้ตัว เช่น วางเสื่อโยคะหรือชุดออกกำลังกายไว้ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เมื่อเห็นตัวกระตุ้น สมองจะเชื่อมโยงไปสู่พฤติกรรมใหม่ได้ง่ายขึ้น การทำให้พฤติกรรมใหม่ “เริ่มต้นง่าย” มักสำคัญกว่าการตั้งเป้าหมายที่ยากหรือใหญ่เกินไป 3. เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ และค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที การเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ช่วยให้สมองมีเวลาปรับตัว และเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใหม่นี้ก็สามารถให้ความรู้สึกดีได้เช่นกัน เช่น แทนที่จะตั้งเป้าออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง อาจเริ่มจากการออกกำลังกายเบา ๆ วันละ 20 นาที ซึ่งมีโอกาสทำได้สำเร็จสูงกว่า เมื่อสมองรับรู้ถึงความสำเร็จและความพึงพอใจ พฤติกรรมใหม่นี้จะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัยในระยะยาว ตัวอย่างการเปลี่ยนนิสัยด้วย The Habit Loop หากตัวกระตุ้นคือ “ความรู้สึกเบื่อ” เดิมทีเราอาจหยิบมือถือขึ้นมาเล่นโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าปรับพฤติกรรมเป็น “การอ่านหนังสือ” แม้ความสนุกอาจไม่เทียบเท่าการเลื่อนดู TikTok แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน น่าสนใจ และได้ประโยชน์ การปรับสภาพแวดล้อม เช่น การโหลด e-book ไว้ในมือถือ หรือวางแอปอ่านหนังสือไว้หน้าแรกของหน้าจอ จะช่วยให้การเลือกพฤติกรรมใหม่ทำได้ง่ายขึ้นกว่าการต้องค้นหาแอปอื่นทุกครั้ง สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และเราสามารถปรับวิธีการให้เหมาะกับตัวเองได้เสมอ แค่เริ่มลงมือทำ แม้เพียงก้าวเล็ก ๆ ก็ถือว่าเราเดินมาไกลกว่าการไม่เริ่มเลยแล้ว อย่าลืมขอบคุณความตั้งใจของตัวเองในทุก ๆ วัน เพราะการที่ยังพยายามอยู่ นั่นคือความก้าวหน้าที่สำคัญมากแล้ว

เมื่อสมองดื้อการ “สร้างนิสัย”…ทำไมการสร้าง Habit ที่ดีถึงยาก และเราจะเริ่มใหม่ได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงการสร้างนิสัยใหม่ หลายคนมักโทษตัวเองว่า “ตั้งใจไม่มากพอ” หรือ “ไม่มีวินัยพอ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเปลี่ยนนิสัยได้ยาก ไม่ได้เกิดจากแรงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยตรง

Read More »
ในมุมมองของผม (ตะวัน) ในฐานะนักจิตวิทยา “เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ายิ่ง “เวลา” ผ่านไปมากขึ้น แล้วจะทำให้ดีขึ้นได้เร็ว หรือก้าวผ่านจากความทุกข์ได้ง่ายขึ้น เพราะ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านความทุกข์ ในมุมมองของนักจิตวิทยา สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “เวลา” แต่คือ “ใจ” ของแต่ละคน เขาพร้อมจะ ยอมรับความจริงและความเจ็บปวด นั้นแปล้วหรือยัง เขาพร้อมที่จะ ก้าวผ่านความทุกข์ แล้วหรือยัง เขาเห็นว่า ความทุกข์นั้นส่งผลกับเขามากพอ จนอยากลุกขึ้นมาจากการจมอยู่กับมันแล้วหรือยัง ผิดไหม ถ้าใจยังไม่พร้อม คำตอบคือ ไม่ผิดเลย เพราะความพร้อมทางใจ รวมถึงเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ดังนั้น “เวลา” จึงเปรียบเหมือน พื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เติบโต และค่อย ๆ ยอมรับความเจ็บปวดในจังหวะของตัวเอง เมื่อเผชิญความเจ็บปวดหรือความทุกข์ ควรโฟกัสอะไร สิ่งที่อยากชวนให้ทุกคนให้ความสำคัญ คือ เมื่อเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ อย่าจมไปกับความคิดว่า “เมื่อไหร่เราถึงจะหาย” หรือมัวแต่หวังว่า “เดี๋ยวเวลาก็ช่วยเราเอง” เพียงอย่างเดียว แต่ลองกลับมา ตระหนักถึงตัวเอง ในช่วงเวลานั้นอย่างอ่อนโยน เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับ “เรื่องราวที่ทุกข์ใจ” มากเกินไป แล้วการตระหนักในตัวเอง เริ่มจากอะไรได้บ้าง การตระหนักรู้ในตัวเอง อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ตอนนี้ เราเป็นอย่างไรบ้าง” โดยเน้นไปที่ ความรู้สึก ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น กังวล เศร้า เสียใจ ผิดหวัง หรือความรู้สึกอื่น ๆ เมื่อรับรู้ความรู้สึกแล้ว พยายามอย่ารีบโฟกัสไปที่ความคิดที่ไม่มีคำตอบ หรือแก้ไขไม่ได้ เช่น เราทำอะไรผิด เขาถึงทิ้งเราไป ถ้าตอนนั้นเราทำแบบนี้คงดีกว่านี้ หรือ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ไหม ลองใช้ เวลา ในการมองหา หนทางที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ หรือช่วยให้เราไม่ติดอยู่กับความทุกข์ในแบบที่เหมาะกับตัวเรา อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ เช่นดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ฝึก mindfulness คุยกับเพื่อน แล้วโฟกัสไปที่ประสบการณ์ตรงเหล่านั้น แล้วเมื่อใจพร้อม ค่อย ๆ กลับมาตกตะกอนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้ และทำความเข้าใจมัน สิ่งสำคัญคือ แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน อย่าเร่งรีบ และอย่าใจร้อนกับตัวเองมากเกินไป

เวลาช่วยให้เราดีขึ้น จากความทุกข์ได้จริงไหม?

“เวลา” ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นจาก “ความทุกข์” ได้โดยตรง แต่มันเป็น “ปัจจัยทางอ้อม” ที่สำคัญมากๆ ที่ช่วยให้เรา…เรียนรู้ เข้าใจ เติบโต และยอมรับ ทั้งในเชิงตรรกะ ความคิด หรือในเชิงของความรู้สึกก็ตาม

Read More »

ติดตามบทความจิตวิทยาอื่นๆ

พวกเราไม่ส่งจดหมายขยะ หรือ Spam และสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เพิ่มเติมได้ที่นี่

Picture of สุทธจิต บูรณกานนท์

สุทธจิต บูรณกานนท์

นักจิตวิทยาการปรึกษา on mind way counseling center

Tags :
Share This Post :

Related Post

ถ้อยคำเหล่านี้คุ้น ๆ บ้างมั้ย? Hyper-Independence: เมื่อประสบการณ์ในอดีต ทำให้เราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป “ต้องทำทุกอย่างเอง จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่น” “ถ้าขอให้คนอื่นช่วย แปลว่าเราอ่อนแอ” “ทำเองง่ายกว่า ไม่ต้องพึ่งคนอื่นน่ะดีแล้ว” คุณเคยคิดหรือพูดกับตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้บ้างไหม? การพึ่งพาตัวเองเป็นทักษะที่มีประโยชน์ แต่เมื่อเรารู้สึกว่าต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองอยู่เสมอ แม้ในวันที่เหนื่อยล้าหรือจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังพึ่งพาตัวเองมากเกินไป รูปแบบพฤติกรรมนี้เรียกว่า Hyper-Independence ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายการพึ่งพาตัวเองอย่างสุดโต่งและไม่ยืดหยุ่น ไม่ใช่โรคทางจิตเวชหรือการวินิจฉัยทางคลินิกอย่างเป็นทางการ The Standard Hyper-Independence คืออะไร Hyper-Independence คือรูปแบบการพึ่งพาตัวเองมากเกินไป จนรู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้บางเรื่องอาจจำเป็นต้องให้คนอื่นช่วยก็ตาม พฤติกรรมนี้อาจแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้การทำเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อตัวเองก็ตาม รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจเมื่อมีคนพยายามช่วยเหลือ เพราะไม่คุ้นเคยกับการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น สร้างกำแพงในความสัมพันธ์ และยอมให้คนอื่นเข้ามาสนิทสนมด้วยได้ยาก แบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว จนเกิดความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ หรือเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) สิ่งสำคัญคือ การพึ่งพาตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเรารู้สึกว่าไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย แม้ในเวลาที่ต้องการจริง ๆ การกลับมาสำรวจพฤติกรรมของตัวเองอาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น การพึ่งพาตัวเองมากเกินไป เกิดมาจากอะไรได้บ้าง พฤติกรรม Hyper-Independence อาจเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาคนอื่นได้ หรือการขอความช่วยเหลือไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ทำให้ผิดหวัง จนรู้สึกว่าความช่วยเหลือจากคนอื่นเชื่อถือไม่ได้หรือไม่มั่นคง การเรียนรู้ว่าการขอความช่วยเหลือเท่ากับความอ่อนแอ ทำให้รู้สึกว่าการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การต้องเป็นผู้ดูแลคนอื่นตั้งแต่วัยเด็ก จนคุ้นเคยกับการรับผิดชอบและจัดการปัญหาด้วยตัวเอง การขาดแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง จนไม่คุ้นชินกับการได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่ติดตัวมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่พึ่งพาตัวเองสูงจะมีประสบการณ์ในอดีตแบบเดียวกัน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของตัวเองจึงสำคัญกว่าการรีบสรุปว่าตัวเองเป็นอะไร จริง ๆ แล้ว การพึ่งพาตัวเองก็เคยมีประโยชน์กับเรา การที่เราพัฒนาพฤติกรรมบางอย่างขึ้นมา อาจเป็นเพราะพฤติกรรมนั้นเคยช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ในอดีตได้ ตัวอย่างเช่น หากเราเคยต้องการความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเรา เราอาจเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังจากการคาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่น การพึ่งพาตัวเองจึงอาจเคยช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัย และรู้สึกว่าสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้มากขึ้น แต่เมื่อสังเกตพฤติกรรมนี้หลาย ๆ ครั้ง เราอาจพบว่า สิ่งที่เคยช่วยเราในอดีต อาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับเราในวันนี้อีกต่อไป การพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองอาจทำให้เราเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ขณะที่การสร้างกำแพงและไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาใกล้ ก็อาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ดังนั้น ในวันนี้ การพึ่งพาตัวเองมากเกินไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราอีกแล้ว และเราอาจเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างได้ แล้วเราจะค่อย ๆ ปรับได้อย่างไรบ้าง เป้าหมายไม่ใช่การเลิกเป็นคน Independent หรือเปลี่ยนจากการพึ่งพาตัวเองไปเป็นการพึ่งพาคนอื่นทั้งหมด แต่คือการ ยืดหยุ่นกับตัวเองมากขึ้น และมองเห็นว่าเรามีทางเลือกในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าหนึ่งทาง ฝึกขอความช่วยเหลือในเรื่องเล็ก ๆ ลองเริ่มจากการฝึกรับหรือขอความช่วยเหลือในเรื่องเล็กน้อย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ก่อน อาจเป็นการให้เพื่อนร่วมงานช่วยงานบางส่วน หรือพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังลำบากใจอยู่เล็กน้อยก็ได้ การเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อาจช่วยให้เราค่อย ๆ คุ้นเคยกับการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของเรามากขึ้น เปลี่ยนจาก Hyper-Independence เป็น Interdependence ลองค่อย ๆ ปรับจากความคิดที่ว่า “ฉันต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” มาเป็นการเข้าใจว่า การดูแลตัวเองและการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นสามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ เราอาจดูแลตัวเองได้ในหลายเรื่อง แต่ในบางเวลา เราก็สามารถขอให้คนอื่นช่วยเหลือได้เช่นกัน การมีคนอื่นคอยสนับสนุนไม่ได้หมายความว่าเราสูญเสียความเป็นอิสระ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เราทั้งดูแลตัวเองและเชื่อมโยงกับคนรอบข้างได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ท้าทายความเชื่อของตัวเองทีละนิด ความเชื่อที่เรามีอาจส่งผลต่อพฤติกรรมที่เราแสดงออก ลองกลับมาสำรวจความคิดที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น หากเราเชื่อว่า “ขอความช่วยเหลือ = อ่อนแอ” ลองถามตัวเองว่า การขอความช่วยเหลือทำให้เราอ่อนแอจริง ๆ หรือไม่? คนที่เข้มแข็งจำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองจริงหรือ? หากเราเชื่อว่า “ถ้าพึ่งคนอื่น สุดท้ายเขาจะทำให้เราผิดหวังอยู่ดี” ลองทบทวนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงทุกครั้งหรือไม่? เคยมีครั้งไหนบ้างที่คนอื่นช่วยเราได้โดยที่เราไม่ผิดหวัง? การตั้งคำถามกับความเชื่อเหล่านี้อาจช่วยให้เรามองเห็นมุมอื่น ๆ และกลับมาทบทวนว่า แท้จริงแล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้ การเป็นอิสระ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกอย่างคนเดียว เป้าหมายของเราไม่ใช่การเปลี่ยนจาก Independent เป็น Dependent แต่คือการทำให้ตัวเองมองเห็นว่า เรามี “ตัวเลือก” ระหว่างการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง กับการยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องที่จำเป็น เพราะการมี Connection กับคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียความเป็นอิสระ แต่การเปิดรับความช่วยเหลืออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราดูแลตัวเองได้อย่างยืดหยุ่นและสมดุลมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเก่งหรือเข้มแข็งตลอดเวลา และไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพังเสมอไป บางครั้ง การยอมรับว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการดูแลตัวเองเช่นกัน

Hyper-Independence : เมื่อเราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป

เคยรู้สึกไหมว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากเป็นภาระของใคร? ทำความรู้จัก Hyper-Independence รูปแบบการพึ่งพาตัวเองมากเกินไปที่อาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในอดีต พร้อมสำรวจผลกระทบและวิธีค่อย ๆ เปิดรับความช่วยเหลือจากคนอื่น

Read More »
ตอนเป็นเด็ก เราอาจแค่นั่งข้างกันในห้องเรียนไม่กี่วัน ก็รู้สึกเป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนได้แล้ว แต่พอโตขึ้น การจะหาเพื่อนใหม่ จนรู้สึกสนิทกับกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้น แม้จะเป็นคนที่เราคุยถูกคอหรือเจอกันบ่อยก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าเราเข้าสังคมไม่เก่งเหมือนเดิม เข้ากับคนอื่นยากขึ้น หรือมีอะไรผิดปกติกับตัวเรา แต่อาจเป็นเพราะเมื่อเราโตขึ้น เงื่อนไขในการสร้างความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไป จนทำให้การมีเพื่อนสนิทคนใหม่ไม่ง่ายเหมือนตอนเด็ก แล้วอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปบ้าง เรามีช่วงเวลาที่ “ไม่มีเป้าหมาย” น้อยลง ตอนเป็นเด็ก เรามีเวลาที่ไม่ได้มีเป้าหมายกับเพื่อนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการพักเที่ยง เดินกลับบ้าน นั่งเล่นบ้านเพื่อน หรือใช้เวลาหลังเลิกเรียนด้วยกัน ช่วงเวลาเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้รู้จักกันในรายละเอียด สะสมมิตรภาพ และค่อย ๆ สนิทกันโดยไม่จำเป็นต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์อย่างจริงจัง แต่เมื่อโตขึ้น ทุกนาทีของเรากลับถูกแบ่งออกเป็นงาน ภาระ และการเดินทาง การนัดเจอกันจึงมักต้องมีการวางแผนและมีเวลาจำกัด แม้จะเจอกันบ่อย เราก็อาจไม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนชีวิตในมิติอื่น ๆ ร่วมกันมากนัก นอกเหนือจากเรื่องงานหรือเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เรา “เปิดเผยตัวเอง” ยากขึ้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจพูดกับเพื่อนได้อย่างง่ายดายว่า “วันนี้ที่บ้านทะเลาะกัน” “เรากลัวเรื่องนี้” “เราไม่เก่งเลย” หรือ “เราเสียใจ” และ “เราไม่รู้จะทำยังไง” เราอาจไม่ได้คิดมากว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร แต่เมื่อโตขึ้น เราเริ่มรู้สึกว่ามีภาพลักษณ์บางอย่างที่ต้องรักษาไว้มากขึ้น เราอาจเริ่มคิดว่า “พูดเรื่องนี้ดีไหม?” “เขาจะคิดว่าเราอ่อนแอหรือเปล่า?” หรือ “นี่จะเป็นภาระของเขาไหม?” เราจึงอาจคุยกับคนหลายคนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกว่ามีใครสักคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา เรา “เลือกใช้เวลา” กับคนอื่นมากขึ้น ตอนเด็ก เราอาจเลือกเพื่อนจากคนที่อยู่รอบตัว เช่น เรียนห้องเดียวกัน บ้านอยู่ใกล้กัน หรือเล่นกีฬาเดียวกัน โดยที่แทบไม่ได้ถามตัวเองเลยว่า “คนนี้เข้ากับเราได้ไหม” เพียงแค่ได้อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ มิตรภาพก็อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อโตขึ้น เวลาของเรามีจำกัดมากขึ้น เราจึงต้องตัดสินใจว่าจะใช้มันกับใคร หรือความสัมพันธ์ไหนที่เราอยากลงทุนเวลาและพลังใจลงไป เราอาจรู้จักคนมากมาย แต่คนที่เราได้เจอ ได้พูดคุย และได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งจริง ๆ อาจมีไม่กี่คน แล้วเราจะทำอย่างไรให้ “สนิท” กับใครสักคนได้มากขึ้น? ค่อย ๆ ใช้เวลาในการรู้จักกัน ไม่ต้องรีบหรือกดดันตัวเอง ความสนิทสนมต้องใช้เวลา เราไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจว่าใครจะกลายเป็น “เพื่อนสนิท” ของเรา แต่ลองปล่อยให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ พัฒนาไป สร้างเวลาให้ได้อยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องมีธุระ อาจเป็นการชวนไปเดินเล่น นั่งคุยหลังเลิกงาน กินข้าวด้วยกัน หรือทักไปคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง เพราะความสนิทอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาธรรมดา ๆ ที่เราได้ใช้ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ เปิดใจในความสัมพันธ์ทีละนิด เราไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเรื่องในชีวิต แต่ลองให้อีกฝ่ายเห็นตัวเราที่ไม่ได้โอเคบ้าง เช่น การบอกว่า “ช่วงนี้เราก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” เพราะการเปิดเผยตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจช่วยให้อีกฝ่ายกล้าเปิดใจกลับมามากขึ้น และทำให้เราได้รู้จักกันในมิติที่ลึกกว่าเดิม การมีเพื่อนสนิทมากหรือน้อย เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความสบายใจของแต่ละคน ถ้าเราไม่ได้รู้สึกว่าขาด ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปหาเพื่อนเพิ่มเพียงเพราะคิดว่าควรมี แต่ถ้าเราอยากมีใครสักคนเพิ่มเข้ามาในชีวิต ก็ลองเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในแบบที่เป็นตัวเราเอง เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีคนอยู่รอบตัวกี่คน แต่อยู่ที่ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีทำให้เราสามารถเป็นตัวเอง และรู้สึกสบายใจมากแค่ไหน

ยิ่งโตยิ่งหาเพื่อนยาก? ทำไมการมีเพื่อนสนิทถึงยากขึ้นเมื่อเป็นผู้ใหญ่

เมื่อโตขึ้น ทำไมการมีเพื่อนสนิทคนใหม่จึงยากกว่าเดิม? ชวนสำรวจ 3 สิ่งที่เปลี่ยนไปตามวัย ทั้งเวลาที่มีน้อยลง การเปิดเผยตัวเองที่ยากขึ้น และการเลือกใช้เวลากับคนอื่น พร้อมแนวทางค่อย ๆ สร้างมิตรภาพใหม่ โดยไม่ต้องกดดันตัวเอง

Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save